วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เกล็ดความรู้ง่ายๆ ที่เม่ามือใหม่ต้องรู้ ทำไง ถ้าหุ้นที่เราถือ จะเพิ่มทุน ==

เกล็ดความรู้ง่ายๆ ที่เม่ามือใหม่ต้องรู้ ทำไง ถ้าหุ้นที่เราถือ จะเพิ่มทุน ==
==== เกล็ดความรู้ง่ายๆ ที่เม่ามือใหม่ต้องรู้ ทำไง ถ้าหุ้นที่เราถือ จะเพิ่มทุน ====
กระทู้สนทนา
หุ้นการลงทุน
เห็น ตอนนี้ N-Park กำัลังจะเพิ่มทุนโดย ขี้น XR วันที่ 13 พ.ค.นี้ ขึ้น XR
ให้สิทธิ์จองเพิ่มทุน 2:1 ในราคา 0.029 บาท

มีน้องมือใหม่ หลายคน ยังสับสน กับการเพิ่มทุน และ ยังคิดไม่อออกว่า จะทำอย่างไร

บางคน คิดว่าเพิ่มทุนต้องจ่ายเิงินเพิ่ม แล้วไม่มีเงินต้องขายทิ้ง(อันนี้ ยังไม่เท่าไร)

แต่อีกพวก นี่คิดว่า ถือต่อไปเฉยๆ โดยไม่เพิ่มทุนได้มั้ย คำตอบ คือ ได้ แต่มันเสียหาย เนื่องจากหุ้นมัน จะราคา Dilute ลงมา

ดังนั้น แม้จะเรื่องง่ายๆ ที่ คนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นรู้กันอยู่แล้ว แต่ อยากเอามาบอกมือใหม่ กัน ตรงนี้อีกที
=================================================
ยกตัวอย่าง เคส N Park นี่เลยก็ ล่ะกัน

หุ้นจะเพิ่มทุน โดยให้สิทธิ์จองเพิ่มทุน 2:1 ในราคา 0.029 บาท
XR วันที่ 13 พ.ค.นี้ ขึ้น XR

นั่นคือ ถ้าคุณมีอยู่ 2 หุ้นคุณจะได้สิทธิ์ซื้อเพิ่มทุนใหม่ได้ 1 หุ้นใน ราคา 0.029

ถ้าราคาแม่ ณ วันก่อนขึ้น XR ยังอยู่ตรงราคาวันนี้ คือ 17 สตางค์

วันขึ้้น XR (วันที่ 13 พค.) คนที่ซื้อหุ้นวันนั้น จะไม่ไ้ด้สิทธิ์จองหุ้นเพิ่มทุน ดังนั้นมูลค่าที่แท้จริงของมันที่ตลาดจะใช้เป็นราคา ฐาน คำนวน ซิลลิ่ง และฟลอร์ในวันนั้น มันจะ Dilute ลงมา เหลือตามต้นทุนรวมที่แท้จริง ประมาณ { (.17X2) + .029 } /3 เหลือ ประมาณ .12-.13 สตางค์ ( ส่วนราคา ในกระดาน อาจจะสูงกว่า หรือต่ำกว่านี้ได้นิดหน่อย ได้แต่ไม่มากนัก)

ดังนั้นคนที่ถือหุ้นนี้ไว้ ณ วันนี้ ยังไม่ขึ้น XR ต้องคิดตัดสินใจ ว่าจะจัดการ อย่างไรกับมันดี

1 ถ้าคิดว่า การเพิ่มทุนไม่ดี ก็ควรต้องขายออกไปก่อน XR หรือขาย ณ ตอนนี้ ซึ่งยังได้ราคาสูง ประมาณ .17 บาท

2 ถ้าคิดว่า การเพิ่มทุนดี บริษัทยังมีอนาคต เพิ่มทุนแล้วน่าจะไปต่อ ก็ถือต่อไป แล้วเตรียมเงินไว้จ่าย ค่าหุ้นเพิ่มทุน ด้วยเมื่อถึงกำหนดเพิ่มทุน

3 คิดเหมือนข้อสอง คือคิดว่าบริษัทยังดี น่าจะไปต่อได้ ไม่อยากขายทิ้ง แต่ไม่มีเงินจะมาเพิ่มทุน หรือ มีแต่ไม่อยากจะใส่เงินเพิ่มเข้ามาักับหุ้นตัวนี้ เลยคิดว่าจะถือต่อไปเฉยๆ โดยไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดีมั้ย

อันข้อ 3 นี่แหละคือ พวกที่ห่วง และ ห้ามทำเด็ดขาด

เพราะว่า ถ้าืถือไว้เฉยๆ โดยไม่ขายออก ก่อน XR และไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วย พอวันขึ้น XR แล้ว ราคาหุ้นมันจะ Dilute ลงอย่างที่บอกไว้ข้างบน เราจะขาดทุนทันที ห้ามทำเด็ดขาด ต้องเลือก ทางเลือกที่ 1 หรือ 2 ข้างบน

แต่ถ้า ไม่เลือก ทั้ง 1 และ 2 ข้างบน แต่อยากถือต่อ แต่ไม่เติมเงินเพิ่มล่ะ ทำได้มั้ย

ตอบว่าทำได้ครับ ทำโดยทางเลือกที่ 4

4 ถ้าอยากถือยาว แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุน หรือ ไม่อยากเติมเงินเพิ่มเข้ามา กับหุ้นตัวนี้ ก็ขายแม่ออกมาบางส่วนให้พอ กับการเพิ่มทุน ก่อน XR แล้ว พอถึง เวลา ก็เอาไปเพิ่มทุนได้ครับ


เช่น ถ้าวันนี้ มี N Park อยู่ 2,000,000 หุ้น
http://puktiwit.wordpress.com/2013/05/04/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A1/ cr:https://puktiwit.wordpress.com/2013/05/page/4/

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เจาะลึก ABC หุ้น 3000%!

เจาะลึก ABC หุ้น 3000%!

ร้อนแรงเหลือเกินกับหุ้น 30 เด้งที่กำลังกล่าวขวัญกันอยู่ในตลาดครับ ผมก็เลยลองวิเคราะห์งบการเงินเล่นมาลองดูกันว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ

ABC First Touch


P/E ที่ 40 กับ P/B 40 นิดๆ ในหน้าเว็บ settrade ทำให้ชะงักนิดหนึ่ง กับผลอัตราเงินปันผล 0% มีกำไรไม่มีปันผลครับ





กราฟนี้คือเหตุผลที่อยากลองอ่านงบการเงินของบริษัทนี้ดูครับ



ที่เด็ดคือเมื่อคลิกสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนดูที่รายได้แล้วเริ่มตกใจ เพราะว่ารายได้จากยอดขายลดลงกว่า 90% ในขณะที่รายได้อื่นๆ
มีเพิ่มมากขึ้นอย่างมากรวมถึง 200 ล้านเลยทีเดียว ถือเป็น red flag อันแรก คือรายได้จากธุรกิจหลักหดตัวอย่างรุนแรงแต่กลับกำไรจากอย่างอื่น
หมายความว่าธุรกิจไปไม่น่าจะรอด



พอมาดูอัตราส่วนทางการเงินจะเห็นอะไรแปลก ๆ เยอะเลย โดยเฉพาะระยะเวลาในการขาย แปดร้อยกว่าวันเลยทีเดียว
หมายเหตุ
ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า(วัน) = 365 (วัน) /อัตราหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover)
ยิ่งขายได้เร็ว (ระยะเวลาสั้น) ยิ่งดี

โดยอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) = ต้นทุนสินค้าขาย (COGS) /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Avg. Inventory)
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =( สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด )/ 2
หากค่าคำนวณได้สูง ย่อมแสดงถึงความสามารถในการบริหารการขายสินค้าได้เร็ว

อ้างอิงจาก http://www.thaiecommerce.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=538735716&Ntype=6



ติด cash balance อีกเสียด้วย (คือมีการซื้อขายผิดปกติ) แต่เราไม่ควรตัดสินหนังสือจากปก (และอัตราส่วนทางการเงิน) ใช่ไหมครับ เรามาดูรายละเอียดบริษัทกันดีกว่า

ลักษณะธุรกิจ
ผลิตถุงเท้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่เป็นของลูกค้า หรือลูกค้าเป็นตัวแทนจำหน่าย เช่น คาร์สัน แพน นันยาง ARROW, S’FARE, JOHN HENRY, GRAND SLAM, GUY LAROCHE, ELLE HOMME, CREATION, T.K. MAXX, PIERRE GARDIN, JACK MONTANA

ปัญหาของบริษัทหลัก ๆ คือ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทซึ่งเป็นผลกระทบกับพื้นฐานของบริษัทให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งแก้ไม่ได้เพราะเป็นกฎหมาย มีการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดในเดือน มกราคมปี 56

นายปรเมษฐ์ รับรองธานินทร์ได้ทำการ tender offer หุ้นทั้งหมดเมื่อตอนปลายปี 56 และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่จากโรงงานสิ่งทอ เป็นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (คุ้นๆ เหมือน Berkshire Hathaway เลยว่าไหมครับ)

จะเห็นว่ารายได้จากผลิตถุงเท้าลดลงเป็นอย่างมาก โดยเปลี่ยนเป็นรายได้จากการขายอสังหาฯ แทน





โดยในฝั่งของสิ่งทอผมจะข้ามไปนะครับ ส่วนกลยุทธ์ของอสังหาฯ นั้นจะเน้น คอนโดฯ ประเภท Low-Rise และห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กตามชุมชนแทน
โดยจะเน้นทำเลเพื่อให้มีมูลค่าขายต่อสูงขึ้น และได้รับค่าเช่าจากร้านค้านั่นเอง

ในเรื่องภาพรวมตลาดอสังหาฯ ผมเองไม่สันทัดนะครับ แต่ดูจากโครงการรถไฟฟ้าที่จะขึ้น ราคาที่ดินน่าจะถีบตัวขึ้นไปอีก (ใน 56-1 ของบริษัทระบุไว้)
มีปัจจัยเรื่องการเมืองทำให้งบประมาณไม่ชัดเจน ตอนนี้น่าจะชัดเจนมากขึ้นนะครับ
ความเห็นส่วนตัวคิดว่าตลาดมันน่าจะอิ่มตัวไปสักพักแล้ว เพราะคนน่าจะซื้อคอนโดไปเยอะแล้ว ก็เลยจะกลัวฟองสบู่ แต่ผมก็คงจะไม่คาดเดาตลาดก็แล้วกันนะครับ

ถ้าลองมองย้อนกลับไปดูตรง ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า ลองมาคิดดูอีกทีถ้าเป็นการ flip อสังหาฯ ในธุรกิจใหม่ของบริษัท ก็ถือว่าไม่ช้าเกินไป หรือเปล่า อันนี้ต้องลองดูลึก ๆ ดูครับ

ขำ ๆ ในงบการเงินคือ อ้างว่ามีการเปิดประชาคม AEC และโครงการลุ่มแม่น้ำแม่โขง ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับพื้นที่ที่บริษัทไปลงทุนนะ แต่ก็อ้างอิงไว้

red flag อันที่ 2 ครับ


การ manipulate กำไรที่ง่ายที่สุดคือ asset appreciation หรือการตีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นนั่นเอง จริง ๆ กระแสเงินสดจะไม่มีผลอะไร
นั่นคือธุรกิจไม่มีกระแสเงินสดเพิ่มนั่นเอง

note ไว้อีกหน่อย คือ บริษัทรายงานขาดทุนจากการขายทรัพย์สินซึ่งขาดทุน 46.68 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ พอมาดูงบกระแสเงินสด
มีเงินสุทธิเพิ่มขึ้น จริงๆ 18,817,255.12 บาท คาดว่าน่าจะเกิดจากการขายทรัพย์สินแล้วเอาไปจ่ายหนี้ระยะสั้นจำนวน 48,418,551.11 ล้าน และกู้เพิ่มจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 33 ล้านบาท

note 2 คือ พอมาเห็นงบการเงินไตรมาส 2 แล้วพบว่าขายได้ตามราคาประเมินก็ให้ข้อสังเกตว่า ราคาประเมินนำมาจาก 3 สำนัก (ระบุใน 56-1) ซึ่งก็แสดงว่าน่าเชื่อถือพอสมควรครับ



ซึ่งกำไรตรงส่วนนี้จะไม่อยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น จะเห็นได้ว่าในเอกสารระบุไว้อย่างสับสนคือ ให้บริษัทมีผลกำไร (แต่ทั้งที่ส่งตลาดหลักทรัพย์ไม่คิดตรงนี้)
จบตรงปี 2556 บริษัทก็ขาดทุนสะสมเป็นจำนวน 209,706,256.98 บาทครับ และมีหนี้สินทั้งหมดจากสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท และ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง 33 ล้านบาท

เอาละครับนั่นคือ history ที่ผมเก็บได้จาก 56-1 ของปี 2555 และ 2556 มาดูปัจจุบันกันดีกว่าว่าบริษัท turnaround แล้วหรือยัง

เปิดมาดูไตรมาสแรกปี 2557 ครับ
อ้างอิงจากรายงานชี้แจงผลการดำเนินงานบริษัทงวดสิ้นสุด 31 มีนาคม บริษัทมีผลกำไรสุทธิ 32.65 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากรายได้จากภาษีเงินได้เป็นไร (tax credit)
ที่น่าสนใจคือไตรมาสนี้ได้รับเงินมัดจำ 100 ล้านบาท ทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นเป็น 99,453,756.16 บาท และ
ได้นำไปใช้หนี้เมื่อตอนสิ้นปีที่มีการกู้ย้มระยะสั้น ทำให้เลือกเงินสดเมื่อปลายงวด 39,739,193.24 บาทเลยทีเดียว
ถึงจุดนี้ขอวิเคราะห์ว่าบริษัทนั่งทับ assets จำนวนมหาศาลซึ่งไม่ได้มีการตีมูลค่าที่แท้จริง (แต่ยังต้องดูกันต่อไป) ตรงนี้จะเข้าข่าย hostile takeover กันเลยทีเดียว
โดยการซื้อหุ้นทั้งบริษัทและชำแหละขายไล่คนออกเอาเงินสดครับ
ข้อสังเกตที่ทำให้ผมคิดถึงตรงนี้คือรายการ โอนที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ไปเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขายมีมูลค่า 208,340,000.00 บาท ซึ่งพอๆ กับมูลค่าที่ประเมินไว้เมื่อ 2556
ซึ่งตีความหมายว่าที่ดินทั้งหมดจะเอามาขายนั่นเอง

มาดูไตรมาสสองปี 2557 กันบ้าง
สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2557 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 158 ล้านบาท เกิดจากการขายที่ดินจำนวน 201.36 ล้านบาท จากนั้นบริษัทเอากระแสเงินสดที่ได้ไปจ่ายหนี้จนหมด
ดังนั้นเงินสดเมื่อปลายงวดจะเหลือ 26,029,144.72 บาทนั่นเอง

ถึงตอนนี้ ณ วันที่เขียน ราคาก็พุ่งพรวดไป 63.50 แล้ว (21/8/2557) ดังนั้นขึ้นไปกว่า 2000% เลยทีเดียว ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคนที่ซื้อหุ้นตัวนี้ตอนช่วงไตรมาสแรกด้วยครับ

ซึ่งถ้ามาดูกราฟจากเว็บเซ็ตให้เจ็บใจเล่น ณ ตอนประกาศผลดำเนินการไตรมาสแรก ราคาก็พุ่งจาก 19/8/2013 ไป 100 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว (ระหว่างทางมีทั้ง floor ทั้ง ceiling รถไฟเหาะ)
แต่ตอนนั้นการขายทรัพย์สินน่าจะ finalize แล้วเพราะมีการ book ค่ามัดจำเป็นที่เรียบร้อย

abc7

จะเห็นว่าทั้ง floor ทั้ง ceiling ในวันติดกัน

แต่ถ้าใครที่ได้วิเคราะห์งบการเงินและมั่นใจในการขายสินทรัพย์ตัวนี้รับรองว่าจะต้องรับรู้รายได้ประมาณ

1.52 – 1.53 บาทต่อหุ้นเลยทีเดียว (กำไรงวดนั้น 1.2 บาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาหุ้น 1.5/3.9 ก็จะประมาณ P/E 2.6 เลยทีเดียว
ซึ่งพอมาถึง ณ วันนี้ราคาปิดก็พุ่งไปถึง P/E 40 เลยทีเดียว

บทสรุป
ณ วันนี้ผมก็ต้องขอบอกว่า ขอบาย (คือลาก่อนนะครับ ไม่ใช่ buy) ละครับ เพราะอนาคตไม่แน่นอน
ถ้ามั่นใจในผู้บริหารว่าจะสามารถเปลี่ยนไปทำธุรกิจอสังหาฯ ให้ได้กำไรก็ขอให้โชคดีครับ
ถ้าใครมีหุ้นก็ต้องบอกว่า sell ทำกำไรเถอะครับ

และล่าสุดเมื่อผมดูข่าวบริษัทก็พบว่าเตรียมจะออกหุ้นเพิ่มทุนมาออกขายเพื่อเอาเงินจากนักลงทุนเข้าบริษัทอีกต่างหาก ซึ่งในมุมมองคนอื่นอาจจะมองว่าเพื่อนำเงินลงทุนไปลงทุนต่อ
แต่สำหรับผมแล้วจำนวนสัดส่วนตัวหารจะเพิ่มขึ้นทำให้ค่า P/E อาจจะรูดหนักขึ้นไปอีก



ติดตามตอนต่อไปกับวิเคราะห์เจาะลึกหุ้นร้อนแรง ถ้าใครอยากให้ดูหุ้นตัวไหนบอกได้ใน comment เลยครับ

Disclaimer:
ผมไม่ได้ถือหุ้นตัวนี้และไม่มีความคิดหรือความตั้งใจจะเข้าซื้อ หรือ short หุ้นตัวนี้ภายใน 72 ชั่วโมงอย่างแน่นอน (และคาดว่าตลอดไป 55)


อ้างอิง:
http://www.finmoment.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81-abc-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-3000/

http://pantip.com/topic/32483564




comment
จำนวนหุ้นหมุนเวียนซื้อขายในกระดาน

ณ ราคาพาร์ 1.00 ทุนจดทะเบียน 131 ล้านหุ้น เป็น Free Float 14.24% = 18.654 ล้านหุ้น หมุนเวียนซื้อขายในกระดาน ได้เห็นแล้วว่าจ้าวปั่นหุ้นเคาะซื้อแต่ละไม้ไม่มากมาย แต่ ได้กินที่เดี่ยวหลายช่องทำให้ถึง ceiling ไม่ยากเย็นเท่าไร 

เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ 22/8/2557 เป็นต้นไป ราคาพาร์ใหม่ 0.10 บาท เริ่มซื้อขาย จำนวนจะเพิ่มขึ้น 131 ล้านหุ้น จะเป็น 1,310 ล้านหุ้น Free Float เท่าเดิม 14.24% = 186.544 ล้านหุ้น จำนวนไม่มากมาย และ ณ ราคาปิด 63.50 บาท ณ ราคานี้จะเปลี่ยนเป็น 6.35 บาท ทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง จ้าวชอบมากกว่าตอนพาร์ 1.00 ด้วยซ้ำไป ต้องติดตามดูฝีมือโดยเฉพาะจ้าวใจถึงหรือปล่าว

ด้วยความปรารถนาดี

ปล : ผมไม่เคยมี abc และไม่คิดที่จะซื้อเช่นกัน

ธุรกิจเดิมไปไม่รอด เลยมีมุขเปลี่ยนธุรกิจไปทำอสังหา
เลยขายที่ดิน โรงงาน เป็นกำไรพิเศษ ตัวเลขงบเลยมีกำไรเพิ่มขึ้น
แล้วเจ้าเอามาปันทิ้งทวน ก่อนที่กิจการจะ..............


ตอนนี้ รายย่อยถือ 6% อยากรู้ว่า ใครจะโดนมั้ง เข้าใจเลยว่า เวลาติดหุ้นดอยหุ้นเจ๊งหุ้น มันเป็นเช่นนี้เอง








วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย

ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย



มีหุ้น 1 ตัวชื่อ IEC
ในอดีต ราคา IEC เคยพุ่งเร็วและแรง เป็นจรวด
นักลงทุนต่างจ้องตาเป็นมัน ว่าเกิดอะไรขึ้น

ตอนนั้นผู้บริหารออกมาฉายหนังโฆษณาว่า
รายได้&กำไรจะโตก้าวกระโดด
เพราะขยายงานไปหลายกลุ่มธุรกิจ

ด้วยลมปากระดับสาริกาลิ้นทองของผู้บริหาร
และราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อ
นักลงทุนจำนวนมาก ที่กลัวตกขบวนความร่ำรวย
จึงแห่ซื้อขาย IEC อย่างคึกคัก

แม้มีการเตือนว่า
ราคาหุ้นไปไกลเกินพื้นฐานหลายปีแสง
เพราะกำไรจากธุรกิจหลัก IEC หดตัวต่อเนื่อง
ธุรกิจใหม่ก็เพิ่งตั้งไข่ และรายได้ไม่แน่นอน เช่น อสังหาริมทรัพย์
กำไรแค่นี้ จะคุ้มกับราคาที่จ่ายแค่ไหน

แล้วเวลาแห่งความจริงก็มาถึ
เมื่อกำไรของ IEC ลดต่อเนื่อง จนขาดทุน
สวนทางกับความคาดหวังแบบ 180 องศา
สาเหตุจากธุรกิจหลักที่ย่ำแย่
ธุรกิจใหม่ก็ไม่สดใส บางอย่างขาดทุน

ผลขาดทุน เหมือนก้อนหินใหญ่ถ่วงราคาหุ้นให้ดิ่งลึก
จนราคาหุ้น IEC ลดลงอย่างหนัก ต่อเนื่อง และยาวนาน
ทำให้นักลงทุนที่ไม่ขายขาดทุน
ติดดอยสูงเสียดฟ้า ไม่รู้จะได้ลงเมื่อไหร่

และเมื่อดู "หุ้นปั่น" ตัวอื่น ที่สร้างความเสียหายแก่นักลงทุน
ก็มักมี "รูปแบบ" เหมือนกันราวกับแกะ

- ราคาพุ่งเร็ว แรง เหมือนจรวด
- มี Story ลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจที่ถนัด
และมีรายได้หวือหวา เช่น อสังหาริมทรัพย์
- กำไรไม่พุ่งเหมือนราคา
- งบการเงินไม่ดี กระแสเงินสดน้อยถึงติดลบ เพิ่มทุนต่อเนื่อง


ซึ่งตอนนี้มีหุ้นตัวหนึ่ง เป็น Talk of the town
เนื่องจากราคาพุ่งทะยานเร็ว แรง
จนหลายคนอดใจไม่ไหว อยากโดดขึ้น "รถด่วนแห่งความรวย"

แต่เมื่อลองดูที่ตัวธุรกิจ
ก็มี "โหวงเฮ้ง" เหมือนหุ้นที่ชอบพานักลงทุนปล่อยทิ้งบนดอย
คือ รายได้จากธุรกิจหลัก ลดต่อเนื่อง
มี Story ทำธุรกิจใหม่ คือ อสังหาริมทรัพย์
กระแสเงินสดน้อย ล่าสุดเพิ่มทุน

จะเดินหมากอะไร รอบคอบไว้ครับ
ไม่ต้องการขัดลาภ ขวางทางรวยใคร
แค่อยากบอกว่า
ตลาดหุ้น "ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย"

cr:fb #นักเก็งกำไรด้วยปัจจัยพื้นฐาน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เอาบทความมาฝากให้อ่านกันครับ เกี่ยวกับเรื่อง Business Model

บทความนี้เป็นบทความที่ผมเขียนเองเมื่อปลายปี 2010 ครับ โดยส่วนตัวผมมองว่า Business Model เป็นอะไรที่ทำให้เราสามารถแยกบริษัทที่เป็น ซุปเปอร์บริษัท ออกจากบริษัทที่เป็นบริษัทธรรมดาๆ ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูราคาประกอบด้วย ว่ามันยังน่าลงทุนหรือป่าว ลองอ่านกันดูครับ ผิดถูกประการใดก็ช่วยกันวิจารณ์หน่อยนะครับ :D 


Girls' Generation, Business Model and Investment

สวัสดีครับทุกคน ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเหลือเกินครับ ไปไหนมาไหนก็อย่าลืมพกร่มติดตัวไว้นะ สองอาทิตย์ที่ผ่านมามีเรื่องเกี่ยวกับวงการบันเทิงเกิดขึ้นมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟิล์มกับแอนนี่ แล้วก็เรื่องธัญญากับเป็ก แต่ละเรื่องพูดตรงๆแล้วไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรซักเท่าไร จะว่าไร้สาระก็ว่าได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนได้ว่า จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ มองยาวๆ เข้าไว้ มีความสุขในระยะสั้นแต่มีความทุกข์ในระยะยาวก็ไม่ไหวนะครับ

วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่องๆ นึงที่เกิดขึ้นจากความสนใจส่วนตัว แต่มันเกี่ยวข้องกับการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น หรือธุรกิจส่วนตัว คนที่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวคงจะงงว่า ทำไมผมถึงได้ไปสนใจวง K-Pop เกาหลีอย่าง Girls' Generation หรือ โซน ยอ ชิ แด ในภาษาเกาหลี ซึ่งเวลาแปลเป็นไทย ก็จะแปลว่า ยุคสมัยของวัยสาว ฮ่าๆๆๆ เสี่ยวไม่ใช่เล่นเลยนะครับ ผมว่าตอนที่สังกัดของพวกเธอตั้งชื่อนี้ให้ พวกเธอคงกระอักกระอ่วนใจไม่ใช่เล่นแน่ๆเลย

เหตุที่ผมรู้จักและสนใจวง GG นี้ก็เป็นเพราะว่า ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมมีโครงการจะซื้อทีวีใหม่ ผมเลยไปแวะที่แผนก Power Buy บ่อยๆครับ และก็ไปดูว่ายี่ห้อไหนน่าสนใจ และราคาพอสมควร ไปบ่อยซะจนแฟนผมเบื่อเลยอะครับ ตอนแรกๆที่ผมไปผมก็เน้นที่ยี่ห้อญี่ปุ่น อย่างเช่น Panasonic Sony Sharp Toshiba พอหลังจากนั้น ผมก็มาเน้นที่ยี่ห้อของเกาหลีอย่างเช่น Samsung LG เพราะผมมีความรู้สึกว่า สิ่งที่เกาหลีกำลังทำตอนนี้ คล้ายๆกับสิ่งที่ญี่ปุ่นเคยทำกับอเมริกาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นก็คือทำของที่คุณภาพสูสีกัน แต่ราคาถูกกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้จักและจำแบรนด์ LG ได้อย่างแม่นยำ นั่นก็คือ Music Video ของวง Girls' Generation ครับ เพลง Gee

สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่เพราะว่าหญิงสาวหน้าตาน่ารัก 9 คนนะครับ เริ่มแรก ผมรู้สึกว่ามิวสิควีดิโอเพลงนี้ มีสีสรรที่งดงามมากๆ สามารถดึงดูดความสนใจจากคนที่ได้เห็นมากๆเลย แต่สิ่งที่เข้ามาหัวของผมก็คือ "ทำไมวงนี้สมาชิกมันเยอะแบบนี้เนี่ย มีตั้ง 9 คน เวลาจะคิดท่าเต้น เวลาซ้อมคงยุ่งตายเลย การบริหารจัดการก็คงจะยุ่งยากมาก และที่สำคัญ เวลาได้เงินมาต้องหาร 9"

หลังจากที่มีเรื่องติดค้างในใจ ด้วยนิสัยของผมก็ต้องหาข้อมูลครับ เริ่มแรกผมก็หาข้อมูลด้วย Wikipedia ก็ได้รู้ว่าพวกเธอที่มารวมกัน ต้องผ่านการคัดเลือกที่มหาหินและต้องเป็นเด็กฝึกหัดของทางค่ายอีกหลายปี บางคนต้องเป็นเด็กฝึกถึง 7 ปีกว่าจะได้เปิดตัว ต้องยอมรับเลยว่าคนเกาหลีนี่อึดจริงๆ หลังจากนั้น ผมก็หาข้อมูลเป็นรายบุคคลเลย เพราะว่าข้องใจมากๆว่าทำไมถึงต้องมีเก้าคน พอหาข้อมูลที่ลึกลงไปก็ได้พบว่า พวกเธอแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัวและบุคลิกที่แตกต่างกัน ท่านผู้อ่านก็คงคิดในใจว่า มันก็แหงอยู่แล้ว ถ้าเหมือนกันแล้วจะเอามาหลายคนทำไม ผมก็คิดเหมือนกันครับ ผมก็เลยศึกษาข้อมูลให้ลึกเข้าไปอีกครับว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมก็มาได้ข้อสรุปว่า นักร้องเกาหลีเค้าไม่ได้ร้องเพลงอย่างเดียว ไม่ได้แสดงคอนเสริต์อย่างเดียว แต่ที่เกาหลีมีเกมส์โชว์เยอะมากๆเลย เยอะแบบเยอะจริงๆอะ อันไหนที่ rating ไม่ค่อยดี เค้าเอาออกเลยครับ ไม่มีการมารอเป็นปีๆ และพวกเธอก็สามารถกระจายกันไปออกรายการต่างๆ ที่เหมาะกับบุคลิกและลักษณะของเธอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้วง Girls' Generation สามารถเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายได้หลายกลุ่มเลยครับ และทำให้ Brand Girls' Generation แข็งแรงมาก เป็นการทำการตลาดที่ฉลาดมากเลยครับ

ทีนี้ มาโยงเข้าเรื่องการลงทุนได้แล้วครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมได้ลงทุนในตลาดหุ้นมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ปีนี้ก็เป็นปีที่ 8 แล้วครับ ได้เจอตลาดมาแทบทุกแนวแล้ว ทั้งตลาดกระทิงดุสุดๆ ตลาดหมีไอซียูก็เจอมาแล้ว พอผมมาคิดเรื่องที่ผมได้หาข้อมูลและทำความรู้จักกับวง Girls' Generation ผมก็มาคิดว่าถ้าใครที่คิดจะลงทุนในตลาดหุ้นหรือจะทำธุรกิจส่วนตัวก็ตาม ก็ควรจะหาข้อมูลแบบที่ผมทำกับวง Girls' Generation ครับ เพราะว่าการลงทุนในตลาดหุ้น พูดตรงๆแล้วก็มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างมาก แต่จะว่าไปความเสี่ยงก็มีอยู่ทุกที่นะครับ ขนาดผมนั่งเฉยๆ รถมันยังพุ่งมาชนผมเองเลย สิ่งที่เราต้องทำคือลดความเสี่ยงครับ หรือพูดง่ายๆคือ "เปลี่ยนสิ่งที่เราไม่รู้ ให้กลายเป็นสิ่งที่เรารู้" เพราะความเสี่ยงก็คือสิ่งที่เราไม่รู้นั่นเอง เวลาผมจะซื้อหุ้นสักตัว ผมก็จะหาข้อมูลค่อนข้างมากครับ เพราะเป้าหมายในการซื้อแต่ละครั้งของผมนั้น ค่อนข้างที่จะใหญ่ นั่นก็คือกำไรอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว แต่จากที่ผมได้สัมผัสและได้รู้มา คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นกันแบบเก็งกำไร คือไม่รู้หรอกว่าหุ้นตัวนั้น เบื้องหลังแล้วทำธุรกิจอะไร และธุรกิจนั้นๆ ทำเงินได้อย่างไร พอซื้อหุ้นแล้วหุ้นลงก็ไม่ยอมขาย กลับบอกว่าซื้อลงทุน ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว กำไรแค่ 1 -2% ก็เผ่นแล้ว 

ในช่วง 2 - 3 ปีมานี้ เป็นปีที่ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจมีความผิดปกติมากจริงๆครับ เวลาลงก็ลงแบบเขื่อนแตกเลย เวลาขึ้นก็ขึ้นแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเช่นกัน ใครที่เล่นหุ้นใน 2 ปีที่ผ่านมานี่ ก็คงจะยิ้มกันแก้มปริ เพราะว่าทำเงินกันง่ายเหลือเกิน สิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนในหุ้นในปี 2009 เพราะเส้นทางที่ท่านเดินมันโรยด้วยกลีบกุหลาบครับ แถมโรยไว้อย่างหนาเลยด้วย ผมอยากจะเตือนว่าตลาดแบบนี้มันไม่ได้มีบ่อยๆหรอกครับ และก็ไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไหร แต่ผมว่ามันคงอีกไม่นานมากแน่นอน เพราะว่าถ้าตลาดเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คงไม่มีใครมานั่งทำงานให้เมื่อยแล้ว เล่นหุ้นดีกว่า (คือระยะยาวผมยังมองว่ามันดีนะครับ แต่ต้องดูเป็นรายตัวไป แต่ระหว่างนั้น มันคงไม่ขึ้นตลอดแบบช่วงที่ผ่านมา ถ้ากะว่าจะลงทุนระยะยาวและทนแรงเสียดทานไหวก็เยี่ยมมากครับ)

ผมเคยคิดมาเสมอว่า ถ้าผมมีหลักการหรือ Model ที่ทำให้รู้จักหุ้นที่ผมสนใจก็คงจะดี เพราะไม่งั้นเวลาหาข้อมูลแต่ละที มันค่อนข้างที่จะเยอะและ organize ลำบากครับ แต่ผมก็โชคดีที่ผมมาเจอหนังสือเล่มนึง ชือว่า Business Model Generation ซึ่งแต่งโดย Dr.Alexander Osterwalder ทีร้าน Kinokuniya ชื่อหนังสือก็ดันไปคล้ายๆกับวง Girls' Generation ซะอีก ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ และ Model ในการออกแบบและศีกษา Business Model ก็ดันมี 9 ปัจจัย อีกเช่นกัน มีหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

Business model canvas0001.JPG

ใน 9 ช่องนี้จะแบ่งได้ดังนี้ครับ

1. Customer Segments - ลูกค้ากลุ่มไหน หรือองค์กรไหนที่บริษัทนั้นๆกำลังรับผิดชอบอยู่ หรือมีแผนที่จะเจาะเข้าไป เช่น เด็ก สตรี คนชรา หรือทุกคน

2. Value Propositions - อะไรคือสิ่งที่บริษัทนี้ สามารถเสนอประโยชน์ หรือ solution ในการแก้ปัญหาของลูกค้า อย่าง Skype ก็คือให้คนคุยกันผ่านคอมพิวเตอร์โดยไม่เสียเงิน เสียแต่ค่า internet

3. Channels - บริษัทนี้ ใช้ช่องทางไหนในการส่ง Value proposition ของเค้า ไปสู่ Customer segments ของเค้า อย่าง Apple ก็ใช้ iTune เป็น Channel ในการส่ง เพลง หรือ application ถึงกลุ่มเป้าหมายของเค้า

4. Customer Relationships - ระดับความสัมพันธ์และจุดประสงค์ที่บริษัทนั้นๆ ต้องการสร้างกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งแต่ละระดับความสัมพันธ์และจุดประสงค์ ก็จะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่น บริษัท KTC ต้องการให้คนเปลี่ยนมาใช้บัตร(customer acquisition) KTC ก็จะเสนอฟรีค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีวิต และต้องการให้คนใช้บัตร KTC ไปนานที่สุดเท่าที่จะจะทำได้(customer retention) ก็คือ KTC forever reward

5. Revenue Streams - เงินเข้ามาที่บริษัทนี้ได้อย่างไร อย่าง AIS ก็คือค่าใช้งานโทรศัพท์ ค่า SMS ส่วนแบ่งรายได้จากค่าธรรมเนียม mPay

6. Key Resources - ทรัพย์สินไม่ว่าจะในทั้ง Current asset, Long-term asset, Machine, Human, Brand, Patent, Platform ที่ทำให้ Business model นั้นๆมันทำงานได้ และทำให้สามารถสร้าง Value proposition ของบริษัทนั้นๆขึ้นมาได้ อย่าง คุณตัน ภาสกรนที คือ Key resource ของ Oishi (ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็น ichitan แล้ว)

7. Key Activities - สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่บริษัทนั้นๆต้องทำ เพื่อทำให้ Business model นั้นๆใช้การและทำงานได้ อย่างเช่น สิ่งที่ Major Cineplex ต้องทำก็คือฉายหนังให้เราดู ใบระบบเสียงที่ดีมากและมีการตบแต่งที่น่าดู และสิ่งที่ Amazon.com ต้องทำก็คือ บริหารระบบ supply chain management ให้ดีที่สุด ให้ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด ในราคาที่ถูกที่สุด

8. Key Partnerships - เครือข่ายต่างๆ หุ้นส่วนทางการค้าต่างๆ ซัพพลายเออร์ต่างๆ องค์กรต่างๆ ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำธุรกิจของบริษัทนั้นๆที่จะทำให้ business model นั้นๆ ทำงานได้ดีและราบรื่น และระดับความสัมพันธ์นั้น ก็ยังแบ่งออกไปได้หลายแบบอีก เช่น การร่วมมือกันระหว่างกลุ่มที่ไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน การร่วมมือกันของคนที่เป็นคู่แข่งกัน การร่วมมือแบบ buyer-supplier และการร่วมมือแบบ Joint Venture อย่างเช่น 7-11 เป็น Key Partnership ของปั๊มน้ำมัน PTT ซึ่งเป็นการร่วมมือแบบไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน และบริษัท Electronic บางบริษัทก็ไป Joint venture กับบริษัทใน Taiwan เพื่อทำให้ระบบ supply chain มีความมั่นคงมากขึ้น

9. Cost Structure - ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ business model นั้นๆทำงานได้ ก็อย่างเช่น เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ ค่า bandwidth ค่าประกันภัย ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า อะไรก็ตามที่ขึ้นด้วยคำว่า ค่า อะครับ

ใน 9 ปัจจัยนี้ เป็นอะไรที่เราจะต้องรู้นะครับ ถ้าเราจะลงทุนในตลาดหุ้นหรือธุรกิจส่วนตัว มันจะทำให้ความเสี่ยงของท่านลดลงไปมากๆ ทุกวันนี้เรามี internet และ social media ที่ดีมากๆ ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่เราวิเคราะห์ในแต่ละปัจจัยนั้นจะผิด เราสามารถช่วยกันตรวจสอบ แก้ไข และเพิ่มเติมได้ ถ้าท่านไม่รู้จักบริษัทที่ท่านจะลงทุน ในระยะยาวแล้วโอกาสขาดทุนแบบกระเป๋าฉีกมีสูงมากเลยครับ

ที่ผมต้องเน้นมากเหลือเกินในเรื่อง Business Model เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้เรารู้ได้ว่า บริษัทพื้นๆ กับซุปเปอร์บริษัทนั้น แตกต่างกันอย่างไร งบการเงินและสัดส่วนทางการเงินต่างๆก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันครับ 

ผมเลยอยากแนะนำให้ท่านทั้งหลายทำเป็นขั้นๆดังนี้นะครับ

1. เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ท่านสนใจลงทุนก่อน
2. เลือกบริษัทที่่ท่านสนใจในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ
3. เขียนปัจจัยต่างๆในแบบฟอร์ม Business Model ของบริษัทนั้นๆในตารางให้ครบ
4. ทำตารางสัดส่วนทางการเงินของบริษัทนั้นๆ

financial ratio0002.JPG

5. เอาแต่ละบริษัทที่เราทำ Business Model และ Financial Ratio มาเปรียบเทียบกันดู และเลือกบริษัทที่เราคิดว่าดีและเหมาะกับจุดประสงค์ในการลงทุนของเรามากที่สุดครับ 

5.1 เราจะตัดสินว่าบริษัทน่าสนใจในการลงทุนโดยดูจาก Business Model ครับ ถ้ามี Business Model ที่แข็งแกร่ง ก็ถือว่าผ่าน

5.2 Financial Ratio จะเป็นตัวบอกว่า บริษัทที่ท่านคิดว่ามี Business Model ที่เข้มแข็งนั้น มันยังถูกอยู่ หรือว่าแพงเกินไปที่จะลงทุนแล้ว ถ้าหุ้นดี แต่ราคาแพงเกิน ก็อย่าไปสนใจครับ เหมือนทองคำนะครับ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทองคำเป็นทรัพย์สินที่ดีน่าเก็บสะสม แต่ถ้าต้องซื้อที่บาทละ 40,000 บาท ก็ไม่ไหวนะครับ และ Business Model ที่เราคิดว่าดีและแข็งแกร่งนั้น สามารถทำกำไรให้บริษัทได้ดีอย่างที่เราคิดหรือป่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยากให้ทำ Financial Ratio ย้อนหลังด้วย จะได้ดูการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินงานของบริษัทนะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพยายามจะนำเสนอจะพอมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไหม ยิ่งท่านรู้จักสิ่งที่ท่านสนใจมากเท่าไร ประโยชน์ก็จะมากขึ้นไปตามกันเลยครับ วงดนตรี K-Pop อย่าง Girls' Generation ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำอะไรสักอย่างให้มันมีระเบียบและระบบได้นะครับ ตัวผมเองในตอนแรก ไม่เคยสนใจอะไรที่เกี่ยวกับเกาหลีเลยแม้แต่น้อย แต่พอได้ศึกษาหาข้อมูลอย่างเจาะลึก ก็ทำให้รู้ได้ว่าเกาหลี เป็นชาติที่ทำงานกันหนักและจริงจังมากๆ ประเทศของเค้าถึงได้เจริญอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง 

ผมหวังว่าการนำ Model ในการสร้างวง Girls' Generation รูปแบบ Business Model Generation ของ Dr.Alexander รวมไปถึงการทำงานหนักและจริงจังของคนเกาหลี มาประยุกต์กับการลงทุน จะทำให้ทุกท่านได้รับผลตอบแทนที่ดี ปลอดภัย และมั่นคงครับ


หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ นักลงทุนนะครับ ถ้าใครต้องการ file ตาราง business model ก็ทิ้ง email ไว้ได้นะครับ จะส่งไปให้ครับ

เวลาอ่านรายงานประจำปีไป จะได้เขียนลงไปในตารางได้เลย และสะดวกในการจัดเก็บด้วยครับ :D
_________________
Snowball is rolling down, discipline will accelerate it....
 



วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

INVESTMENT 101: 5 นิสัยที่บ่งบอกว่าคุณเป็น "เม่า"

INVESTMENT 101: 5 นิสัยที่บ่งบอกว่าคุณเป็น "เม่า"

INVESTMENT 101: 5 นิสัยที่บ่งบอกว่าคุณเป็น "เม่า"
การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่คนหลายคนมองว่าน่าสนใจ น่าหลงไหล บางคนคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจะทำให้คุณรวยได้ง่าย   ความจริงแล้วมันง่ายแบบนั้นหรือไม่  และปัจจัยใดที่จะทำให้คุณอยู่รอดในตลาดหุ้น

 ในตลาดหุ้นเรามักเรียกนักลงทุนมือใหม่ว่า "เม่า"  โดยสาเหตุของคำจำกัดความ "เม่า" คิดว่าน่าจะมาจากสำนวนไทย "แมงเม่าบินเข้ากองไฟ"  

ทำไมถึงมีคำจำกัดความว่า "เม่า" ในตลาดหุ้นไทย  แล้วนิสัยอย่างไรนะที่บ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นแมงเม่าที่กำลังเข้ากองไฟกองใหญ่  คุณกำลังจะตกเป็นแมงเม่าที่ต้องสุญเสียเงินทุนของคุณให้กับตลาดหุ้นหรือเปล่า

ถ้าคุณมีนิสัยดังกล่าวตามด้านล่างนี้  คุณต้องรีบเลิก "เม่า" ด่วน


1. ไม่รู้จักตนเอง


คุณมักถามคำถามว่า "จะลงทุนซื้อหุ้น  ซื้อหุ้นตัวไหนดี เข้าซื้อตอนไหนดี มีเงินลงทุน xxx ถ้าเล่นหุ้นจะรวยกี่เปอร์เซ็นต์"  คำถามฮิตติดปากเม่ามือใหม่ที่มักจะถาม แต่ไม่ค่อยจะค้นคว้าหาความรู้เอง

ความจริง: การลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากการศึกษาตนเอง แนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง อาจเริ่มจากการศึกษาประเมินความเสี่ยงของตนเองว่าตนเองรับความเสียงได้มากแค่ไหน จึงเริ่มหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตนเอง

เม่ามือใหม่อยากเริ่มลงทุนสามารถอ่านบทความนี้  http://unlockmen.com/business/item/457-first-step-to-invest.html


2. โทษคนอื่นตลอด


"ไหนบอกว่าหุ้นจะขึ้น  ซื้อแล้วทำไมตก ขาดทุนยับเยิน ทำไมบอกแบบนี้นะ"  เม่ามักโทษคนอื่นตลอดเวลา  ยิ่งเวลาที่ตนเองขาดทุน มักกล่าวหาว่าคนอื่่นว่า ทำไมจึงบอกหุ้นที่ขาดทุนให้กับเรา  

ความจริง:  คุณควรโทษตนเองก่อน  ยิ่งคุณโทษคนอื่นมากเท่าไร  คุณก็จะไม่พัฒนาตนเอง  กลับมามองหาสาเหตุ  ทำไมคุณถึงขาดทุน  ถามตัวเองใหม่  ทำไมคุณถึงเลือกซื้อหุ้นตัวนั้น  ถ้าคุณตอบคำถามตัวเองไม่ได้ทำไมคุณถึงซื้อ  นั่นหล่ะ สาเหตุหลักที่ทำให้คุณ "ขาดทุน"

3. เชื่อคนอื่นมากเกินไป


หลายครั้งที่เม่าเลือกซื้อหุ้น "ตามเขาบอก" เขาบอกว่าจะขึ้น เขาบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี  เขาบอกว่ามีข่าวดีจะทำให้หุ้นขึ้น เขา เขา เขาบอกว่ามันจะ ........

ความจริง:  การลงทุนมีความเสี่ยง  โปรดศึกษาให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้ง  ไม่ว่าข่าวจะมาจากหน้าหนังสือพิมพ์  วงใน วงนอก วงไหน  สิ่งที่คุณควรพิจารณาให้ดีก่อนที่ลงทุนคือ แหล่งข่าวมาจากไหน และศึกษากิจการที่คุณต้องการลงทุนเสียก่อนที่คุณจะเสียเงิน  วิธีง่ายๆก่อนลงทุนทุกครั้ง  ค้นหารายชื่อบริษัทที่คุณสนใจ  โดยคุณสามารถค้นหาบริษัทที่คุณสนใจได้จาก http://www.set.or.th/th/index.html หรือ www.settrade.com


4. ไม่มีแผนการในการลงทุน


ตอนเข้าซื้อหุ้นบอกว่าจะลงทุนระยะสั้น  พอขาดทุนบอกว่าจะถือลงทุนไว้ระยะยาว  หรือง่ายๆ เรียกว่าตอนเข้าซื้อเพราะเขาบอก ตอนติดดอยบอกว่าเป็นวีไอ (Value Investor = การลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน)

ความจริง: การลงทุนทุกครั้ง คุณควรมีการวางแผนศึกษาก่อนทุกครั้ง  ควรวางเป้าหมาย ระยะสั้น กลาง ยาว  เพื่อเป็นการวางแผนการเงินของคุณเอง  ทางที่ดีเงินที่แบ่งมาลงทุนในหุ้นควรเป็นเงินเย็น หรือมีการวางแผนการลงทุนเป็นอย่างดี  อย่าลืมว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ง่าย คุณต้องศึกษาทั้งปัจจัยภายใน ภายนอก เพราะบางครั้งนอกจากปัจจัยของการบริหารงานในบริษัท ก็ยังมีปัจจัยภายนอก เช่น การเมืองภายในประเทศ ข่าวปัญหารอบโลก เป็นต้น


5. ขาดสติ

ปัญหาหลักของเม่าที่มักทำให้ชาดทุนอยู่เสมอคือ การขาดสติ  หลายครั้งที่เม่ามักเกิดความโลภเวลาที่ตนได้กำไรจากหุ้นที่ตนเข้าซื้อ  โดยเหตุผลของการเข้าซื้อเพราะตามคนอื่นบอก พอหุ้นขึ้น ก็ยิ่งทำให้ได้ใจ รีบเอาเงินใส่เข้าพอร์ตเพิ่มอีก  สุดท้ายอาจเจราคาตกอย่างรวดเร็ว  เม่าก็ตกใจ ไม่กล้าขาย ซึ่งทำให้เกิดการ "ติดดอย" ตามมา  (ติดดอย คือ การเข้าซื้อหุ้นที่ราคาสูง  แต่พอหุ้นตกก็ไม่กล้าขาย ทำให้เหมือนติดอยู่ที่ราคาสูง)

ความจริง: การลงทุนที่ดีควรมีสติ  มีสติในการลงทุน  เลือกซื้อหุ้น เลือกกิจการที่ลงทุนให้ดี  เพราะถ้าคุณได้ศึกษากิจการที่คุณจะลงทุนอย่างดีแล้ว  แม้ว่ามีปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นของคุณตกลง  คุณก็จะมีสติมากขึ้น   อีกนัยหนึง การมีสติ ยับยั้งความโลภ มีสติ คิดให้มากก่อนที่จะลงทุน  มีเหตุผลในการลงทุนทุกครั้ง  ก็จะทำให้คุณสามารถจำกัดความเสี่ยงในการขาดทุนได้มากขึ้น


หากคุณอ่านบทความข้างต้นนี้จบและระลึกได้ว่า  โอ้ว ฉันเป็นแบบนี้หมดทั้ง 5 ข้อ   ขอให้คุณรีบปรับตัวใหม่  รีบหันมาศึกษาตนเอง หาแนวทางการลงทุนใหม่ด่วนๆ ก่อนที่เงินทุนของคุณจะหายไปโดยไม่ได้ใช้  Lady P. ขอเตือนนะคะ

ติดตามงงหุ้นได้ที่ www.facebook.com/stockwhat นะคะ
- See more at: http://unlockmen.com/business/item/795-%E0%B8%B4born-to-be-mao-investor.html#sthash.SBTXWWBS.dpuf

http://unlockmen.com/business/item/795-%E0%B8%B4born-to-be-mao-investor.html

เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India

เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India


Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ Indiaจากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ “อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง”
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
“อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร”
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations: 
เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก
Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:
จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต
Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:
อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น
นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ
มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว
Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:
จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ
Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:
อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้
Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมดไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน
Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market: 
อย่าจับจังหวะตลาด
อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้ ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!
Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:
ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป
ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง
Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:
อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่
คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้
Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้นไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น
Tip No. 11: Ride your winners!!
ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร
Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้
Tip No. 12: Concentrate, concentrate & concentrate!!
เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น
Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย
เครดิต kotaro thaivi
http://www.moneywithinvest.com/?p=1553

ท่านั่งที่ดีสำหรับคนทำงานกับคอมพิวเตอร์