วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

กับดักของความโลภ/วิบูลย์ พึงประเสริฐ

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในสัญชาตญานของมนุษย์คือความเสียใจ เราเสียใจเมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราเสียใจเมื่อผิดหวังหรือไม่ได้อะไรตามที่เราคาดหวัง เราเสียใจเมื่อถูกดุด่าว่าตี บางครั้งเราเสียใจจากการขาดทุนในการลงทุน มีการวิจัยพบว่าการขาดทุนนั้นมีมูลค่ามากกว่าการได้กำไร เช่น การซื้อหุ้นแล้วขาดทุน 1 แสนบาทนั้นจะทำให้เสียใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรจากหุ้น 1 แสนบาท แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือว่าบางครั้งเราขายหุ้นบริษัทหนึ่งที่ถืออยู่ไปทั้งหมดและทำกำไรได้แล้ว แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เราขายไป เรากลับรู้สึกว่าขายเร็วเกินไปและมีความสุขลดลงทั้งๆที่การขายนั้นทำกำไรให้เราแล้ว เรียกว่าขาดทุนกำไรหรือภาษานักเลงหุ้นเรียกว่า”ขายหมู” 

    ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดอารมณ์เสียใจเช่นนี้ได้ อย่างเราขายที่ดินที่ถืออยู่หนึ่งแปลงออกไปหรือขายคอนโดที่ซื้อมาในราคาที่ได้กำไรมากพอสมควร เรารู้สึกมีความสุขมากที่ทำกำไรได้ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานเราได้ยินมาว่าที่ดินข้างๆหรือคอนโดห้องข้างๆขายไปในราคาที่สูงกว่าเรามาก ปรากฏว่าความสุขที่ได้จากการทำกำไรกลายเป็นความเสียใจที่รู้สึกว่าขายที่ดินหรือคอนโดนั้นไปในราคาที่ต่ำเกินไป

    ความเสียใจนั้นจะกลายมาเป็นความโลภ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ถ้าได้กำไรจากการขายหุ้นไปแล้วมักจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น และคิดว่าคราวที่แล้วซื้อหุ้นน้อยไปหน่อย ถ้าซื้อหุ้นจำนวนมากๆก็ได้กำไรมากกว่านี้หลายเท่า คิดได้ดังนั้นจึงกลับไปเข้าไปซื้อหุ้นใหม่แบบมั่นใจสุดๆด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าเดิม แต่สุดท้ายตลาดหุ้นในช่วงที่ได้กำไรง่ายๆนั้นมักเป็นช่วงปลายของตลาดกระทิงที่ร้อนแรง การเข้าซื้อหุ้นแบบมั่นใจในคราวนั้นกลายเป็นหายนะของการลงทุน บางครั้งกำไรที่ได้มากลับหายวับไปกับการซื้อหุ้นครั้งนั้น แถมอาจจะต้องขาดทุนมากขึ้นไปเสียอีก สถานการณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น”กับดักของความโลภ”

    เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในอดีตเราจะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มามาก ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้นไทยหรือต่างประเทศ อย่างประเทศไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เคยมีข่าวนักลงทุนนำปืนจะไปยิงตัวตายที่ตลาดหลักทรัพย์เพราะขาดทุนจากการซื้อขายอย่างมากในช่วงลอยตัวค่าเงินบาท ในอดีตหลายร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1720 เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณของโลกและเป็นนักฟิสิกส์ที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ถือหุ้นของบริษัทเซาส์ซี (South Sea Company) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในอังกฤษ นิวตันได้ตัดสินใจขายหุ้นบริษัทนี้ออกไปโดยได้กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์รวมเป็นเงิน 7,000 ปอนด์ อย่างไรก็ตามในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อนิวตันถูกครอบงำโดยกับดักของความโลภและความบ้าคลั่งแบบสุดขั้วของตลาดหุ้น เขาเห็นคนอื่นๆที่ยังถือหุ้นอยู่มีกำไรมากขึ้นโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเขาขายหุ้นออกไปหมดแล้ว สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าขั้นฟองสบู่ คนถือหุ้นบริษัทนี้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า นิวตันตัดสินใจกลับเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเซาท์ซีอีกครั้งในระดับราคาที่สูงกว่าเดิม จากนั้นฟองสบู่หุ้นเซาส์ซีก็แตกเมื่อข่าวต่างๆที่บริษัทออกมาบอกนั้นเป็นเรื่องโกหกแทบทั้งหมด ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว  นิวตันคัตลอสไปในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมามากซึ่งเป็นผลให้เขาต้องขาดทุนมากกว่า 20,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ เขาจะห้ามไม่ให้ใครพูดว่า “เซาส์ซี” ให้เขาได้ยินเป็นอันขาด และถึงกับบอกว่า “ข้าพเจ้าสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในท้องฟ้า แต่ไม่สามารถพยากรณ์ความบ้าคลั่งของฝูงชนได้”  

    สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น ถ้าจะไม่ให้ตกอยู่ภายใต้”กับดักของความโลภ”แล้วนั้นควรศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนให้มาก การทำกำไรจากตลาดหุ้นแต่เมื่อเห็นคนอื่นกำไรมากกว่ากลับรู้สึกเสียใจนั่นเป็นเพราะเราไม่สามารถจัดการกับสัญชาตญานของเราเองได้ นักลงทุนที่มีความสุขจากการลงทุนมักไม่เปรียบเทียบผลตอบแทนของตนเองกับผู้อื่นและมีความพอใจในสิ่งที่ตนได้รับรวมทั้งยินดีกับคนอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า ใครทำได้เช่นนี้ก็ไม่มีคำว่าต้องเสียใจเมื่อขายหมู


Attachments:
10685027_711712972248897_2074169918_n.jpg

cr:http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=58012

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

‎การประเมินกำไร‬ (‪#‎Earning_Forecast‬) ประเมินเป็น ร-ว-ย !

cr: FB  Financial Freedom Trader
‪#‎การประเมินกำไร‬ (‪#‎Earning_Forecast‬) ประเมินเป็น ร-ว-ย !
ความสามารถในการประเมินกำไรของบริษัท เป็นทักษะที่จำเป็น(มาก)ของนักลงทุน ซึ่งจะทำให้มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และส่วนที่สำคัญที่สุดถ้าประเมินถูก คุณจะ กำไร มหาศาล !

ผมมีกระบวนการประเมินกำไรอย่างคร่าวๆ มาแชร์ให้ได้ดูกัน
1. ‪#‎ทำงบการเงินอย่างย่อๆ‬ ซึ่งขั้นตอนแรกนี้ใช้เวลาและความอดทนเล็กน้อยแต่ผมรับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน โดยทำงบกำไรขาดทุนย้อนหลังอาจจะซัก 3 ปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มที่มาของ ยอดขาย ค่าใช้จ่าย ฯ จนได้เป็นกำไรสุทธิออกมา

2.‪#‎ตั้งสมมติฐาน‬ โดยดูจากแนวโน้มการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรย้อนหลัง และ นำข้อมูลที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์มา เปรียบเทียบว่าสูงหรือต่ำเกินไป เช่น ผู้บริหารบอกว่า ยอดขายจะโต 20% แต่จากข้อมูลย้อนหลังพบว่าโตแค่ 5% เป็นต้น

3.‪#‎ประเมินกำไร‬ หลังจากทำข้อ 2 เสร็จ เราก็ทำการประเมินกำไรสุทธิ โดยพิจารณาตั้งแต่ ยอดขาย ไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย จนได้กำไรออกมา

4.‪#‎เปรียบเทียบกำไรที่ได้กับแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ‬ เช่นเปรียบเทียบกับกำไรที่ผู้บริหารให้ไว้ หรือเทียบกับบทวิเคราะห์ของโบรกต่างๆ ว่าสูง ต่ำ หรือใกล้เคียง แต่ที่สำคัญกว่า ก็คือ ต้องตอบให้ได้ว่า "ทำไม" ตัวเลขเราถึงแตกต่าง..

...การประเมินกำไรให้ได้อย่างแม่นยำนั้น ต้องอาศัยข้อมูลต่างๆเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การเริ่มต้นทำมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้ล้มเหลวก่อนเสมอ สิ่งที่แยกแยะ ระหว่าง คนสำเร็จ กับ คนล้มเหลว ก็คือ การเริ่มลงทำทันที นั่นเอง !

- Finance VPN

---- หุ้น Day Trade ----

---- หุ้น Day Trade ----
- ต้องประเมินให้ได้ว่า ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นในเวลาอันสั้น
- มองหาหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายและมูลค่าการซื้อขายที่มาก
- นักเก็งกำไรจะนิยมเข้าไปเล่นหุ้นที่มีขนาดเล็ก เพราะทำกำไรได้มากและรวดเร็ว
- หุ้นที่มีขนาดเล็ก ราคาต่ำ เป็นหุ้นที่เหมาะเก็งกำไร และถ้าเป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีพื้นฐานกิจการดี ยิ่งควรจับตาเป็นพิเศษ
- ควรเลือกหุ้นเก็งกำไรที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด อยู่ในอันดับที่ 11-30 พิจารณาจากข้อมูลวันก่อนหน้า (แต่ถ้าในวันมีหุ้นบางตัวเข้ามามีปริมาณการซื้อขายผิดสังเกต ซึ่งไม่อยู่ใน list วันก่อนหน้า ควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นหุ้นที่น่าจะเก็งกำไรในวันถัดไป
- เลือกหุ้นเก็งกำไรที่มีพื้นฐานกิจการดี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการเล่นหุ้นเก็งกำไร
- วิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟทางเทคนิค เช่น แท่งเทียน แนวรับ แนวต้าน ค่าเฉลี่ย EMA 5 และ 10 วิเคราะห์แนวโน้มในระยะสั้น กลาง ยาว
- หาจังหวะเข้าซื้อเก็งกำไรในตอนต้นของการขยับขึ้นของราคาหุ้น จะได้เปรียบมากกว่าเข้าไปซื้อในหุ้นที่มีการเก็งกำไรมานานหรือหลายวัน และไม่ควรไล่ราคาซื้อเมื่อหุ้นขึ้นมาสูงมากเกินไป
---- ติดตามข่าวสารทั่วไป ----
ข่าวดี … ข้อมูลเป็นจริง เมื่อมีข่าวออก นักเก็งกำไรจะเข้ามาไล่ราคากันอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น
ข่าวดี … ข้อมูลเป็นความคิดเห็นหรือข่าวลือ นักเก็งกำไรจะไม่ค่อยตอบรับข่าว ราคาหุ้นอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
ข่าวร้าย … ข้อมูลเป็นจริง นักเก็งกำไรจะขายหุ้นทิ้งในทันที ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
ข่าวร้าย… ข้อมูลเป็นข้อคิดเห็นหรือข่าวลือ นักเก็งกำไรจะค่อยๆทยอยขายหุ้นออกมา เพราะมีข่าวร้ายกดดัน ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นไม่ไหว และค่อยๆลดลงตามข่าวลือ
- ติดตามบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ รายงานสรุปข่าว แนวโน้มตลาด เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มที่จะมีผลต่อราคาหุ้นที่ได้คัดเลือกไว้
- เข้าซื้อหุ้นตามแผนที่วางไว้ โดยการคำนวณจำนวนหุ้นที่จะเข้าซื้อ ราคา และตั้งจุด stop loss ตามแผนอย่างเคร่งครัด
---- ลักษณะของหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไร ----
- ในวันแรก ปริมาณการซื้อขายจะมากผิดปกติ มากกว่าวันก่อนหน้าหรือมากกว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยย้อนหลัง 5 วัน ถ้าไม่สามารถซื้อได้ทันในวันแรกที่มีปริมาณการซื้อขายมากผิดปกติ ไม่ต้องรีบซื้อให้รอดูแนวโน้มในวันถัดไป โดยดูปริมาณการซื้อขายช่วงเปิดตลาด การวางบิดออฟเฟอร์ สังเกตราคาเปิด ซึ่งจะช่วยประเมินได้ว่าหุ้นตัวนั้น จะมีการเข้ามาเก็งกำไรต่อเนื่องหรือไม่ และไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่มีราคาเปิดสูงขึ้นเกินกว่า 5% เพราะมีโอกาสสูงที่หุ้นจะถอยกลับมาปิดที่ราคาต่ำกว่าราคาเปิดก็เป็นไปได้สูง
- ในวันที่สอง ราคาหุ้นอาจจะมีการปรับตัวลดลงมาก่อน โดยเกิดจากแรงขายของนักเก็งกำไร โดยให้พิจารณาว่าราคาหุ้นที่ลงมาไม่ควรลดลงมาเกินครึ่งหนึ่งของช่วงราคาหุ้นที่บวกมาได้ของวันก่อนหน้า (แนวรับ) และถ้ามีการเข้ามาเก็งกำไรต่อเนื่อง ไม่ใช่เก็งกำไรไล่ราคาวันเดียวแล้วเลิก ก็เป็นจังหวะในการเข้าไปซื้อหุ้นได้
(1. กรณีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นทันที อาจเข้าไปซื้อทันทีตอนเปิดตลาด แต่ราคาเปิดไม่ควรสูงกว่า 5%
(2. กรณีราคาหุ้นปรับตัวลง ให้พิจารณาเข้าซื้อภายในวันที่ระดับแนวรับ และสังเกตพฤติกรรมการเล่น
จากเพื่อนทางไลน์

cr: หุ้นดีบี

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

จิตวิทยาการลงทุน

จิตวิทยาการลงทุน ตอน 1
เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน.
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ว่าเราจะซื้อหรือขายเท่านั้น ต่อให้เรามีความรู้เยอะๆ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แต่แนวความคิดในการเล่นหุ้นนั้นสำคัญที่สุด หรือ การมีจิตวิทยาการลงทุนที่ถูกต้อง
ตลาดหุ้นเป็นตลาดดูดเงินเม่าโดยเฉพาะ แต่มันเป็นตลาดที่หอมหวล เพราะกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก่อนจะกำไรเรามักจะขาดทุนก่อน จนบางคนออกจากตลาดไปเลย มีนักลงทุนเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร 10% ที่เท่าทุน แต่ 80% หมดตัว เงินไปไหนหมด ก็ไปอยู่กับคนที่กำไรไงครับ ทำให้เม่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้กำไรบ้าง เพื่อจะได้เอาเงินจากคน 80% นั้น ทั้งๆ ที่เราเองนั่นแหละเป็น 80% นั้นมาก่อน ทำไมเราถึงขาดทุนทั้งๆ ที่เรามีความรู้มากมาย นั่นส่วนใหญ่เป็นเพราะการไม่รู้จักว่าตัวเราเป็นใคร หรือ การไม่มีจิตวิทยาการลงทุน นั่นเอง เช่น หากเราเป็น VI แต่เราเข้าเร็วออกเร็ว แบบนี้ไม่ใช่ VI ละ กลายเป็น VIVI เราต้องมาเรียนรู้การจะเป็น VI หรือ VIVI กันอย่างถูกวิธีกันก่อนครับ
เม่า 4 ขั้น มีอะไรบ้าง ผมเองยังเป็นเม่าอยู่เลยครับ เราถึงยังต้องศึกษาอยู่ ผมคิดว่าผมเป็นเม่าขั้นที่ 3 ครับ แล้วคุณหละอยู่ขั้นไหน เราจะแก้ความเป็นเม่าสู่ความเป็นเทพยังไงดี :) เรามารู้จักแมงเม่ากันหน่อยมั้ย
แมงเม่า คือ กลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรที่ชื่นชอบความเสี่ยง เล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส มีทั้งเก่งและไม่เก่งคละกันไป
เม่าขั้นที่ 1 เป็นแมงเม่าขั้นแรก มักมองโลกในแง่ดี ผมก็เป็นนะ ตอนเล่นหุ้นแรกๆ มักจะกำไรช่วงแรกๆ เชื่อคนที่เชียรหุ้น เพราะไม่รู้อะไร ต่อมาก็ขาดทุนบ่อยๆ เราก็ลงทุน VI ทำไมขาดทุนหละ
เม่าขั้นที่ 2 เป็นเม่าที่ผ่านการขาดทุนทำให้เรียนรู้ความเจ็บปวด เริ่มเรียนรู้ความเสี่ยง หาความรู้เพิ่มเติม พอเป็นก็รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ชอบโชว์พาว แต่จริงๆ อาจจะเข้าใจผิด ทำให้เกิดความมั่นใจเกินเหตุ cut loss ไม่เป็น พอมีกำไรก็รีบขายเพราะกลัวกำไรหด กลายเป็นขายหมู พอขาดทุนก็รีบ stop loss เพราะเรียนมา สุดท้ายจุดที่ stop loss เป็นเป็นจุดกลับตัว เห็นหุ้นขึ้นก็วิ่งเข้าใส่อีก กลายเป็นติดดอย ทำให้ขาดทุนซ้ำซากจากการเด้งเฉยๆ แล้วลงต่อ
เม่าขั้นที่ 3 หาทางพัฒนาตัวเอง พยายามใช้ระบบเทรดที่สร้างมาจาก indicator ต่างๆ เช่น rsi, macd, bb, ELW พอจะอยู่รอดได้บ้างกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เพราะยังไม่เชื่อในสัญญาณทางเทคนิคแต่ชอบเดามากกว่า ทำตามระบบไม่ได้ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ยังไม่มี money management ที่ดีพอ
เม่าขั้นที่ 4 เป็นเม่าที่พัฒนามานาน อยู่ในตลาดมาหลายปี ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ เข้าใจสัจธรรม วิเคราะห์เก่ง มีวินัยการลงทุน เชื่อระบบเทรด เชื่อปัจจุบันมากกว่าอนาคต ไม่โชว์พาว
บทความข้างบน บางส่วนอ้างอิงจากคลิปที่คุณนิพนธ์ออกรายการ stop loss และใส่ความเห็นของผมเข้าไปครับ
วันนี้ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP ที่คุณจะได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุนจากรายการ Stop Loss Weekend จะมีต่ออีก 3 ตอน คอยติดตามกันครับ 
จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.
เบิร์ด ส่องหุ้น wrote a new note: จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2.
จากตอนที่แล้ว แมงเม่าคือผู้ล้มเหลวในการลงทุน 80% ขาดทุนหมดตัว มีเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร คราวนี้มาดูว่าอะไรเป็นสาเหตที่ทำให้แมงเม่าเป็นแบบนั้น เรามาดูอาการก่อนการวินิจฉัยโรค ผมสรุปมาโดยอ้างอิงจาก video ที่คุณนิพนธ์พูดเอาไว้ เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ ลองดูวีดีโอนี้ http://youtu.be/BraSrr2DMf8
อารมณ์ของแมงเม่า
แมงเม่ามักจะเข้าทำการซื้อขายตามความเคยชินในอดีต โดยขาดสติ มีอารมณ์ ความโลภและความกลัวเป็นที่ตั้ง มีการซื้อขายหุ้นตามข่าว หรือ เชื่อตามที่นักวิเคราะห์บอกมา ชอบซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงๆ และขายล้างพอร์ตเมื่อลงแรงๆ หากขาดทุนก็มักจะพยายามเอาคืนเดี๋ยวนั้น แมงเม่ามักอยากรู้ว่าทำไมตลาดลงหลังจากตกใจขายหุ้นไปแล้ว รู้งี้ไม่ขายดีกว่า
ความเชื่อของแมงเม่า
แมงเม่ามักเชื่อว่านักวิเคราะห์จะทำให้ตัวเองรวยได้ ชอบคนที่มีความคิดเห็นตรงกับตัวเอง มักเชื่อหมอดู มักโทษคนอื่นที่ทำให้เสียหาย มักเป็นพวกวิตกจริต ชอบวันที่หุ้นบวก เกลียดวันที่หุ้นลบ
พฤติกรรมการถือหุ้น
แมงเม่ามักตัดสินใจซื้อหุ้นเร็ว และชอบถือหุ้นระยะสั้นมาก ไม่เกิน 3 วัน ไม่ชอบ let profit run แต่จะถือหุ้นนานๆ เมื่อติดดอยโดยไม่คิดแก้ไขใดๆ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าได้กินปันผล เพราะ cut loss ไม่เป็น ทำให้ let loss run หลายๆ ครั้งมักซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มพอร์ท แมงเม่ามักจะชอบแหกกฏตัวเอง พอขึ้นถึงเป้าแล้วก็ไม่ขาย ปรับเป้าไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดความระมัดระวังเวลากำไรมากๆ แมงเม่ามักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกไปและถือหุ้นที่ขาดทุนไว้แทน เพราะไม่อยากขาดทุนแมงเม่าเชื่อว่ามีทฤษฎีที่ทำให้ตัวเองกำไรจากตลาดหุ้นทุกวันได้ ชอบใช้กราฟเทคนิครายนาทีในการซื้อขาย ซึ่งปกติต้องใช้กราฟ month กราฟ week ในการลงทุนระยะปานกลาง การใช้กราฟ day ยังเป็น time frame สำหรับเก็งกำไรอยู่
พฤติกรรมการเลือกหุ้น
แมงเม่าชอบเล่นหุ้นตัวเล็กๆ มักจะซื้อหุ้นตัวเดิมๆ ที่เป็นหุ้นปั่น หุ้นเน่า ไม่รู้ว่ากิจการหุ้นที่ซื้อว่าทำอะไร ซื้อๆไปก่อน เดี๋ยวมันก็ปั่น ชอบเล่นในอุตสาหกรรมเดิมๆ แม้ว่ามันจะตกไปแล้ว Sunset
มาดูทางทฤษฎีกันบ้าง ทางการแพทย์มีการศึกษาเอาไว้แล้ว เมื่อปรับมาใข้กับเรื่องหุ้นจะเป็นอย่างไง เรามาศึกษาเรื่องจิตใจกันหน่อย ทำให้มันถึงมีผลกับเรานัก
จิต คืออะไร จิตเป็นพลังงานที่อาศัยอยู่ในร่างการ เป็นพลังงานที่มีความถี่คลื่นละเอียด จิตสามารถที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด
หน้าที่ของจิต
1. ทำหน้าที่รับสิ่งที่มากระทบแล้วปรุงแต่งอารมณ์
2. ทำหน้าที่สั่งสมองให้คิด สั่งกายให้ทำงาน
3. ทำหน้าที่สะสมผลของการกระทำ
จิตมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของนักลงทุน สาเหตหลักที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เสียหายจากการลงทุนและไม่สามารถกลับมาลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือ การกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
การลงทุนที่ผิดพลาดแต่ต้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกลัว และเข็ดจนไม่กล้าลงทุนอีก อาจจะหันหลังให้ตลาดหุ้นตลอดไป
1. อาการที่เกิดของ Risk Aversion Phobia คือ
1.1. Disposition effect อาการความกลัวความเสียใจจากการลงทุน เช่น
ขายหุ้นที่มีกำไรออกไปจนหมด และ ถือหุ้นที่ขาดทุนไว้
ขายหมู แล้วกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกในราคาที่สูงขึ้น เพราะกลัวหุ้นขึ้นแรง
ถือหุ้นที่ขาดทุน ไม่กล้า cut loss
จะเกิดพฤติกรรมอาการอ้างอิงราคา reference point
1.2. Endowment Effect กลัวเสียใจเมื่อเกิดรายการซื้อขาย
ทำให้ตั้งราคาขายหุ้นสูงกว่าความเป็นจริง หรือ ตั้งราคาซื้อหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ไม่ได้หุ้นหรือขายหุ้นก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าหากขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้นต่อ เป็นอาการจิตหลอนที่เกิดจากความเสียใจจากการขาดทุน
1.3. Cognitive Dissonance อาการไม่ยอมรับความจริง
ไม่ยอมรับว่าหุ้นกำลังจะลง เช่น SET 1650 จุด แต่จะเชื่อว่าหุ้นลงเมื่อลงใกล้จบแล้ว ทำให้ไม่ยอมขายหุ้น จะยอมขายก็ตอนลงใกล้จบแล้ว และจะไม่เชื่อว่าหุ้นขึ้นจนกว่าหุ้นจะขึ้นจบแล้ว SET 1200 จุด ขณะนี้ 1530 จุดค่อยจะมาซื้อหุ้นตอนปลายๆขาขึ้น
1.4. Sunk Cost Effect อาการคิดถึงต้นทุน
จะคิดถึงต้นทุนในอดีตที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อยู่ตลอดเวลา ต้นทุนก็คือการขาดทุนนั่นเอง
1.5. Status Quo Bias อาการเพิกเฉย
มีแนวโน้มเพิกเฉยต่อการลงทุนที่ผิดพลาด ไม่รู้ไม่ดูไม่เห็นไม่ขาดทุนระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกกระตุ้นให้ขายขาดทุน ก็จะเกิดอากากลัวความเสี่ยงในที่สุด
2. พฤติกรรมของนักลงทุนที่นำไปสู่โรคการกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
2.1 Overconfidence มั่นใจในตัวเองเกินไป ทำให้นักลงทุนคิดว่าความรู้ตัวเองมีมากพอ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ทำให้ตีข้อมูลผิดพลาด นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในรูปแบบการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป เกิดภาพลวงของความรู้ โดยเชื่อว่ามีความรู้มากคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องมากกว่าข้อมูลน้อย โดยแยกข่าวกับข้อมูลออกจากกันไม่ได้
พอร์ตของนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูงมักจะมีหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง และมักจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก และไม่กระจายความเสี่ยง
การถือหุ้นอยู่สร้างภาพลวงตาอของการมีอำนาจควบคุมผลตอบแทนของหุ้น
2.2 Trying to break even effect
หลังจากขาดทุนหุ้นมามากแล้ว นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนโดยเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกเพื่อที่จะเอาคืน เช่น ขาดทุนหุ้นพื้นฐานเลยเอาคืนจากหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่น เพราะต้องการทุนคืนโดยเร็ว
2.3 House Money Effect กล้าเสี่ยงบนความสูง
ลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากที่ได้กำไรช่วงก่อนหน้า เพราะรู้สึกว่าเงินนั้นเป็นเงินกำไรที่ได้จากคนอื่น ผลคือทำให้ซื้อหุ้นราคาสูงเสี่ยงต่อการติดดอย
พฤติกรรมเหล่านี้จะไปเสริมพฤติกรรม overconfidence เพราะนักลงทุนมั่นใจเกินขนาด ซื้อขายหุ้นบ่อยที่บนความเสี่ยงสูงๆ
เมื่อได้กำไรจากหุ้นซิ่ง ก็เริ่มได้ใจ ไม่ระมัดระวังการลงทุน กล้าเอากำไรมาเล่นกับมันอีก แต่เจ้าเลิกเล่นไปแล้ว สุดท้ายหุ้นลงแรง และในที่สุดก็ต้องขายขาดทุนหรือติดดอยไปอีกนานแสนนาน ทำให้หมดตัว
2.4 Familiarity ลงทุนโดยใช้ความคุ้นเคย
นักลงทุนมักเลือกหุ้นที่คุ้นเคย กล้าซื้อโดยไม่วิเคราะห์ก่อน กล้าซื้อหุ้นในกลุ่มที่เคยเล่นแม้จะมันจะตกไปแล้วเป็นขาลง หรือสนใจลงทุนหุ้นในประเทศมากกว่าต่างประเทศ
ความคุ้นเคยเชิงพฤติกรรม เช่น ความเคยชินกับตัวหุ้น ความเคยชินกับตลาดหุ้น ความเคยชินกับความผันผวนของหุ้น
2.5 Social Interaction ลงทุนโดยโลก Social นำพาไป
เมื่อเกิดอาการ Risk Aversion Phobia ทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน ก็จะพยายามหาคนช่วย เช่น ฟังความเห็นของนักวิเคราะห์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อนในเฟส ในไลน์ ที่มีความเห็นตรงกับตัวเอง โดยไม่ได้ดูเลยว่าพวกเขาก็คิดวิเคราะห์ผิดเหมือนกัน แม้จะมีใบอนุญาตในการวิเคราะห์ก็ตาม
สำหรับผม ผมยอมรับว่าตัวเองยังคงเป็นเม่าอยู่เลย คงต้องหาทางรักษาให้หายละครับ แล้วคุณหละเป็นยังไงครับ ตรงใจมั้ยคราวหน้ามาต่ออีกครับ ว่าคุณเป็นใคร คุณจะแก้ไขตัวเองได้หรือไม่ คุณจะกลับมากำไรได้หรือไม่
เครดิต: 26-7-57 Stop Loss Weekend
ไปเรียนรู้จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2 กับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP
BirdStockFocus เรียบเรียง