วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568
วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568
วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568
วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567
วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
Dow Theory
Dow Theory
http://patipatkan.blogspot.com/2011/05/dow.html
ทฤษฎี Dow
ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สรุปจากความเข้าใจ
1. Price discounts all news หมายถึงทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข่าวดี ข่าวร้าย จะถูกสะท้อนอยู่ในราคาอยู่แล้ว ซึ่งในตลาดที่มีประสิทธิภาพราคาจะนำหน้าพื้นฐานเสมอ เทียบกับบ้านเราก็คงเป็นราคาจะเริ่มขยับขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ พอคนเริ่มตามราคาก็จะขึ้นแรงจากนั้นข่าวก็จะออกมาว่าขึ้นเพราะโน้นเพราะนี้ ก็ว่ากันไป
2. ตลาดจะ confirm ซึ่งกันและกัน อันนี้ต้องย้อนกลับไปไกลตั้งกะสมัย Dow คิดทฤษฎี ตอนนั้นอุตสาหกรรมบูมแต่จะส่งสินค้าไปให้ผู้บริโภคได้การขนส่งทางรถไฟต้องดีด้วย ฉะนั้นนักลงทุนขณะนั้นจะดูว่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมจะขึ้นมั้ย ต้องดูว่าหุ้นกลุ่มขนส่งมีสัญญาณหรือเปล่า เพราะ 2 กลุ่มนี้จะไปด้วยกัน อันนี้ถ้าจะมาเทียบกะสมัยนี้ก็คงต้องถ้าค่าระวางเรือ BDI ขึ้น หุ้นกลุ่มเรือก็น่าจะขึ้นด้วย อย่างงี้มั้ง
3. Trend จะมาต้องมี Volume มาด้วย คือถ้าหุ้นมันจะขึ้นจริง มันต้องมาจากมีคนซื้อเยอะจริงๆ หุ้นมันถึงจะขึ้น ข้อนี้อาจขัดกับหุ้นปั่นเมืองไทย ฉะนั้นถ้าจะใช้ Technical ควรหาหุ้นที่มี Volume หุ้นมหาชน ไม่งั้นกราฟที่ได้มันจะไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง
4. Trend จะมีไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะหมดลง หมายถึงถ้า trend ลงมันจะลงต่อ ถ้า trend ขึ้นมันจะขึ้นต่อ ให้คิดแบบนี้ไว้เสมอเพราะเราจะผิดครั้งเดียวตอนที่ตลาดมันกลับหัวลง แต่ถ้าไปคิดว่ามันขึ้นไปเจอแนวต้านแล้วมันจะลงเป็น double top หรือเข้าเขต overbought แล้วมันต้องลง แบบนี้ไม่ได้เพราะเราจะผิดทุกครั้ง จะถูกครั้งเดียวตอนที่มันลงจริงๆ(ลุงโฉลกพูดบ่อยมากๆ)
ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สรุปจากความเข้าใจ
1. Price discounts all news หมายถึงทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข่าวดี ข่าวร้าย จะถูกสะท้อนอยู่ในราคาอยู่แล้ว ซึ่งในตลาดที่มีประสิทธิภาพราคาจะนำหน้าพื้นฐานเสมอ เทียบกับบ้านเราก็คงเป็นราคาจะเริ่มขยับขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ พอคนเริ่มตามราคาก็จะขึ้นแรงจากนั้นข่าวก็จะออกมาว่าขึ้นเพราะโน้นเพราะนี้ ก็ว่ากันไป
2. ตลาดจะ confirm ซึ่งกันและกัน อันนี้ต้องย้อนกลับไปไกลตั้งกะสมัย Dow คิดทฤษฎี ตอนนั้นอุตสาหกรรมบูมแต่จะส่งสินค้าไปให้ผู้บริโภคได้การขนส่งทางรถไฟต้องดีด้วย ฉะนั้นนักลงทุนขณะนั้นจะดูว่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมจะขึ้นมั้ย ต้องดูว่าหุ้นกลุ่มขนส่งมีสัญญาณหรือเปล่า เพราะ 2 กลุ่มนี้จะไปด้วยกัน อันนี้ถ้าจะมาเทียบกะสมัยนี้ก็คงต้องถ้าค่าระวางเรือ BDI ขึ้น หุ้นกลุ่มเรือก็น่าจะขึ้นด้วย อย่างงี้มั้ง
3. Trend จะมาต้องมี Volume มาด้วย คือถ้าหุ้นมันจะขึ้นจริง มันต้องมาจากมีคนซื้อเยอะจริงๆ หุ้นมันถึงจะขึ้น ข้อนี้อาจขัดกับหุ้นปั่นเมืองไทย ฉะนั้นถ้าจะใช้ Technical ควรหาหุ้นที่มี Volume หุ้นมหาชน ไม่งั้นกราฟที่ได้มันจะไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง
4. Trend จะมีไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะหมดลง หมายถึงถ้า trend ลงมันจะลงต่อ ถ้า trend ขึ้นมันจะขึ้นต่อ ให้คิดแบบนี้ไว้เสมอเพราะเราจะผิดครั้งเดียวตอนที่ตลาดมันกลับหัวลง แต่ถ้าไปคิดว่ามันขึ้นไปเจอแนวต้านแล้วมันจะลงเป็น double top หรือเข้าเขต overbought แล้วมันต้องลง แบบนี้ไม่ได้เพราะเราจะผิดทุกครั้ง จะถูกครั้งเดียวตอนที่มันลงจริงๆ(ลุงโฉลกพูดบ่อยมากๆ)
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559
วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
เทคนิคการเดิมพันอย่างผู้ชนะในตลาด [How to bet your money in the market]
http://www.investmentory.com/2014/07/how-to-bet-your-money-in-market.html?m=1
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559
วิธีการตัดราคาค่าเสื่อมที่เหมาะสมสำหรับสัมปทานคลื่นมือถือ ทางด่วน และรถไฟฟ้าใต้ดิน เครดิต เพจ Sanpong Limthamrongkul
ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี (29/12/58)
วิธีการตัดราคาค่าเสื่อมที่เหมาะสมสำหรับสัมปทานคลื่นมือถือ ทางด่วน และรถไฟฟ้าใต้ดิน
วิ๊การคิดค่าเสื่อมราคามีหลายวิธีในทางบัญชี ในทางปฏิบัติไม่ได้กำหนดตายตัวในมาตรฐานว่าอะไรดีหรือเหมาะที่สุด แต่ในทางทฤษฎีมีแนวคิดอยู่
วิธีในการตัดค่าเสื่อมราคา ในทางทฤษฎีทางบัญชีนั้น การเลือกวิธีใดนั้นมีเหตุผลที่แตกต่างกันคือ
1. วิธี Straight Line เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าตามระยะเวลาโดยตรง การหมดประโยชน์เกิดขึ้นเพราะเงื่อนเวลาโดยตรง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมค่อนข้างคงที่ตลอดการใช้งาน แนวคิดสำคัญเรื่องค่าเสื่อมนั้นเดิมในทางทฤษฎีทางบัญชีจะมองว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเมื่อรวมกันแต่ละปีจะคงที่ ถ้าค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาและซ่อมแซมค่อนข้างคงที่ ค่าเสื่อมราคาควรจะใช้วิธีเส้นตรง
2. วิธีลดลง (Declining Method) วิธีนี้การคิดค่าเสื่อมจะสูงในปีแรกๆ ลดน้อยลงในปีหลังๆ (ทั้ง Double Declining และ Sum of the yeas digit) แนวคิดสำคัญเรื่องค่าเสื่อมนี้จะมองว่า ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมจะเกิดน้อยในช่วงปีแรกๆ และจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลังๆ ส่วนค่าเสื่อมจึงตัดมากในปีแรกๆ และลดลงในปีหลังๆค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเมื่อรวมกันแต่ละปีจะควรคงที่เช่นกัน
3. ส่วนวิธีสุดท้าย Unit of Production อยู่บนหลักคิดที่ว่าประโยชน์สินทรัพย์หมดลงตามผลผลิตที่เกิดหรือใช้งาน โดยแนวคิดนี้ไม่คึงนึงถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม Unit of Production นี้คิดได้ 2 แบบคือ หน่วยผลิตสินค้าหรือชั่วโมงการผลิต (ชั่วโมงการใช้งาน)
4. การกำหนดวิธีไม่เหมาะสมอาจจะให้มูลค่าของสินทรัพย์ที่เหลือสุทธิต่างไปจากความเป็นจริงมาก ก็ไม่ต่างจากการกำหนดอัตราคิดค่าเสื่อมไม่เหมาะสม ย่อมไม่เป็นผลดีกับกิจการในระยะยาว
5. ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ระยะยาวที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้หลักการเดียวกัน มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น BECL ที่ตัดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างด้วยวิธี Unit of Production คือ สิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างที่เสร็จแล้วตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนตามปริมาณรถที่ใช้บริการ มองแล้วอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าดูตามข้อเท็จจริง ค่าสิทธิ์นี้ก็คือ ค่าสัมปทานซึ่งประโยชน์จากการใช้ในความจริงหมดประโชน์ตามเงื่อนเวลามากกว่าหมดเพราะปริมณรถยนต์ที่ขึ้น สมมติว่าปีนั้นรถไม่ขึ้นทางด่วนเลยไม่เกิดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์เป็นค่าใช้จ่ายเลยหรือ แล้วสัมปทานหมดอายุลงไป 1 ปี มูลค่าจะไม่ลดลงตามหรือ ทำนองกลับกัน ถ้ารถขึ้นมากประโยชน์สัมปทานจะหมดลงเร็วหรือ ก็ไม่ใช่ดังนั้นปริมาณรถจึงไม่ใช่เงื่อนไขของการตัดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์ ควรจะตัดแบบเส้นตรงมากกว่า และที่ต้องเข้าใจคือหากประมาณการรถยนต์ที่คาดว่าจะเกิดตลอดอายุการใช้งานผิด (ซึ่งต้องผิดแน่นอนเพราะไม่มีใครรู้ได้แท้จรงแน่นอนหรือใกล้เคียง) ถ้าคาดการณ์ไว้มากเกิน การตัดจำหน่ายค่าสัทปทานแต่ละปีจะต่ำและมูลค่าสินทรพย์สุทธิสัมปทานจะสูงในปีสุดท้ายที่หมดอายุ ซึ่งเมื่อสัมปทานหมดอายุ ต้องตัดทิ้งทั้งหมดในปีสุดท้าย ผลคือปีสุดท้ายจะขาดทุนมากหรือกำไรต่ำกว่าปกติ
6. ดังนั้นแทนที่กำไรจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่รายได้เพิ่มมากขึ้นจากปริมาณรถที่ใช้เพิ่มขึ้น กลับถูกลดลงจากค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างที่เสร็จแล้ว เมื่อกำไรลดลง เงินปันผลย่อมลดลง ในทางตรงข้ามกรณีที่รถใช้น้อยลง กำไรก็จะสูงกว่าที่ควร แต่เนื่องจากธุรกิจนี้ไม่ต้องสำรองเงินสดเพื่อซื้อทดแทนสินทรัพย์ที่หมดประโยชน์ กระแสเงินสดจึงสามารถจ่ายได้ทั้งหมดของกำไร และ D/E ควรมีแนวโน้มลดลง แต่บริษัทกลับมี D/E ที่แกว่งไม่แน่นอน นั่นเป็นเพราะการกำหนดอัตราค่าตัดจำหน่ายไม่เหมาะสมส่วนหนึ่ง ทำให้เงินสดไหลออกโดยไม่เหมาะสม
7. เรื่องค่าเสื่อมบางคนว่าง่ายๆ มันก็สามารถมีประเด็นทางการเงินได้ บางคนว่าแค่บัญชียังงงเลย เอาว่ารู้ผลกระทบแต่ไม่ต้องรู้ว่าลงอย่างไร อย่าสนใจว่าตัดอย่างไร ถูกหรือไม่ คำถามคือภาพกว้างๆ เหมาะสมไหมพอ
8. อาคาร โรงงาน สิ่งก่อสร้าง เหมาะกับการตัดค่าเสื่อมด้วยวิธีเส้นตรงเพราะอายุการใช้งานหมดหรือลดลงตามเวลา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงรักษาเกิดขึ้นตามงวดเวลา ไมได้สัมพันธ์กับหน่วยผลิต
9. เครื่องจักร สามารถใช้ได้ทั้งเส้นตรง อัตราลดหรือหน่วยผลิต เพราะ เครื่องจักรบางอย่างประโยชน์หมดลงตามอายุการใช้งาน บางประเภทอาจใช้อัตราลดเพราะประสิทธิภาพมักสูงในช่วงแรกที่ใช้ และลดลงในชวงต่อมา ทำให้ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงรักษาช่วงปลายสูง แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วกิจการพยายามรักษายอดการผลิตให้คงที่ต่อเนื่อง ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยรวมจึงควรคงที่ตามหลัก Matching การจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย นี่คือเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในหลักคิดเรื่องค่าเสื่อม ว่าทำไมจึงมี Declining Method
10. อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ หมดประโยชน์การใช้งานตามเวลา
11. อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ IT ควรใช้อัตราลดเพราะประสิทธิภาพมักสูงในช่วงแรกที่ใช้ และลดลงในชวงต่อมา
12. วิธีอัตราลดไม่ค่อยนิยมใช้เพราะด้วยเรื่องการคิดบางช่วงอัตราไม่เป็นไปตามเกณฑ์ภาษีจึงเลี่ยงใช้แต่เส้นตรงเพราะง่ายและสะดวกกว่า ทั้งในการคำนวณภาษีก็สะดวกกว่า
13. ทำให้งบการเงินทุกวันนี้ PPE มูลค่าที่แสดงจึงอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก แต่ในด้านการวิเคราะห์ถ้ามองภาพรวม เช่น ROA ATจะไม่น่ากังวลนัก เพราะหากตัดมากเกินไป สำรองที่เกิดขึ้นจะสะสมอยู่ในงบดุลที่รายการอื่น (เช่น เงินสด สินค้า ลูกหนี้ฯ เป็นต้น) ถ้าตัดน้อยไป การสำรองในรูปเงินสดหรือ ส/ท ต่างๆ ก็จะต่ำ ROA ก็สะท้อนกลับเอง และอาจจ่ายปันผลระหว่างทางมากไป และเกิดการก่อหนี้เพิ่มได้
14. ดังนั้นในหลักการวิเคราะห์ เรื่องตัดค่าเสื่อมมากไปหรือน้อยไป อาจไม่น่าห่วงมาก เพราะในการวิเคราะห์ ไม่ควรดูเฉพาะเรื่อง ทุกอัตราส่วนสัมพันธ์กันหมด และการสรุปผลอย่าเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ดูแต่ Profitability เช่น GM NM ROE ROA แต่ต้องดูด้วยว่ากำไรที่ดีนั้น มีความเสี่ยง(D/E) สูงด้วยหรือไม่ การหมุนเวียนของ ล/น จ/น ส/ค และสินทรัพย์ดีด้วยหรือไม่ วงจรเงินสดเป็นอย่างไร คุณภาพกำไรเป็นอย่างไร
15. ความไม่สอดคล้องของอัตราส่วนหรือด้านใดด้านหนึ่งที่อ่อนแอมันจะปรากฎเองจากอัตราส่วน และกิจการที่พยายามทำกลบัญชี ถ้าอ่านงบให้ดี วิเคราะห์ให้ดี ก็จะเห็นได้ไม่ยาก
16. เราอาจไม่ทราบว่าตกแต่งขายหรือไม่โดยตรง แต่เมื่อไรก็ตามที่ตกแต่งยอดขายรอบหมุนเวียนลูกหนี้มักจะยาวผิดปกติคุณภาพกำไรจะต่ำแต่อัตรากำไรขั้นต้นสูง เป็นต้น
วิธีการตัดราคาค่าเสื่อมที่เหมาะสมสำหรับสัมปทานคลื่นมือถือ ทางด่วน และรถไฟฟ้าใต้ดิน
วิ๊การคิดค่าเสื่อมราคามีหลายวิธีในทางบัญชี ในทางปฏิบัติไม่ได้กำหนดตายตัวในมาตรฐานว่าอะไรดีหรือเหมาะที่สุด แต่ในทางทฤษฎีมีแนวคิดอยู่
วิธีในการตัดค่าเสื่อมราคา ในทางทฤษฎีทางบัญชีนั้น การเลือกวิธีใดนั้นมีเหตุผลที่แตกต่างกันคือ
1. วิธี Straight Line เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าตามระยะเวลาโดยตรง การหมดประโยชน์เกิดขึ้นเพราะเงื่อนเวลาโดยตรง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมค่อนข้างคงที่ตลอดการใช้งาน แนวคิดสำคัญเรื่องค่าเสื่อมนั้นเดิมในทางทฤษฎีทางบัญชีจะมองว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเมื่อรวมกันแต่ละปีจะคงที่ ถ้าค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาและซ่อมแซมค่อนข้างคงที่ ค่าเสื่อมราคาควรจะใช้วิธีเส้นตรง
2. วิธีลดลง (Declining Method) วิธีนี้การคิดค่าเสื่อมจะสูงในปีแรกๆ ลดน้อยลงในปีหลังๆ (ทั้ง Double Declining และ Sum of the yeas digit) แนวคิดสำคัญเรื่องค่าเสื่อมนี้จะมองว่า ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมจะเกิดน้อยในช่วงปีแรกๆ และจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลังๆ ส่วนค่าเสื่อมจึงตัดมากในปีแรกๆ และลดลงในปีหลังๆค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเมื่อรวมกันแต่ละปีจะควรคงที่เช่นกัน
3. ส่วนวิธีสุดท้าย Unit of Production อยู่บนหลักคิดที่ว่าประโยชน์สินทรัพย์หมดลงตามผลผลิตที่เกิดหรือใช้งาน โดยแนวคิดนี้ไม่คึงนึงถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม Unit of Production นี้คิดได้ 2 แบบคือ หน่วยผลิตสินค้าหรือชั่วโมงการผลิต (ชั่วโมงการใช้งาน)
4. การกำหนดวิธีไม่เหมาะสมอาจจะให้มูลค่าของสินทรัพย์ที่เหลือสุทธิต่างไปจากความเป็นจริงมาก ก็ไม่ต่างจากการกำหนดอัตราคิดค่าเสื่อมไม่เหมาะสม ย่อมไม่เป็นผลดีกับกิจการในระยะยาว
5. ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ระยะยาวที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้หลักการเดียวกัน มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น BECL ที่ตัดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างด้วยวิธี Unit of Production คือ สิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างที่เสร็จแล้วตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนตามปริมาณรถที่ใช้บริการ มองแล้วอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าดูตามข้อเท็จจริง ค่าสิทธิ์นี้ก็คือ ค่าสัมปทานซึ่งประโยชน์จากการใช้ในความจริงหมดประโชน์ตามเงื่อนเวลามากกว่าหมดเพราะปริมณรถยนต์ที่ขึ้น สมมติว่าปีนั้นรถไม่ขึ้นทางด่วนเลยไม่เกิดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์เป็นค่าใช้จ่ายเลยหรือ แล้วสัมปทานหมดอายุลงไป 1 ปี มูลค่าจะไม่ลดลงตามหรือ ทำนองกลับกัน ถ้ารถขึ้นมากประโยชน์สัมปทานจะหมดลงเร็วหรือ ก็ไม่ใช่ดังนั้นปริมาณรถจึงไม่ใช่เงื่อนไขของการตัดค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์ ควรจะตัดแบบเส้นตรงมากกว่า และที่ต้องเข้าใจคือหากประมาณการรถยนต์ที่คาดว่าจะเกิดตลอดอายุการใช้งานผิด (ซึ่งต้องผิดแน่นอนเพราะไม่มีใครรู้ได้แท้จรงแน่นอนหรือใกล้เคียง) ถ้าคาดการณ์ไว้มากเกิน การตัดจำหน่ายค่าสัทปทานแต่ละปีจะต่ำและมูลค่าสินทรพย์สุทธิสัมปทานจะสูงในปีสุดท้ายที่หมดอายุ ซึ่งเมื่อสัมปทานหมดอายุ ต้องตัดทิ้งทั้งหมดในปีสุดท้าย ผลคือปีสุดท้ายจะขาดทุนมากหรือกำไรต่ำกว่าปกติ
6. ดังนั้นแทนที่กำไรจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่รายได้เพิ่มมากขึ้นจากปริมาณรถที่ใช้เพิ่มขึ้น กลับถูกลดลงจากค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างที่เสร็จแล้ว เมื่อกำไรลดลง เงินปันผลย่อมลดลง ในทางตรงข้ามกรณีที่รถใช้น้อยลง กำไรก็จะสูงกว่าที่ควร แต่เนื่องจากธุรกิจนี้ไม่ต้องสำรองเงินสดเพื่อซื้อทดแทนสินทรัพย์ที่หมดประโยชน์ กระแสเงินสดจึงสามารถจ่ายได้ทั้งหมดของกำไร และ D/E ควรมีแนวโน้มลดลง แต่บริษัทกลับมี D/E ที่แกว่งไม่แน่นอน นั่นเป็นเพราะการกำหนดอัตราค่าตัดจำหน่ายไม่เหมาะสมส่วนหนึ่ง ทำให้เงินสดไหลออกโดยไม่เหมาะสม
7. เรื่องค่าเสื่อมบางคนว่าง่ายๆ มันก็สามารถมีประเด็นทางการเงินได้ บางคนว่าแค่บัญชียังงงเลย เอาว่ารู้ผลกระทบแต่ไม่ต้องรู้ว่าลงอย่างไร อย่าสนใจว่าตัดอย่างไร ถูกหรือไม่ คำถามคือภาพกว้างๆ เหมาะสมไหมพอ
8. อาคาร โรงงาน สิ่งก่อสร้าง เหมาะกับการตัดค่าเสื่อมด้วยวิธีเส้นตรงเพราะอายุการใช้งานหมดหรือลดลงตามเวลา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงรักษาเกิดขึ้นตามงวดเวลา ไมได้สัมพันธ์กับหน่วยผลิต
9. เครื่องจักร สามารถใช้ได้ทั้งเส้นตรง อัตราลดหรือหน่วยผลิต เพราะ เครื่องจักรบางอย่างประโยชน์หมดลงตามอายุการใช้งาน บางประเภทอาจใช้อัตราลดเพราะประสิทธิภาพมักสูงในช่วงแรกที่ใช้ และลดลงในชวงต่อมา ทำให้ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงรักษาช่วงปลายสูง แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วกิจการพยายามรักษายอดการผลิตให้คงที่ต่อเนื่อง ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยรวมจึงควรคงที่ตามหลัก Matching การจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย นี่คือเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในหลักคิดเรื่องค่าเสื่อม ว่าทำไมจึงมี Declining Method
10. อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ หมดประโยชน์การใช้งานตามเวลา
11. อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ IT ควรใช้อัตราลดเพราะประสิทธิภาพมักสูงในช่วงแรกที่ใช้ และลดลงในชวงต่อมา
12. วิธีอัตราลดไม่ค่อยนิยมใช้เพราะด้วยเรื่องการคิดบางช่วงอัตราไม่เป็นไปตามเกณฑ์ภาษีจึงเลี่ยงใช้แต่เส้นตรงเพราะง่ายและสะดวกกว่า ทั้งในการคำนวณภาษีก็สะดวกกว่า
13. ทำให้งบการเงินทุกวันนี้ PPE มูลค่าที่แสดงจึงอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก แต่ในด้านการวิเคราะห์ถ้ามองภาพรวม เช่น ROA ATจะไม่น่ากังวลนัก เพราะหากตัดมากเกินไป สำรองที่เกิดขึ้นจะสะสมอยู่ในงบดุลที่รายการอื่น (เช่น เงินสด สินค้า ลูกหนี้ฯ เป็นต้น) ถ้าตัดน้อยไป การสำรองในรูปเงินสดหรือ ส/ท ต่างๆ ก็จะต่ำ ROA ก็สะท้อนกลับเอง และอาจจ่ายปันผลระหว่างทางมากไป และเกิดการก่อหนี้เพิ่มได้
14. ดังนั้นในหลักการวิเคราะห์ เรื่องตัดค่าเสื่อมมากไปหรือน้อยไป อาจไม่น่าห่วงมาก เพราะในการวิเคราะห์ ไม่ควรดูเฉพาะเรื่อง ทุกอัตราส่วนสัมพันธ์กันหมด และการสรุปผลอย่าเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ดูแต่ Profitability เช่น GM NM ROE ROA แต่ต้องดูด้วยว่ากำไรที่ดีนั้น มีความเสี่ยง(D/E) สูงด้วยหรือไม่ การหมุนเวียนของ ล/น จ/น ส/ค และสินทรัพย์ดีด้วยหรือไม่ วงจรเงินสดเป็นอย่างไร คุณภาพกำไรเป็นอย่างไร
15. ความไม่สอดคล้องของอัตราส่วนหรือด้านใดด้านหนึ่งที่อ่อนแอมันจะปรากฎเองจากอัตราส่วน และกิจการที่พยายามทำกลบัญชี ถ้าอ่านงบให้ดี วิเคราะห์ให้ดี ก็จะเห็นได้ไม่ยาก
16. เราอาจไม่ทราบว่าตกแต่งขายหรือไม่โดยตรง แต่เมื่อไรก็ตามที่ตกแต่งยอดขายรอบหมุนเวียนลูกหนี้มักจะยาวผิดปกติคุณภาพกำไรจะต่ำแต่อัตรากำไรขั้นต้นสูง เป็นต้น
เทคนิคอ่านงบการเงิน
http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2011/09/I11066814/I11066814.html
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ความเชื่อที่อาจทำให้การออมหุ้นแบบ DCA ไม่ประสบความสำเร็จ
http://www.aommoney.com/aomhoon/ความเชื่อผิดๆในการออมห#gs.null
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ฉวยโอกาสอย่างไร ในเวลาที่ “หุ้นแบงก์” ราคาถูก
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ฉวยโอกาสอย่างไร ในเวลาที่ “หุ้นแบงก์” ราคาถูก
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ที่มา:http://clubvi.com/2015/12/15/buffettonbank/
ช่วงนี้หุ้นธนาคารไทยราคาต่ำลงมามาก มาเรียนรู้บทเรียนจากการลงทุนในหุ้นธนาคารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันดีกว่านะครับ
ปกติแล้ว บัฟเฟตต์ไม่นิยมหุ้นธนาคารเอาเสียเลย (เช่นเดียวกับ ดร นิเวศน์ ของเมืองไทย แต่ที่เหมือนกันคือทั้งสองคนต่างก็มีหุ้นแบงก์) ปู่บอกว่า ในเวลาที่สินทรัพย์สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20 เท่า* ซึ่งเป็นค่าปกติของเซคเตอร์แบงก์เวลานั้น หากธนาคารบริหารผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างรุนแรง
(*การเอาสินทรัพย์เทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า asset to equity ratio เราสามารถคิดเองได้ง่ายๆ เพียงเปิดใน settrade. com แล้วเอามาหารกัน ถ้าค่านี้สูง อาจแปลความ (อย่างหยาบๆ) ได้ว่าบริษัทนี้กู้เงินมามาก โดยปกติแล้ว ธุรกิจอื่นๆ มักดูค่า “หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” หรือ debt to equity เป็นหลัก แต่เซคเตอร์แบงก์ d/e จะสูงมากด้วยธรรมชาติของธุรกิจ จึงต้องดูค่า a/e ประกอบด้วย)
ทั้งนี้ ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของธุรกิจธนาคาร มักเกิดจากการที่ผู้บริหารของแบงก์ต่างๆ ชอบปล่อยกู้ตามๆ กัน แบงก์อื่นปล่อย เราก็ต้องปล่อยบ้าง ไม่ว่ามันจะงี่เง่าและไม่สมควรขนาดไหน พฤติกรรมเหมือนกับหนูเลมมิ่งที่แห่กันไปโดดน้ำตายยังไงยังงั้น (ลองนึกถึงที่ธนาคารใหญ่ๆ ของไทยปล่อยกู้ให้ SSI จะเห็นได้ว่าเหมือนกันมากๆ)
เนื่องจากเรื่องของการบริหารมีความสำคัญยิ่ง ปู่จึงไม่เคยสนใจซื้อหุ้นธนาคารที่ “บริหารไม่ดี” แต่ “ราคาถูก” โดยจะซื้อเฉพาะธนาคารที่ “บริหารดี” ใน “ราคายุติธรรม” เท่านั้น
นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม โดยพวกเขายึดมั่นอยู่กับสิ่งที่รู้ และไม่ทำตามแบงก์อื่น

เบิร์คเชียร์ซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ครั้งแรกในปี 1989 แต่แล้ว พอถึงปี 1990 ราคาหุ้นกลับร่วงลงถึง 50% ในเวลาไม่กี่เดือน
ปู่เล่าว่า ตอนนั้น ธนาคารดังๆ ต่างขาดทุนกันเป็นทิวแถว จากการปล่อยกู้โง่ๆ (ปู่ใช้คำว่า foolish) โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่กลายเป็นหนี้เสียมโหฬาร ส่งผลให้ผู้คนขาดความเชื่อมั่น และมองธุรกิจแบงก์ทั้งหมดเป็นลบ จึงพากันขายหุ้นทิ้งแล้วหนีไปหาเซคเตอร์อื่น
แต่สำหรับปู่ นอกจากจะไม่ “ใจเสีย” แล้ว ยังซื้อหุ้นเพิ่มเยอะมาก โดยราคาที่เบิร์คเชียร์เก็บหุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ในปี 1990 อยู่ที่ p/e เพียง “5 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ และเพียง “3 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักภาษี เรียกได้ว่า ถูกจนไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
รวมๆ แล้ว ปู่ใช้เงินไป 290 ล้านเหรียญ ได้หุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ประมาณ 10% โดยขณะนั้น แบงก์ชื่อดังแห่งนี้มีสินทรัพย์รวมถึง 56,000 ล้านเหรียญ และทำกำไรได้สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20%
ปู่บอกว่า หากไปซื้อหุ้นธนาคารเล็กๆ ที่ทำผลงานได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสินทรัพย์น้อยกว่าสิบเท่า แกอาจจะได้หุ้นทั้ง 100% แต่ต้องจ่ายแพงกว่านี้มาก และแบงก์พวกนั้นก็ไม่มีผู้บริหารเก่งๆ เหมือนของเวลส์ฟาร์โก้ด้วย
เพื่อประยุกต์กับสถานการณ์ที่หุ้นแบงก์ไทยราคาถูกอยู่เวลานี้ ผมขอสรุปบทเรียนจากปู่เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
หนึ่ง) สำหรับธุรกิจธนาคาร ผลประกอบการย่อมขึ้นอยู่กับการปล่อยกู้ของผู้บริหารเป็นสำคัญ จึงต้องเลือกแบงก์ที่ผู้บริหารเก่งมากๆ ดูประวัติการปล่อยกู้ว่าเขาเคยปล่อยกู้แบบงี่เง่าหรือเปล่า
โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจแย่แบบเมืองไทยเวลานี้ ความสามารถของผู้บริหารคือจุดชี้เป็นชี้ตายเลยทีเดียว
สอง) ถ้าได้ “ของถูก” ก็ดี
ปู่ซื้อเวลส์ ฟาร์โก้ ที่ p/e “5 เท่า” ลองดูสิว่าของเราที่เล็งไว้เป็นอย่างไร (ตอนนี้หลายๆ แบงก์หลักในไทย p/e แค่ 6-8 เท่า แล้ว)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเน้นแต่ของถูกแล้วจะดี ต้องยึดข้อแรกเป็นหลักเอาไว้ก่อน
สาม) ธุรกิจธนาคารมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เราต้องเอาอัตราส่วนทางการเงินมาดู และวิเคราะห์ความเสี่ยงให้เป็น ดูว่าธนาคารทำกำไรปกติได้เท่าไร ปล่อยกู้อยู่ประมาณไหน และหากเกิดความเสียหายขึ้นมา จะส่งผลสะเทือนแค่ไหน โดยให้มองไปถึง worst-case scenario หาก worst-case ยังรับไหว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
ทั้งสามข้อนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทว่าถ้าทำได้ การลงทุนในหุ้นแบงก์ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไปครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
