วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคการเก็งกำไรระยะยาว ตอน 1 ของพี่ ชัยปัท

เทคนิคการเก็งกำไรระยะยาว ตอน 1

นักเก็งกำไร หรือ เทรดเดอร์ คือ คนที่สนใจสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา นักเก็งกำไรโฟกัส ที่ราคาของสินทรัพย์ เป็นสำคัญ ร่วมด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบ เช่น ปริมาณการซื้่อขาย(volume) และข้อมูลเชิงเวลา ที่สัมพันธ์กับราคา 

นักเก็งกำไร ไม่จำเป็นต้อง เน้นซื้อๆขายๆในช่วงเวลาสั้นๆเสมอไป แต่การเก็งกำไรสามารถเล่นกับช่วงเวลาที่ยาว และกว้างออกไปได้ แบบไม่จำกัด ตามกลยุทธ์ ตามระบบเทรด ที่ออกแบบ เช่นยาวตามแนวโน้มใหญ่ระดับ วัน ระดับสัปดาห์ ระดับเดือน หรือตามวัฎจักรของสินทรัพย์ เราเรียกรูปแบบเหล่านี้ว่า การเก็งกำไรระยะยาว

ตรงนี้ถ้าศึกษาดีๆ ให้แตกฉานจะพบกลยุทธ์ ที่สามารถทำเงินและประสบกับความสำเร็จได้เช่นกัน

แต่การเป็นนักเก็งกำไรระยะยาว มีความเสี่ยง และมีข้อจำกัด ที่แตกต่างจากการเก็งกำไรระยะสั้น อยู่หลายประเด็น(แน่นอนว่ามีข้อเด่น ข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันด้วย) ประเด็นหนึ่งทึ่ต้องตระหนักคือ ความเสี่ยงเชิงเวลา การถือครองสินทรัพย์ ในพอร์ต ระยะเวลานานแปลว่า เรามีโอกาสรับความเสี่ยง ต่างๆทั้งแบบเป็นระบบและ ไม่เป็นระบบ จากปัจจัยภายในภายนอกเข้ามาได้เสมอ

ดังนั้น โมเดลการป้องกันความเสี่ยง ในจุดนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับ การเก็งกำไรระยะยาว 

ผมมองว่า เพื่อนๆจำนวนไม่น้อยไม่ได้เป็น fulltime trader ดังนั้นการเรียนรู้เทคนิคการเก็งกำไรระยะยาว น่าจะเป็น solution ที่ดีสำหรับการเทรดไป ทำงานประจำอื่นๆไป เพราะด้วย เวลาที่ต้องใช้ในการเทรด ต่อวันจะไม่มาก (ติดตามดูบ้างเป็นบางครั้ง) แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี จากการเข้าเก็งกำไรในการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

ดังนั้นอนาคตจะพยายามเขียน บทความแนวนี้ให้มากขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับเพื่อนๆและสมาชิกเว็บcwayinvestment

วันนี้ขอเริ่ม part 1 เรื่องแนวคิด ในการออกแบบระบบการเทรดระยะยาวกันก่อน

การประเมินความเสี่ยง ตรงนี้คือ Key ของความสำเร็จในการเทรดระยะยาว ไม่ใช่หลับหูหลับตาซื้อหุ้น ซื้อตามกูรู ตามโพย แบบนั้นเน่า เพราะการเก็งกำไรระยะยาว สิ่งสำคัญคือต้องถูกที่ ถูกเวลา

1."ถูกที่"
คือต้องถูกตัว เลือกหุ้นมีอนาคตเติบโต มี story รองรับระยะยาว story นี่จะสร้างความคาดหวังในอนาคต  เพื่อให้เกิดคุณภาพของแนวโน้มราคาที่เป็นบวก จำไว้เสมอเราเป็นนักเก็งกำไร ส่วนต่างราคาคือ สิ่งที่มีค่า อะไรซื้อมาแล้วไม่เกิดกำไร ซื้อมาแล้วไร้อนาคต อย่าไปอมไปเสียเวลา อีกสมการที่ นักเก็งกำไร ต้องรู้จักคือ 

ราคาตลาด = มูลค่าพื้นฐาน + ความคาดหวังในอนาคต(+/-)

การเทรด เราวิเคราะห์กราฟราคาตลาด แต่ราคาเคลื่อนแกว่งไปมา มันมาจาก "ความคาดหวังในอนาคต" ตรงนี้คือแก่นสำคัญ 

การมองความคาดหวังในอนาคต คือ การมองปัจจัยเสี่ยงภายนอกภายใน ให้ครบ และกำหนดน้ำหนักความรุนแรง ดูว่ามันออกเป็น story เชิงบวกเป็นลบ ต่อ ราคาตลาด

- ปัจจัยเสี่ยงภายนอก เกิดภายนอกกระทบ sentiment และอาจจะไม่มีมีความเสียหายในระยะยาว  เช่น ประเด็นเศรษฐกิจของประเทศ , กำลังการซื้อของผู้บริโภค, อัตราดอกเบี้ย, นโยบายของภาคการเมือง , วัฎจักรอุตสาหกรรม , fundflow ต่างชาติ เป็นต้น  

- ปัจจัยเสี่ยงภายใน เกิดต่อตัวหุ้น ตัวสินทรัพย์ เต็มๆ โดดๆ โดนแล้ว หนัก เช่น ต้นทุนการผลิต ต่างๆ, การตลาด การแข่งขัน ช่องทางจำหน่ายสินค้าของบริษัท, รวมถึงผลประกอบการเบื้องต้น(ไม่ต้องขนาดไปแกะงบ เอาแค่รู้กำไรขาดทุนก็พอ เพื่อใช้วางแผน ออกหรือถอยเมื่อมีปัญหาหนัก) พวกนี้ทำความเข้าใจดีๆ เพราะการเราเทรดระยะยาว คือ เราต้องดีลกับหุ้นตัวนั้นนาน ตรงนี้สำคัญครับ และถ้าเข้าใจใช้เป็นจุดได้เปรียบมาก ในการบริหารความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทขายน่้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันโลก ลดลง ย่อมมีผลกระทบต่อบริษัท หรือ บริษัทน้ำตาล ถ้าราคาน้ำตาลปรับขึ้นสูง ย่อมมีผลต่อกำไรบริษัทเช่นกัน 

การมองความเสี่ยงแน่นอนว่า ไม่ใช่จุดเข้าออก หรือสัญญาณซื้อขาย แต่เรานำมาใช้บริหารจัดการเงิน ในการเทรด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนมูลค่าพื้นฐานละไว้ เพราะการไปนั่งหา ไปนั่งงมเพื่อ valuation มันทำได้แต่ยากที่จะถูกได้ค่าที่แน่นอน 100% ตรงนี้ให้มันเป็นตัวแปรคงที่ ไปได้เลย

2."ถูกเวลา"
คือ การวิเคราะห์ราคาตลาด จังหวะเข้าต้องฉลาด สอดรับ แนวโน้มการเคลื่อนตัวของแนวโน้มราคา สอดคล้องวัฏจักรตลาด วัฏจักรอุตสาหกรรม(หรือเป็นกลุ่ม mega trend ของสังคม) อาจจะไม่จำเป็นเข้าที่จุดต่ำสุดเสมอไป แต่ก็ต้องไม่ใช่ไปเข้ามั่ว ในจุดเสียเปรียบ แบบนั้นถือยาวอมดอย กำไรก็ไม่เกิด

เมื่อมั่นใจหุ้นดี หุ้นเติบโต อย่าไปรีบเข้ามั่ว ถัวมั่ว รอให้เป็น มองจังหวะให้ออก ที่สำคัญ การเข้าในจุดที่ได้เปรียบ จากความบิดเบี้ยวของ ราคา อันเกิดจาก ความคาดหวังในอนาคต หรือเกิดอารมณ์ตลาด นี้เป็น Key ที่ได้เปรียบอีกตัว ของนักเก็งกำไรระยะยาว  


ตอนหน้ามาต่อรายละเอียด ในแต่ละประเด็น รวมถึงกลยุทธ์และระบบเทรดกันครับ 
เครดิต:https://www.facebook.com/notes/754003257981410/
         ขอบคุณ  พี่ชัยภัทร เนื่องคำมา

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคการหาหุ้นง่ายๆ ตั้งชื่อว่า trading alert ละกัน

เทคนิคการหาหุ้นง่ายๆ ตั้งชื่อว่า trading alert ละกัน
ขั้นแรก หารูปนางแบบสวยๆก่อน
ขั้นที่สอง เข้าไปเชค trading alert ในเว็บ
http://www.set.or.th/set/marketalertnews.do

วันนี้มี EVER KC RPC WIN

ขั้นตามวิเคราะห์กราฟ เรียงความน่าสนใจ
หุ้นน่าลิ่ง ever rpc
หุ้นที่ขึ้นเกิน 15 % kc win

เอาหุ้น 4 ตัวมาใจ watch list ไว้

ขั้นที่ 3 ตัวไหนกระพริบแดงก่อนเปิดตัดทิ้งไปก่อน รอเล่นแค่ตัวเขียว

เอาแค่นี้แหละ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส trading alert ก็มีข้อดี ถ้าเลือกหุ้นเป็น ไม่ต้องเขียนสูตรหรือตีกราฟยากๆ

cr: fb หุ้นซิ่ง ไม่ลิ่งก็ฟอร์ล

รวมบทความเด็ด สำหรับนักลงทุนVI

รวมบทความเด็ด สำหรับนักลงทุนVI - Part 1

ตอนที่ 1
เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 1
http://on.fb.me/1qZ8xyi

ตอนที่ 2
เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 2
http://on.fb.me/1yRaEfs

ตอนที่ 3
เข้าใจ Cash Flow แบบง่ายๆ ตอนที่ 3
http://on.fb.me/1sFrhWm

ตอนที่ 4
กำไรโตทุกปี ดีจริงหรือ..? ว่าด้วยเรื่องของ EPS
http://on.fb.me/1ussVJg

ตอนที่ 5
รวยด้วยหุ้นปันผล
http://on.fb.me/1DrH007

ตอนที่ 6
ดูว่าหุ้นถูกหรือแพง ด้วย P/E Divergence
http://on.fb.me/1sFroRL


รวมบทความเด็ด สำหรับนักลงทุน VI- Part2

ตอนที่ 7
เพิ่มหนี้ หรือ เพิ่มทุน..?
http://on.fb.me/1CJRMwq

ตอนที่ 8
ROE (Return on Equity)
http://on.fb.me/ZCfEVG

ตอนที่ 9
ลดพาร์คืออะไร..?
http://on.fb.me/1t4qOzT

ตอนที่ 10
เรื่องดีๆ ที่มือใหม่มักจะมองข้ามไปเกี่ยวกับเงินปันผล
http://on.fb.me/1FpxHjj

ตอนที่ 11
ซื้อหุ้นคืนคืออะไร..? BTS, BLAND กำลังจะทำอะไร..?
http://on.fb.me/1wZy9i6

ตอนที่ 11
Profit Margin
http://on.fb.me/1t4rdlH

................

สำหรับใครที่สนใจแนวการลงทุนของ Warren Buffett
เราจะจัดสัมมนา Buffett Decode ในวันเสาร์ ที่ 1 พ.ย. 2557 นี้
สามารถเข้ามาดูรายละเอียดได้ที่นี่ http://bit.ly/maseminar
หรือโทรสอบถาม 086-390-5961

*สิทธิพิเศษรอบสุดท้าย ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับ Package Gold Scan ฟรี 1 ปี
และได้รับชุดคำสั่งสแกนหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานพิเศษอีก 60 ชุด ที่ไม่มีแจกในแพคเกจใดๆ

พิเศษสุดๆ เฉพาะผู้เข้าร่วมสัมมนาเท่านั้น ตอนนี้เหลือ 20 ที่นั่งสุดท้ายแล้วครับ

cr: FB market anyware

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

FREE FLOAT คืออะไร และเอามาใช้ดูหุ้นยังไง

FREE FLOAT คืออะไร และเอามาใช้ดูหุ้นยังไง

https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=3488179116890239007#editor/src=dashboard

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลักการอ่านงบกระแสเงินสด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หลักการอ่านงบกระแสเงินสด

สรุปแนวทางการเข้าใจและวิเคราะห์งบกระแสเงินสดง่ายๆครับ
1. รู้จักที่มา (+) ที่ไป(-) ของเงิน

  • ที่มาของเงิน (+) รายได้, สินทรัพย์ลด, หนี้สินเพิ่ม, ทุนเพิ่ม
  • ที่ไปของเงิน (-) รายจ่าย, สินทรัพย์เพิ่ม, หนี้สินลด, ทุนลด

2. การจัดประเภท ในทางธุรกิจเงินเข้าออกได้ 3 ช่องทาง

  • 2.1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash flow from operation : CFO) ทำมาค้าขาย
    • 2.1.1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน
       = กำไร + ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด – รายได้ที่ไม่ใช่เงินสด
    • 2.1.2. การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ยกเว้นเงิน OD จัดประเภทในกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน
  • 2.2. กระแสเงินสดจากการลงทุน (Cash flow from investing : CFI) ซื้อ/ขาย สินทรัพย์ถาวร
     = การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
  • 2.3. กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน (Cash flow from financing : CFF) กู้หนี้ ระดมทุนทุน
     = การเปลี่ยนแปลงในเงิน OD, หนี้ระยะยาว, และส่วนของผู้ถือหุ้น

3 แนวทางการวิเคราะห์

  • บริษัทที่ดีต้องมีทั้งกำไรทางบัญชีและกำไรที่เป็นเงินสด 
  • บริษัทที่ดี งบกระแสเงินสดจะเป็นเป็น บวก, ลบ, ลบ, และ CFO ใกล้ๆกำไรสุทธิ 
  • อัตราส่วนคุณภาพกำไร = CFO/กำไรสุทธิ
  • ในช่วงลงทุน เช่นสร้างโรงงานใหม่CFO จะลบเยอะต้องกู้เงินหรือเพิ่มทุนมาลงทุน CFF
  • แม้บริษัทจะขาดทุนบัญชีแต่งบกระแสเงินสดยังเป็น บวก, ลบ, ลบ แสดงว่ายังมีเงินหมุนไม่เจ้งแน่แต่ในทางกลับกันถ้างบขาดทุนบัญชีด้วยขาด CFO ด้วยอาจเจ้งได้ง
  • ถ้าบริษัทมีกำไรบัญชีเยอะแต่ไม่มีเงินสดอาจมีกำไรพิเศษ

EBITDA ความหมายและการใช้งาน

นอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556


EBITDA ความหมายและการใช้งาน

เพื่อนๆหลายคนเองได้ยิน Warren Buffets กล่าวว่า "EBITDA เป็นตัวเลขที่นักวิเคราห์กล่าวอ้างไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย" ทำให้หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ EBITDA เพราะตีความคำพูดของ Warren Buffets ผิดไป จริงๆแล้วตัวเลขตัวนี้มีความสำคัญมากครับ

ความหมายของ EBITDA


EBITDA = Earning Before Interest Tax Depreciation and Amortization
แปลเป็นไทยก็คือ กำไรก่อน ดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย EBITDA นิยมใช้วัด Performance ของบริษัทที่เป็นพวกโรงงานมีค่าเสื่อมสูงๆ เราลองมาดูตัวอย่างกันครับ

สมมุติ สมชาย เป็นเจ้าของ Apartment แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีหนี้สินอะไร สมชายต้องการยก Apartment ให้ลูกชายไปบริหารต่อ โดย Apartment มีกำไรขาดทุนดังนี้ แต่สมชายขอร้องลูกชายว่าห้ามขาย Apartment แห่งนี้ซึ่งเป็นสมบัติของตระกูล

กำไรขั้นต้น(Gross Profit) 50,000 บาท
ค่าบริหารจัดการ(Admin) 30,000 บาท
ค่าเสื่อมราคา(Depreciation) 30,000 บาท
กำไรก่อนภาษี  -10,000 บาท

ตัว ลูกชายพอเห็นงบการเงินแล้วก็ได้ปฎิเสธพ่อ ไปอย่างสุภาพว่า ไม่เอาครับ พ่อ Apartment พ่อบริหารขาดทุนนี่ ผมเอามาแล้วนอกจากไม่มีกำไรยังต้องควักเงินส่วนตัวไปสนับสนุนอีก

  • ถามว่าลูกชายสมชายถูกหรือผิดอย่างไรครับ?

ถ้า ใครตอบว่าลูกสมชายถูกแสดงว่ายังไม่เข้าใจเรื่องบการเงิน กับเรื่องกระแสเงินสด จริงอยู่ที่ Net Income ของ Apartment แห่งนี้ติดลบแต่ หากดู EBITDA จะเป็นบวกนะครับ EBITDA = + 20,000 THB หมายความว่า Apartment แห่งนี้ยัง Generate เงินสดให้สมชายอยู่ถึงเดือนละ 20,000 บาทเลยทีเดียว
ตัว Depreciation นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า Sunk Cost ครับ คือ Cash ส่วนนี้ได้ออกจากบริษัทไปนานแล้วแต่ที่ยังโชว์ในงบการเงินเป็นไปตามหลักการ Cost-Revenue Matching ครับ

ดังนั้นหากบริษัทที่เราสนใจมี Net Income ติดลบ แต่ EBITDA เป็นบวก ก็เป็นหลักประกันระดับหนึ่งว่าธุรกิจอาจจะไม่แย่อย่างที่คิด เราคงต้องมาวิเคราะห์กันก่อนว่าสาเหตุมาจากอะไร
  • ติดลบจากค่าเสื่อมราคา( Depreciation): ต้องมองลึกไปดูนโยบายตัดค่าเสื่อมว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ บางบริษัทใช้นโยบายตัดค่าเสื่อมเร็วเพื่อโชว์ Net Income น้อยๆเพื่อประหยัดภาษี ปีแรกๆจะค่าเสื่อมเยอะ แต่พอตัดค่าเสื่อมสินทรัพย์หมด ก็กำไรเต็มๆ
  • ติดลบจากบรรทัดค่าใช้จ่ายทางการเงิน( Interest): อาจจะเป็นไปได้ว่าโครงสร้างทางการเงินของบริษัทไม่ดี เช่นมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนมากเกินไป ถ้ามีการปรับโครงสร้างหนี้( restructure) บริษัทก็จะเป็นสัญญานของการ turnaround ได้ 
นี่เป็นสาเหตุที่นักวิเคราะห์หุ้น Turnaround มักจับจ้องตัวเลข EBITDA  โดยถ้าบริษัทขาดทุนเป็นเวลานานๆแล้วปีไหน EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวก ก็เป็นสัญญานว่าอาจจะพลิกฟื้นกลับมาได้

ตัวอย่าง
HOTPOT
หุ้น HOTPOT ใครๆก็ว่าไม่ดีครึ่งปี 2556 ยอดขายตั้ง 1162 ล้านบาทแต่เหลือกำไรสุทธิแค่ 23.39 ล้านบาทเอง แต่ถ้าดูค่าเสื่อมราคาที่สูงถึง 75 ล้านบาท ทำให้บริษัทมี EBITDA ถึง 111 ล้านบาท ก็น่าสนใจว่าทำไมทำธุรกิจแล้วไม่คุ้มค่าเสื่อม จำนวนลูกค้าน้อยไปหรือเปล่า
AKR
หุ้น AKR ใครๆก็ว่าไม่ดี ปี 2554 ขาดทุน 105 ล้านบาท แต่ EBIT เป็นบวก 105 ล้านบาท ติดลบเยอะๆ มาจากดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมาก เพราะต้องจ่ายในอัตราผิดนัดชำระหนี้

ข้อควรระวังของ EBITDA

EBITDA ละเลย ค่าใช้จ่ายงบลงทุน เพื่อให้กิจการยังคงสภาพเดิม หรือคงความสามารถในการแข่งขันได้ (reinvestment) ดังนั้น Warren Buffets จึงแนะนำให้ใช้ Free cash flow จะดีกว่าครับ
สมมติว่า ในแต่ละปี ลูกชายจะต้องใช้เงินสด เพื่อลงทุน ตกแต่ง ปรับสภาพให้ Apartment คงความสวยงาม ลูกค้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพนี้ ปีละ 10,000 บาท นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี จะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ใช้งบลงทุน 50,000 บาท

นั่นคือ

  • ปีที่ 1 = 10000
  • ปีที่ 2 = 10000
  • ปีที่ 3 = 10000
  • ปีที่ 4 = 10000
  • ปีที่ 5 = 10000+50000 = 60000

รวมทุกๆ 5 ปี ต้องมีค่าใช้จ่ายลงทุนปรับปรุง Apartment 100,000 บาท
ในขณะที่ EBITDA ปีละ 20,000 บาท >>> 5 ปี = 100,000 บาท
เท่ากับว่าทำธุรกิจมา ก็ไม่ได้เงินสดคืนมาให้ตัวเองเลย

ตัวอย่างในตลาด
SAFARI
หุ้น SAFARI ทำสวนสัตว์ซาฟารีเวิล และภูเก้ตแฟนตาเซีย กระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้มาก็ต้องเอาไปลงทุนซ้ำเยอะมากซื้อสัตว์ชุดใหม่เข้าสวนสัตว์ ทำให้เงินสดสุทธิจากการกิจกรรมลงทุนติดลบ  แถมต้องเอาไปโป๊ะหนี้อีก(เงินสดสุทธิจากการกิจกรรมจัดหาเงินติดลบ) เงินแต่ละปีแทบไม่เหลือ

การประเมินมูลค่า


เป็นอัตราส่วนครับคืออัตรส่วน EV / EBITDA โดยที่ EV, enterprise value คือสิ่งที่คุณจ่ายคำนวณมากจาก มูลค่าตลาดของหุ้น + มูลค่าตลาดของหนี้ - เงินสด ตีความเหมือนเราซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดหนี้ เที่ยยบกับสิ่งที่ได้รับคือ EBITDA อัตราส่วนนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่การใช้การจะดูคู่กับ ค่าใช้จ่ายงบลงทุน เพื่อให้กิจการยังคงสภาพเดิม หรือคงความสามารถในการแข่งขันได้ (reinvestment) ถ้าบริษัทไหนมี EV / EBITDA ต่าๆ และ reinvestment ต่ำด้วยจะดีมากเหมือนว่าเงินสดของกิจการก็เอามาใช้ได้เกือบหมด


ที่มา:
[1]board.thaivi.org/viewtopic.php?f=20&t=50531
cr:http://www.investidea.in.th/2013/10/ebitda.html

เซียนหุ้นจาก 1.2 ล้าน เป็น 100 ล้าน ภายใน 8 ปี

http://www.stockscorner.org/2012/01/12-100-8.html
เซียนหุ้นจาก 1.2 ล้าน เป็น 100 ล้าน ภายใน 8 ปี

เซียนหุ้นจาก 1.2 ล้าน เป็น 100 ล้าน ภายใน 8 ปี
ความรู้จากกระทู้ “อยากแชร์วิธีเล่นหุ้นของผม” “ผม” ในที่นี้หมายถึงคุณ chinn ผู้ตีแตกหุ้น JAS 10 เด้งซึ่งกระทู้นี้ไม่ใช่กระทู้ใบหุ้น แต่เป็นกระทู้ที่แชร์ไอเดีย ให้ความรู้ในการลงทุน และจะมีการตอบคำถามของนักลงทุนท่านอื่นๆด้วยครับแถมด้วยเส้นทางสร้าง Port ของคุณ chinn จากกระทู้ใน www.thaivi.orgเส้นทาง สร้าง Port ของคุณ chinn ( จากกระทู้ “ตั้งเป้าหมาย retire ที่อายุเท่าไหร่ และ พอร์ตใหญ่แค่ไหน” จาก www.thaivi.org )เริ่มทำงานที่ธนชาติ 18 กุมภาพันธ์ 2546ได้ค่าคอมช่วงตลาด Boom เดือน 7-8-9 เดือนละเกือบแสน เอาเงินทั้งหมดไป ซื้อ Psl 10บาท ขาย 48บาท ต้นปี 2547 ทำให้Port เป็น 1.2 ล้าน หลังจากนั้น พ่อแม่ เติมเงินให้ 2 ล้าน เป็น 3.2 ล้าน Port นิ่ง อยู่หลาย2-3ปี เพราะถือ JAS ได้กำไรนิดหน่อย เดือน8 ปี 51 ทำ Pair Trade JAS กับ ACLไปจนถึงเดือน 7 ปี 2551 มูลค่า Port เป็น 5.8 ล้านบาท เดือน7 ปี 2551 ซื้อACL 4 บาท แต่หุ้นลง จึง Short ทุกราคาจนถึง2 บาท (บังเอิญรู้จัก DSM เลยขายตอนACL หลุด Low)หลังจากนั้น ซื้อคืนหุ้น และกู้ Margin ซื้อ แบบราคา ขึ้นก็ซื้อ เพิ่ม ทุกราคาตั้งแต่ 1.24 จนถึง 5 บาท โดยกันความเสี่ยงทุก STEPเดือน 7 ปี 2552 เอาหุ้นทั้งหมดขายที่ 7 บาท ได้เงิน 28 ล้านบาท จึงลาออกจากงานประจำ เพื่อมาพักผ่อนและ ลงทุนอย่างเดียว ตอนนี้ ถือ JAS เพื่อรอปันผลในอนาคต และทำ Port แบบสร้างกระแสเงินสด หารายได้ชดเชย ส่วนเหลือจาก กิน ใช้ ก็เอามาสะสมหุ้นเพิ่ม ชีวิต อิสระมากขึ้น ตื่นสายก็ได้ นอนทั้งวันก็ได้ มีเวลาออกกำลังกาย เที่ยวศูนย์การค้า ช่วงที่คนทำงานได้เต็มที่ เดินสบาย แต่มีเรื่องให้คิดให้วางแผนเหมือนเดิม เพราะลงทุนในหุ้นเป็นอาชีพหลัก ตั้งแต่แรก ส่วน งานหลักก็เป็นแค่อาชีพเสริมมาหลายปีแล้ว ปัญหาใหญ่ประจำวันคือ เที่ยงนี้กินไรดีว้า ? !!!

วิธีเล่นหุ้นของผม ( คุณ chin )

1. การเลือกหุ้นผมจะคิดถึงว่าในอนาคตจะเกิดอะไรบ้าง โดยวันๆผมจะนั่ง มองไปรอบๆตัว ว่าเกิดอะไรขึ้น พยายามหาเหตุ ของผล ที่จะตามมาแหง ๆ เช่น ปีนี้ ตัวเลขผู้ใช้ Smart Phone และ Tablet สูงขึ้นจากปีที่แล้วมากๆ (เพราะ อุปกรณ์มันถูกลงไปเยอะ และตรงกับ Life Style)หรือ คนหันมาอยู่เรียบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น (เพราะคอนโดมันขึ้นเยอะแถวรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจาก Demand ที่เยอะ ซึ่งเป็นผลของวิถีชีวิตการทำงานใน Office)ฟังดูอาจเหมือนยาก ที่จะคิดว่า อะไรจะเกิดขึ้นล่วงหน้า แต่จริงๆมันก็เหมือนกับที่ ทุกคนพอจะเดาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อคืนเรา นอนดึก วันนี้จึงตื่นสาย ซึ่งไปทำงานสายแบบนี้ หัวหน้าคงจะต่อว่า ซึ่ง มันเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ หรือถ้านักเทคนิคก็ เช่น หุ้นวันนี้ขึ้นแรง พรุ่งนี้จะขึ้นต่อ และต่อไปเรื่อยๆ จนมันไม่ขึ้น ก็จะนิ่ง พอนิ่งแล้วก็จะลง แล้วก็ลงไปเรื่อยๆ พอลงไปเรื่อยๆ จนไม่ลงก็จะนิ่ง แล้วก็จะเริ่มขึ้น คือผมว่า มันก็เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก บ่อยครั้ง ที่ผมจะพบกับคนที่บอกว่าหุ้นตัวนั้นดี ตัวนี้ถูก เพราะ P/E ต่ำ P/B ต่ำ หรือ PEG ต่ำ สำหรับผมมันไม่ใช่ เหตุผลที่หุ้นจะขึ้น เนื่องจาก P/E ต่ำใครๆก็เห็น อะไรที่คนอื่นเขายังไม่เห็น แต่เราเห็นได้ สิ่งนั้นก็คืออนาคต อีกทั้งบางครั้ง ภาพลางๆ คนจะไม่ค่อยเชื่อ กว่าจะเชื่อก็ต้องเห็นชัดๆแล้ว

2. ผมดูว่าหุ้นตัวไหน ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ 1และ ดูว่า ยังคุ้มค่าลงทุนหรือไม่ โดยวัดจาก EV/EBITDA เป็นหลัก ในความคิดผม ผมว่า ตัวเลขนี้สะท้อนความคุ้มค่าแบบ นักธุรกิจ หรือพ่อค้า เปรียบเหมือนกับ เวลาลงทุนเป็นเงินสด จะวัดผลตอบแทนก็ต้องวัดเป็น เงินสด ที่กลับมา ไม่ใช่ กำไร ซึ่ง ตรงนี้เป็นข้อแตกต่างที่ทำให้บ่อยครั้งผมเจอหุ้นที่ถูกในสายตาผม และแพงในสายตาคนอื่น เพราะ P/E >10 เท่าหรือ NA (คือมันขาดทุนทางบัญชี) แต่EV/EBITDA ต่ำกว่า10เท่า โดยนโยบายการลงทุนผม ผมคาดหวังกำไร 100% ขึ้นไป ใน 5 ปี ถึงคุ้ม จึงพยายามหาEV/EBITDA ที่ต่ำกว่า 5 เท่า เช่น JAS ตอนราคาต่ำๆ มีแต่คนมองว่าเป็นหุ้นเน่า P/E สูง แต่EV/EBITDA เขาอยู่แค่ 4 เท่าเอง ปรับแต่งทางบัญชี ขั้นตอนต่างๆ หากเราเข้าใจ จะรู้ได้ทันที ว่าหุ้นจะขึ้นเดือนไหน เพราะเหตุใด Write off หุ้น TT&T ทำให้กำไรน้อย ปีต่อมา พอไม่มีเหตุการณ์นี้ ยังไงนสพ. ก็พาดหัวว่ากำไรโตอยู่แล้ว ทั้งๆที่จริงกำไรมันดีอยู่แล้ว หากเราหยิบตัวเลข EV/EBITDA มาวัด ไม่ใช่ว่าใช้ P/E วัด


3. หากคิดผิดต้องไม่ขาดทุนในระยะยาว เนื่องจาก ผมต้องการ Port ที่โตเรื่อยๆ ไม่ใช่ หวือหวา เช่น เริ่ม 100 ได้ 50% ได้ 150พอเสีย 50% เหลือ 75 แบบนี้ต้องมานั่งแก้ ให้ได้ 33% ให้กลับเป็น 100% อีก แบบนี้ Port ไม่ไปไหนสักที เสียเวลา และโอกาส โดย ต้องมองว่า เหตุการณ์แย่สุดๆ ต่อกิจการ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น เป็นอย่างไร หากแย่ขนาดนั้นผลประกอบการก็ยังคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่เราซื้อ ซึ่งกิจการที่ไม่ผันผวนนัก EV/EBITDA ต่ำกว่า 5 เท่า ก็ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้มากแล้ว แต่หากกิจการผันผวนได้มาก ก็แค่ไม่ลงทุนครับ หาตัวอื่นแทน นอกจากนี้ ผมจะดูโครงสร้างการเงินว่า และอื่นๆ ว่ามันเสี่ยงล้มได้ไหม ถ้าเสี่ยง ก็ไม่ยุ่งดีกว่าหวังว่า พอจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านนะครับพอดีเห็นกระทู้เถียงกันเรื่อง VI กับ VS หรือถือยาวกับถือสั้นผม ก็นั่งคิด เราเป็น VI หรือ VS กันแน่ในนิยามคนอื่นแต่ผมว่าจริงๆผมก็แค่นักลงทุนที่คิดแบบพ่อค้าครับตอนนี้ port ถึงเป้าหมายที่อยากได้แล้ว อยู่ 9 หลักโดยเป็นเงินเริ่มต้นจากเงินเดือนประมาณ 3 แสน และมาบวกกับเงินลงทุนของที่บ้านภายหลังอีก 2ล้าน โดยใช้แนวทางนี้ และมีการบริหาร Leverage และ Riskใช้ เวลา 8ปีครับ ทำกำไรหุ้นแค่ 3 ตัว ได้แก่ PSL, ACL, JASปล. 1,2,3 มันเกี่ยวโยงกัน ไม่ได้เป็นลำดับขั้นบางครั้ง ดู 2 ก่อน ค่อยพิจารณา 1 กับ 3