ความรู้เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน การเงิน แบบภาษาชาวบ้าน โดย มือเก่าหัดขับ
แหล่งรวมความรู้เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน การเงิน และการลงทุนด้านอื่นๆ รวมทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว เพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนและมีความสุข บทความต่างๆ เป็นบทความต้นฉบับโดยผู้เขียน เป็นส่วนประกอบจากความรู้ ประสบการณ์ และความเห็น ขอให้ผู้อ่านตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองก่อนนำไปใช้ กรณีนำบทความไปเผยแพร่ รบกวนระบุแหล่งที่มาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ สงวนลิขสิทธิ์ "มือเก่าหัดขับ" [Email: muegaohudkub@gmail.com]
cr:http://muegao.blogspot.com/p/blog-page_05.html
การลงทุนโดยพิจารณามูลค่า - การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
การลงทุนที่ในหลักทรัพย์ที่ปลอดภัยวิธีหนึ่งก็คือ การลงทุนที่เราได้พิจารณาตีราคาสิ่งที่เราลงทุนเรียบร้อยแล้ว เปรียบเทียบไปก็เหมือนกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อขายต่อ หากเราเห็นบ้านหรือที่ดินที่เจ้าของอยากขายโดยเร็ว ร้อนเงิน หรืออยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมนิดหน่อย แต่อยู่ในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และเราได้ศึกษาแล้วว่าราคาปกติของทรัพย์สินนั้นควรจะเป็นเท่าไร แต่ถ้ามีใครขายให้เรา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดในราคาที่ต่ำกว่า แล้วเราได้ซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรขายต่อ (หรือให้เช่าก็ตามที) โอกาสที่จะขาดทุนย่อมน้อยลง
กับหลักทรัพย์หรือที่เรียกว่า หุ้น ก็เช่นเดียวกัน หากผู้ลงทุนได้คิดคำนวณแล้วว่าราคาที่เหมาะสมของหลักทรัพย์ของบริษัทหนึ่งๆ ควรเป็นเท่าไร ก็จะทำให้สามรถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้นได้เมื่อถึงเวลาที่จะต้องซื้อหรือขาย การตัดสินใจลงทุนด้ยการพิจารณามูลค่าของบริษัทอย่างนี้ มีคำเรียกเป็นพิเศษว่า Value Investment ครับ
ในหนังสือหรือตำราหลายๆ เล่มมักจะแปลออกมาเป็น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆ ท่านอื่นฟังแล้วรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า คือ แว่บแรกนั้น ไม่เข้าใจว่า "คุณค่า" หมายถึงอะไร เพราะในหลายๆ โอกาส การใช้คำว่า คุณค่า ในความหมายส่วนใหญ่นั้นมักเกี่ยวข้องกับของที่จับต้องไม่ได้ แต่สำหรับการลงทุนนั้น "ค่า" ของบริษัทเรามักจะตีความออกมาจนจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าทางด้าน Subjective/Qualitative (เช่น การได้รับความนิยม, การเป็นผู้นำ, การมีข้อแตกต่างจากผู้อื่น, การผูกขาดโดยทางอ้อม เป็นต้น) หรือด้าน Quantitative (งบการเงินที่แข็งแกร่ง, ตัวเลขสัดส่วนทางการเงินที่ดี เป็นต้น) ผมจึงพยายามหาคำที่ดูจะเหมาะสมขึ้นอีกสักนิดก็คือคำว่า "มูลค่า" ครับ
ดังนั้นหากเราจะเรียกว่า Value Investment คือการลงทุนที่เน้นมูลค่าของสิ่งที่เราลงทุนไป ก็คงไม่ผิดอะไรนะครับ หรืออาจจะฟังดูตรงความหมายกว่าด้วยก็เป็นได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม ขอให้เพื่อนๆ เข้าใจว่า เป็นของอย่างเดียวกันนะครับ
เมื่อผมเขียนบทความเพิ่มเติมในส่วนนี้ จะแจ้งให้เพื่อนๆ ทราบที่หน้าแรกนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนที่หน้าแรกอาจจะตกเร็ว (คือแบบว่า ผมเขียนบ่อยเกิ๊น) เพื่อนๆ อาจจะเข้ามาติดตามอ่านในนี้ได้ตลอดเวลานะครับ
ตอนที่ 1 (27 ม.ค. 54)
การลงทุนในหุ้น เทียบกับ การลงทุนอื่นๆ
คนเราทุกๆ คน เมื่อพอที่จะหาเงินรับประทานได้ ก็คงมีเป้าหมายทางด้านการเงินด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ (เอ๊ะ หรือว่าบางคนอาจะจไม่มีเป้าหมายอะไร ก็เป็นได้เหมือนกันนะครับ) เช่น ต้องการอยู่ดีกินดี มีเงินเหลือ สามารถจุนเจือครอบครัว พ่อแม่ ต้องการส่งลูกเรียนหนังสือให้มีวิชาความรู้ดีๆ มีเงินสำหรับทำกิจการหรือขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น เป็นต้น แต่เป็นที่ทราบกันว่า การที่เรามีเงินรายรับมากกว่ารายจ่ายแค่นั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ ตัวช่วยหนึ่งก็คือเราสามารถนำเงินส่วนที่เหลือและไม่ได้ใช้นี้ ไปลงทุนให้เกิดผลงอกเงยขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่เราจะลงทุนได้โดยมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงนั้น สิ่งที่เราต้องมีนอกเหนือไปจาก เงินส่วนเหลือ ก็คือ ความรู้ และ ประสบการณ์ ซึ่งโดยในโอกาสของความน่าจะเป็นแล้ว ถ้าเราทำสิ่งที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ด้วยวิธีของผู้ที่ทำแล้วมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง นั่นหมายความว่า เป็นวิธีแบบที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษพรสวรรค์๋แต่กำเนิด และเราก็ทำแบบนี้หลายๆ ครั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จโดยรวมในบั้นปลายนั้น ย่อมที่จะสูงไปด้วย ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายความว่า ในการทำอะไรในแต่ละครั้ง ทุกๆ ครั้ง จะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป ในบางครั้งอาจะไม่สำเร็จบ้าง หรือสำเร็จช้ากว่าวิธีที่ดีบ้าง แต่นั่นก็ต้องอยู่ในกรอบที่ว่า เมื่อเกิดความผิดพลาดแล้ว จะต้องไม่เสียหายจนทำให้ชีวิตทางด้านการเงินโดยรวมเสียหายจนไม่สามารถแก้ไขได้ และจะต้องไม่หยุดทำ ไม่ใช่ว่า นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในของอย่างเดียว แม้ของอย่างนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ 80% แต่ก็ยังมีอีก 20% ที่อาจจะล้มเหลวได้ ดังนั้นการนำเงินทั้งหมดไปทำเช่นนั้น ย่อมไม่เป็นวิธีที่ดีอย่างแน่นอน
ตอนที่ 2 (29 ม.ค. 54)
หุ้นคืออะไร
บางที ความเข้าใจหรือความรู้สึกผิดๆ เกี่ยวกับหุ้นก็คือ หุ้นคืออะไรก็ไม่ทราบได้ อาจจะเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นที่สามารถซื้อขายได้ และมีราคาเปลี่ยนแปลงไปได้ อาจะขึ้นหรือลงก็ได้ และในปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงหุ้นอาจจะนึกไปถึงตัวอักษรและตัวเลขต่างๆ ที่วิ่งอยุ่บนหน้าจอ และสามารถกดปุ่มซื้อขายเปลี่ยนมือจากคนนี้ไปคนนั้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดจากความเป็นจริงไปมาก เพราะในเรื่องของการลงทุนในหุ้นแล้ว การซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างทาง แต่ว่าไม่ใช่จุดสิ้นสุดแค่นั้น
ในความเป็นจริง หุ้น แสดงถึงความเป็นเจ้าของในบริษัทที่เราสนใจ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยทั่วไป ธุรกิจเล็กๆ นั้นเกิดขึ้นด้วยการนำเงินส่วนตัวของคน อาจจะเป็นหนึ่ง สอง สาม หรือกี่คนก็ได้ นำเงินมารวมกัน แล้วทำธุรกิจนั้น ส่วนของความเป็นเจ้าของของแต่ละคนก็ขึ้นกับสัดส่วนในการนำเงินมาลงในธุรกิจนั้น ในลักษณะแบบนี้ ธุรกิจแบบนี้ได้ชื่อว่าเป็น "บริษัทเอกชน" หรือยังคงมีความเป็นส่วนตัวอยู่ และเมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นเติบโตขึ้น ก็อาจจะปรับตัวไปเป็น "บริษัทมหาชน" และมีการขายบางส่วนออกมาให้กับผู้ที่สนใจลงทุน นี่คือต้นตอที่ทำให้ต้องมี "หุ้น" เกิดขึ้น
เมื่อเราซื้อหุ้น เราก็จะกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ - จบข่าว (โห ง่ายซะ) ในระยะเวลานานผ่านไป มูลค่าในการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยุ่กับความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น ถ้าธุรกิจดำเนินไปได้ดีมีกำไรมากหนี้สินน้อยลง มูลค่าของความเป็นเจ้าของก็จะสูงขึ้น
ทำไมเราจึงลงทุนในหุ้น
การลงทุนในหุ้น หรือหุ้นสามัญนั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งในหลายๆ วิธีของการลงทุนจากเงินที่เราเหนื่อยยากหามาได้ ยังมีวิธีอื่นๆ อีกที่บางทีอาจจะฟังดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นการลงทุนเช่น การซื้อของสะสมมาเก็บไว้ เช่นพระเครื่อง เหรียญเก่าๆ รถยนต์รุ่นเก่าๆ เป็นต้น เหตุผลนั้นง่ายมากก็เพราะว่า นักลงทุนที่มีความสามารถดีนั้นทราบดีว่า การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด และในระยะเวลานาน (ย้ำ) การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุด
เรามาดูในด้านที่ไม่ดีบ้าง การลงทุนในหุ้นก็เป็นการลงทุนที่อาจจะไม่แน่นอนได้ เช่นมูลค่าของหุ้นสามารถที่จะตกลงได้ในบางช่วงเวลา บางครั้งราคาหุ้นอาจะจตกลงมาเป็นเวลานาน ความโชคร้าย หรือว่าการเข้าซื้อหุ้นที่ผิดราคาผิดเวลา สามารถทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่่ต่ำได้ แต่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการวางแผนในการลงทุนระยะยาว แต่ (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง) สำหรับหุ้นแต่ละตัวที่นักลงทุนได้เลือกลงทุนแล้ว ไม่มีอะไรเป็นการรับประกันได้ว่าจะมีกำไรทุกครั้งไป ถ้านักลงทุนโชคร้ายจริงๆ หรือว่าเลือกหุ้นที่มีราคาลดลงเรื่อยๆ (มันมีเหตุ ที่ทำให้เป็นแบบนั้น ซึ่งเราหลีกเลี่ยงได้) นักลงทุนก็สามารถขาดทุนได้เช่นกันแม้ในระยะเวลานาน
ถ้าพวกเราได้อ่านบทความของผมไปเรื่อยๆ และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านก็จะสามารถตัดสินใจลงทุนโดยมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้และมีผลตอบแทนที่สูงได้ (low risk, high return) บทความนี้จะเป็นตัวช่วยทำให้พวกเรามีโอกาสเลือกหุ้นได้ถูกตัว ก็คือเลือกธุรกิจที่ดี และหลีกเลี่ยงหุ้นที่เราไม่ควรจะซื้อ (คือธุรกิจที่ไม่ดี) ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจะต้องทำงานคัดเฟ้นหาบริษัทเหล่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าเพราะจะเป็นวิธีที่ทำให้เงินของเราทำงานให้กับเราได้ดีกว่าการนำเงินไปทำอย่างอื่น
ตอนที่ 3 (30 ม.ค. 54)
การเลือกลงทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นในรูปแบบต่างๆ
ทีนี้เราลองมาดูกันนะครับว่า ถ้าจะลงทุนในหุ้นแล้ว มีกี่วิธีที่ทำได้บ้าง
- กองทุนรวมหุ้น
กองทุนพวกนี้สามารถที่จะให้ผลตอบแทนได้เหมือนกับการที่เราลงทุนเอง โดยที่เราไม่ต้องทำงานอะไรเป็นพิเศษนัก เมื่อเรานำเงินส่วนของเราซื้อหน่วยลงทุน เงินของเราก็จะผสมเข้ากับเงินของนักลงทุนคนอื่น และมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพทำหน้าที่เลือกและซื้อขายหุ้นให้กับเรา นอกเหนือไปจากการที่ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถพิเศษในการดูแลแล้ว การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการคัดเลือกเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนหลายๆ ตัวมักจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการที่ลงทุนแยกต่างหาก และนอกเหนือไปจากนั้น (สมมติว่า) ถ้านักลงทุนคนใดคนหนึ่งลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวของบริษัทเดียว บริษัทนั้นอาจจะล้มละลายทำให้หุ้นมีมูลค่าเป็นศูนย์ได้ แต่กองทุนที่ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 40-50 บริษัท ก็ย่อมมีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ทุนทั้งหมดกลายเป็นศูนย์ได้
ในทางตรงกันข้ามของการที่่มีความเสี่ยงต่ำนี้ การลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจำนวนหลายๆ บริษัทมาก ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท ถ้าการลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัทนั้นได้รับการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง และที่สำคัญก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและนักลงทุนก็จะต้องลงมือลงแรงในการเฟ้นหาหุ้นของบริษัทที่ดีและมีโอกาสที่จะเติบโตสูงต่อไปในอนาคต
จริงๆ แล้วการเลือกกองทุน ก็เหมือนกับการเลือกหุ้นนั่นแหละครับ คือถ้าเลือกผิด ก็อาจจะขาดทุนได้เหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีการรับประกันว่าจะได้กำไร (หรือแม้แต่เท่าทุน) ดังนั้นวิธีการหนึ่งในการลงทุน นักลงทุนอาจจะใช้วิธีผสมผสานกันก็ได้ โดยลงทุนเองด้วยการคัดเลือกหุ้นเอง และลงทุนผ่านกองทุนรวมผสมกันไปก็ไม่มีใครว่าอะไรนะครับ
- ตราสารหนี้
ถ้าว่ากันโดยพื้นฐานสุดๆ แล้ว ตราสารหนี้ก็คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้ของผู้ซื้อ (และลูกหนี้ - ผู้ออก) นั่นเอง เมื่อเราซื้อตราสารหนี้ เราก็กลายเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันอะไรสักอย่างหนึ่ง (เช่นบริษัท, รัฐบาล - เรียกว่าพันธบัตร) และผู้ที่กู้เงินไปก็มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับเรา และถ้าผู้กู้ไม่ล้มละลาย ล้มหายตายจากหมดสตางค์เสียก่อนล่ะก็ เมื่อหมดระยะเวลาของตราสารแล้ว (เรียกว่า maturity date) ก็มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงินคืนให้กับผู้ให้กู้หรือผู้ที่ถือตราสารนี้นั้นไว้ และก็จะจ่ายเป็นเงินเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านี้ (อืม... เหมือนเพลงเลย) นั่นก็คือ ไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากมูลค่าที่ตราไว้นั้น
ตราสารหนี้ก็มีสองประเภทคือ ที่ออกโดยเอกชนก็เรียกว่าตราสารหนี้หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือถ้าออกโดยรัฐบาลเราก็เรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล ภาษาอังกฤษก็เรียกว่า Treasury bill หรือ T-Bill นะครับ สำหรับหุ้นกู้บริษัทเอกชน ย่อมจะมีความเสี่ยงมากกว่า (เสี่ยงว่าบริษัทอาจจะเจ๊ง) ก็มักจะต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลซึ่งถือว่ามีความมั่นคงมากกว่า
ดูเผินๆ การลงทุนในตราสารหนี้ไม่มีความเสี่ยง (ถ้าตัดเรื่องบริษัทจะล้มละลายจ่ายเงินคืนไม่ได้ทั้งต้นทั้งดอกนะครับ) แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นนัก การลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย คือถ้าอัตราดอกเบี้ยทั่วไป (เช่นเงินฝากธนาคาร ที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ และคงจะต่ำกว่าตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนโดยทั่วไปด้วย) มีอัตราที่สูงขึ้น ราคาซื้อขายของตราสารหนี้ย่อมจะต้องลดลง ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นตัวเลขก็เช่นว่า บริษัทเอ ออกตราสารหนี้ระยะเวลา 1 ปี (ยกตัวอย่าง สั้นๆ นะครับจะได้ง่ายหน่อย) มีอัตราดอกเบี้ย 5% ในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยทั่วไปอยู่ที่ 2.5% ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณสมชายที่ซื้อตราสารหนี้นี้มาด้วยราคา 1,000,000 บาท (รับปันผลปีละ 50,000 บาท) แต่หากว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบประจำ 12 เดือนขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็น 10% (สมมติครับ สมมติ) ในเวลาอย่างนี้ หากมีความจำเป็นรีบร้อนเร่งด่วน คุณสมชายจะไม่สามารถขายตราสารหนี้ด้วยราคา 1,000,000 บาทอีกต่อไป เพราะว่าคนที่มีเงิน 1,000,000 บาทก็คงจะเลือกเอาเงินไปฝากธนาคารด้วยดอกเบี้ยปีละ 100,000 บาทน่าจะดีกว่า ดังนั้นคุณสมชายก็จะขายตราสารหนี้ได้เพียงราคา 950,000 บาทเท่านั้น (ว่ากันเพียงโดยประมาณเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ) เพราะว่าจะต้องชดเชยกับเงินจำนวน 50,000 บาทที่หายไปจากการได้รับดอกเบี้ยที่อัตราเพียง 5% พอนึกภาพออกนะครับ ว่าก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน แต่แน่นอนล่ะครับ เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คุณสมชายก็คงจะเลือกที่จะถือตราสารนั้นไปจนครบอายุ และไปรับเงินคืน 1,000,000 บาทจากผู้ออก (ผู้กู้) มากกว่าที่จะขายทิ้งไปนะครับ
และก็เหมือนกับหุ้นที่มีกองทุนสำหรับหุ้น ตราสารหนี้ก็มีกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เช่นกัน แต่ว่าโดยทั่วไปแล้วถือว่ามีผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสามัญในระยะเวลานาน
ตอนที่ 4 (31 ม.ค. 54)
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
บ้าน คือวิมานของเรา เป็นดังว่านี้แหละครับ คนเราจะต้องมีที่อยู่อาศัย มีบ้านหรือคอนโด อะไรก็ได้ล่ะครับไว้พักอาศัยหลับนอน ไม่ว่าจะกับครอบครัวหรือว่าอยู่เพียงลำพังคนเดียว และโดยทั่วไปแล้ว ราคาของบ้านและที่ดินก็มักจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (อาจจะเป็นเพราะว่า จำนวนประชากรมากขึ้น หรือเกิดการย้ายถิ่นฐานจากบริเวณวงกว้าง เพื่อเข้ามาอยู่ในบริเวณที่จำกัด) แต่ถ้าเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ก็จะต้องนึกถึงสิ่งต่างๆ บางเรื่องต่อไปนี้ไว้ในใจเช่นกัน
ตัวอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์โดยมากแล้ว จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็เป็นไปได้ที่ราคาจะลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ลงทุนได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เข้ามาในราคาที่สูงเกินจริง หรือว่าเป็นช่วงของฟองสบู่ และการที่มีที่ดินมากกว่าที่จำเป็นต้องอยู่อาศัย ผู้ลงทุนก็จะต้องจ่ายเงินภาษีด้วย และถ้าให้คนอื่นเช่า ก็จะต้องคอยดูแลผู้เช่า คอยเก็บค่าเช่าตลอดจนซ่อมแซมตัวบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นๆ และท้ายที่สุดก็คืออสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องที่ต่ำมาก และไม่สามารถแบ่งขายเป็นส่วนๆ เล็กๆ ได้ (เช่น ซื้ออพาร์ทเมนต์มาให้เช่า แต่ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ไม่สามารถจะแบ่งขายอพาร์ตเม้นท์ออกไป สองห้อง ได้ เป็นต้น)
การฝากเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า การฝากเงินในบัญชีเงินฝาก จะเป็นสิ่งที่ได้ผลตอบแทนต่ำมาก แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ต่ำมากคือตัวเงินต้นก็น่าจะสามารถคงอยู่ได้ การฝากเงินไว้ถือว่าเป็นการเก็บเงินไว้เผื่อยามฉุกเฉินมากกว่า แต่ไม่ใช่วิธีการลงทุนที่ดี เพราะบางที (อย่างในปัจจุบันนี้ ปี 2552-2554) ผลตอบแทนที่ได้ก็ยังแพ้่อัตราเงินเฟ้อด้วยซ้ำไป
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าการลงทุนในหุ้นอาจจะต้องการการดูแลจากผู้ลงทุน และมีงานที่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ และตัดสินใจ และมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในอีกหลายๆ ด้าน แต่นักลงทุนก็ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก และในตอนต่อไป เราจะสามารถคำนวณได้ว่า ในระยะยาวแล้ว อัตราผลตอบแทนที่มากกว่าเพียงเล็กน้อยในแต่ละปี สามารถสร้างเป็นเงินก้อนจำนวนใหญ่มากให้กับนักลงทุนได้เลยทีเดียว
ตอนที่ 5 (1 ก.พ. 54)
การวิเคราะห์ธุรกิจด้วยตัวเอง
การลงทุน ไม่ใช่เรื่องของการร่ำเรียนมาทางด้านการเงิน การบัญชี แล้วก็ทำการคำนวณตัวเลขอัตราส่วนสารพัด แล้วนำไปใช้งานแค่นั้น แต่เป็นเรื่องของการรอบรู้ ที่จะต้องคอยสังเกตความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเรา การลงทุนเป็นเรื่องของการคอยจับตาดูแนวโน้มของสิ่งต่างๆ และพิจารณาว่าแนวโน้มเหล่านั้นจะมีผลอะไรต่อธุรกิจอะไรบ้างหรือไม่อย่างไร
นักวิเคราะห์ธุรกิจชั้นดี จะมีแนวทางการวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ถ้าเราสามารถทำการวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างที่นักวิเคราะห์ฝีมือดีทำ ผลที่ได้ก็น่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับหนึ่ง แนวทางการวิเคราะห์ที่ดี จะมีหลักการในการสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของโลกรอบๆ ตัวเรา คนเราทุกคนล้วนมีทักษะในการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนก็มีความสามารถไม่เท่ากัน และที่สำคัญ คนเราจะต้องมีความสามารถในการเลือกที่จะวิเคราะห์อะไร อย่างไร เพราะทุกวันนี้เราถูกล้อมรอบด้วยข้อมูลต่างๆ เต็มไปหมดตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งนอนหลับไป
ลองยกตัวอย่างกันให้เห็นนะครับ อย่างเช่นร้านอาหารละกัน จะเห็นว่า บางย่าน มีร้านอาหารเต็มไปหมด เช่นริมถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา หรือว่าถนนเกษตร-นวมินทร์ เป็นต้น เราก็คงจะต้องลองคิดเล่นๆ นะครับว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ไปเปิดที่อื่นกันบ้างไม่ได้หรือ หรือว่าถ้าร้านนี้ ไปเปิดข้างๆ ร้านนั้น จะเกิดอะไรขึ้น ทำนองนี้
คำถามพื้นฐาน 4 ข้อเมื่อเราพิจารณาธุรกิจ
เมื่อเราเกิดความสงสัยในธุรกิจอะไร อย่างที่ยกตัวอย่างเรื่องภัตตาคารที่ผ่านมา ลองถามคำถามข้างล่างนี้ดูเช่น
1. เป้าหมายของธุรกิจนั้น คืออะไร
2. ธุรกิจนั้น จะมีรายได้ หรือกำไร มาได้อย่างไร
3. ธุรกิจนั้น มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือไม่ หรือว่า มีฝีมือการทำธุรกิจดีหรือไม่
4. เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว ธุรกิจนั้นมีความพิเศษแตกต่างจากคู่แข่งหรือไม่
เมื่อเราเริ่มที่จะถามคำถามเหล่านี้ นั่นคงเราเริ่มคิดแบบนักวิเคราะห์ชั้นดีแล้ว และจะทำให้เราต้องเพิ่มการสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เราสนใจ ลึกลงไปอีก การฝึกตัวเองให้ถาม ให้สังเกต ให้คิด บ่อยๆ อย่างนี้ ทำให้เราลับคมความคิดของเราขึ้นทุกวันๆ และทำให้เรามีความสามารถในการหาโอกาสในการลงทุน ในการทำเงิน ได้ดีขึ้น
ตอนที่ 6 (2 ก.พ. 54)
ย้อนกลับไปเรื่องของภัตตาคาร เป้าหมายหรือหน้าที่ของธุรกิจภัตตาคาร ก็คือทำอาหารให้คนกิน (อ้าว... จะให้เติมลมยางรถให้หรือจ๊ะ) ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของธุรกิจนี้ แม้ว่าภัตตาคารหรือผับ (หรือจะผับๆ อะไรก็ตามเถิดจ้า) บางที่จะมีวงดนตรี พนักงานเสริฟ น้องๆ เด็กเชียร์เบียร์ แม้แต่โคโยตี้ อะไรก็ตามแต่ รวมเข้ามาไว้ในร้านนั้นด้วย ในบางครั้ง การพิจารณาว่าหน้าที่หรือเป้าหมายของธุรกิจหนึ่งๆ นั้นคืออะไร อาจจะไม่ใช่เรื่องงานก็ได้ เพราะว่าอาจจะเกิดการผสมกันของบริการ/สินค้า หลายๆ อย่าง แต่ก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนอย่างพวกเราที่จะต้องพิจารณาว่า การมีสินค้า/บริการแปลกๆ ปนๆ มาในธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม หรือว่าเข้าท่า หรือไม่ครับ
เมื่อเรารู้แล้วว่า เป้าหมายหรือหน้าที่ของธุรกิจที่เราสนใจนั้นคืออะไรกันแน่ ก็ลองมาดูที่การทำเงินของธุรกิจกันบ้าง ว่ามีวิธีอย่างไรที่จะหาเงินและทำให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานขึ้นมาได้ ในตัวอย่างเรื่องภัตตาคารหรือร้านอาหาร นักลงทุนอาจจะลองคิดดูว่า ต้นทุนของอาหารต่างๆ ที่อยู่ในร้านนั้นเป็นเท่าไร และร้านสามารถคิดราคาแพงเป็นพิเศษเพราะว่ามีดนตรี เด็กเสริฟ เด็กเชียร์เบียร์ ฯลฯ อยู่ในร้านด้วย ได้หรือไม่ และแนวทางการทำธุรกิจเป็นแบบ ต้องการขายราคาถูกแต่จำนวนมาก หรือว่าขายจำนวนน้อยแต่ว่าราคาสูง เป็นต้น
จากนั้นก็ ลองถามตัวเองดูว่า ร้านอาหารหรือภัตตาคารที่เรากำลังสนใจอยู่นั้น ทำมาค้าขายเป็นอย่างไรบ้าง อย่าเพิ่งไปกังวลกับการขุดคุ้ยค้นหาพวกงบการเงินอะไรมาดู ขั้นตอนนี้ ยังไม่ต้องก็ได้ ลองดูแค่สภาพทั่วๆ ไปก่อนที่เราเห็นเกี่ยวกับธุรกิจนั้น เช่นว่า ถ้าเป็นเรา (หรือเพื่อนๆ เรา) เราจะเลือกภัตตาคารอย่างไร เราจะเลือกอันไหนเพราะว่าอะไร เราเปลี่ยนภัตตาคารบ่อยๆ ไหม (อาจจะเพราะว่าเบื่อนักร้อง รำคาญนักดนตรี ไม่มีโคโยตี้ อะไรก็แล้วแต่) หรือว่าเรากินไม่เลือก อันไหนก็ได้ที่สะดวก มีคนมาใช้บริการกันเยอะไหม ที่จอดรถแน่นตลอดหรือเปล่า หรือว่าไปทีไรก็ว่างตลอดจอดได้สบายลุกนั่งสะดวกแม่ครัวนั่งหลับเด็กผับนั่งหาว หรือว่ามีลูกค้าเก่าๆ แวะเวียนมาเป็นประจำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านหลังที่สี่ (เออ สองกับสาม ไปไหนล่ะ) การตกแต่งภายในเป็นอย่างไร พนักงานต้อนรับดีไหม อาหารดีดนตรีไพเราะนักร้องอร่อย (คือคุยอร่อย สนุก ครับ อย่าคิดเป็นอื่น) หรือเปล่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่่น่าสนใจจะต้องวิเคราะห์ทั้งสิ้น
ถ้าเราคิดว่า เราเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจนั้นได้ในระดับหนึ่งแล้ว (อย่างน้อยก็ในฐานะของผู้สังเกตการณ์ล่ะ) ลองใช้เวลาสักนิด พิจารณาว่า ธุรกิจนั้นเป็นอย่างไรในสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน (และอนาคต) อ่ะพูดกันง่ายๆ ก็คือ มีดีอะไรมากกว่าคนอื่นหรือคู่แข่งบ้าง
อย่างแรกที่เราต้องดูคือ มีการแข่งขันมากไหมในอุตสาหกรรมนั้น ยกตัวอย่างของภัตตาคาร จะเห็นว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย คือมีหลายร้านให้เลือกเหลือเกิน แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่นคอมพิวเตอร์ล่ะ ในโลกนี้มีคอมพิวเตอร์มากมายสักกี่ยี่ห้อที่เราสามารถเลือกซื้อกันได้บ้าง ก็คงมีไม่มาก อ่ะ นี่ก็แสดงว่าการแข่งขันของคอมพิวเตอร์นั้นมีน้อยกว่าภัตตาคารมากล่ะสิ - ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นหรอก แต่อาจจะเป็นเพราะว่าการจะเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ หรือสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น จะต้องใช้เงินทุนมากกว่าการเปิดภัตตาคารมาก หรือไม่ก็เป็นเพราะสภาพการแข่งขันนั้นดุเดือดอยู่แล้ว จนไม่มีใครอยากเข้ามาใหม่ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ซึ่งแตกต่างจากภัตตาคารที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเปิดร้าน หรืออาจจะเป็นเพราะว่าการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขายนั้นยากกว่าเยอะ หรือว่าเป็นธุรกิจที่จะต้องต่อสู้กันด้วยราคาแต่เพียงอย่างเดียว (จริงๆ แล้ว ไม่มีธุรกิจไหนที่ต่อสู้กันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวหรอก มีแต่คนเรานี่แหละที่คิดว่าลูกค้าจะต้องชอบของที่ถูกกว่าเสมอ) การถามคำถามเพวกนี้กับตัวเราเอง จะทำให้เราเห็นภาพว่า ในวันนี้หรือวันข้างหน้าถ้าธุรกิจจะต้องมีคู่แข่ง ธุรกิจนั้นจะทำอย่างไรในการเอาตัวรอดและชนะคู่แข่งได้
การถามคำถามพวกนี้มากๆ เข้า อาจจะทำให้ดูเหมือนเราเริ่มเพี้ยน แต่การคิดแบบนักวิเคราะห์เป็นการถามเพื่อทำความเข้าใจว่าธุรกิจอะไร ทำงาน ทำเงินได้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน มีการเติบโตหรือไม่อย่างไร และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้หรือไม่ หรือว่าคู่แข่งทำธุรกิจนั้นได้ดีกว่า เรื่องพวกนี้ในหลายๆ ครั้งก็ถูกแสดงออกมาในงบการเงินด้วยเช่นกัน และก็ยังมีผู้ชำนาญการได้ทำการวิเคราะห์เรื่องพวกนี้ไว้ให้เราอยู่แล้ว เราก็มีหน้าที่ติดตามดูและพิจารณาว่าน่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่
ตอนที่ 7 (3 ก.พ. 54)
การพิจารณาโครงสร้างธุรกิจ: เกราะป้องกันธุรกิจ
ในการพิจารณาวิเคราะห์ด้านการลงทุน สิ่งที่ต้องดูเป็นพื้นฐานก็คือตัวธุรกิจเอง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขต่างๆ ในงบการเงิน และหน้าที่ของนักลงทุนก็คือ ต้องหาบริษัทชั้นเลิศที่แตกต่างจากบริษัทธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปให้ได้ หลักการหนึ่งที่มีประโยชน์ก็คือการเสาะหา "เกราะป้องกัน" ของธุรกิจ แม้ว่าพวกเราจะไม่ค่อยได้ยินคำๆ นี้บ่อยนักเหมือนกับคำเช่นอัตราส่วน P/E หรือ กำไรจากการดำเนินงาน, กำไรสุทธิ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่า "เกราะป้องกัน" นี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการประเมินค่าของธุรกิจเลยทีเดียว
"เกราะป้องกัน" เหล่านี้ พูดง่ายๆ ก็คือลักษณะที่ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้และกำไรในระยะเวลานานต่อไปในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้ความสำคัญในการพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีความเฉพาะ และมีกำแพงป้องกันตัวเองจากการแข่งขันแล้ว บริษัทหรือธุรกิจนั้นก็มีโอกาสที่จะสร้างตัวเองให้เติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ ในอนาคต
เรื่องของเกราะป้องกันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่าเมื่อใดที่บริษัทหนึ่งออกผลิตภัณฑ์หนึ่งขึ้นมา ในไม่ช้าไม่นานก็จะมีคู่แข่งออกผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกันออกมา ซึ่งถ้าไม่มีประสิทธิภาพดีเท่ากัน ก็มักจะดีกว่า เรียกง่ายๆ ว่าสามารถที่จะถูกเลียนแบบได้ง่าย หรือหัวเราะทีหลังย่อมดังกว่า หรือว่าคลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า อะไรก็ตามทีเถิดครับ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นบอกไว้ว่า ในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ คู่ต่อสู้จะทำให้กำไรส่วนที่มากกว่าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นหดเหลือน้อยลงๆ หรือพูดง่ายๆ อีกอย่างได้ว่า การแข่งขันทำให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่สามารถมีการเติบโตของรายได้และกำไรสูงๆ เป็นเวลานานๆ ได้เนื่องจากความได้เปรียบนั้นจะถูกเลียนแบบได้
คราวนี้เรามาลองพิจารณาว่าบริษัทหนึ่งๆ มีเกราะป้องกันธุรกิจของเขาหรือไม่อย่างไรกันดู โดยลองดูตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ลองดูความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอดีต ดูว่าสามารถมี ROA และ ROE สูงได้ตลอดเวลาหรือไม่ ตัวเลขพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่า บริษัทมีความพิเศษและสามารถใช้ความพิเศษนั้นให้คงอยู่ได้เสมอต้นเสมอปลายหรือเปล่า จริงๆ แล้วการวิเคราะห์เรื่องของเกราะป้องกันธุรกิจนี้ เป็นเรื่องของ qualitative (เชิงคุณภาพ) แต่ว่าผลของมันก็จะสะท้อนออกมาในรูปของตัวเลขทางการเงินด้วย
2. สมมติว่า บริษัทที่เราสนใจ มีตัวเลขทางการเงินดีมาสม่ำเสมอ ก็ลองพิจารณาต่อไปอีกว่า กำไรต่างๆ ที่ได้มานั้น มาจากความได้เปรียบเป็นพิเศษของตัวบริษัทนั้นหรือเปล่า หรือว่าเป็นสิ่งที่สามารถเลียนแบบกันได้ง่ายจากคู่แข่ง ยิ่งการเลียนแบบทำได้ยากแค่ไหน การรักษาความได้เปรียบของธุรกิจไว้ก็ยิ่งง่ายเท่านั้น
ตอนที่ 8 (4 ก.พ. 54)
3. ลองพิจารณาดูว่า ใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ที่บริษัทจะยังคงได้เปรียบอยู่ ว่ากันง่ายๆ คือ คู่แข่งยังโงหัวไม่ขึ้น (อืม ภาษาชาวบ้านมากๆ ขออภัย) เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า ช่วงเวลาที่บริษัทยังคงมีความได้เปรียบอยู่ ซึ่งอาจจะสั้นแค่ไม่กี่เดือน หรือยาวนานเป็นหลายสิบปีก็ได้ ยิ่งนานยิ่งดีครับ
4. ลองคิดถึงเรื่องโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมดู มีการแข่งขันในระดับสูงหรือเปล่า อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง มักจะไม่สามารถมีการเติบโตของกำไรได้สูงมากในระยะเวลาติดต่อกันนานๆ คือบางปีอาจจะมีกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย เป็นต้น
จากการลองพิจารณาศึกษา สารพัดธุรกิจต่างๆ จะสรุปได้ว่า
เกราะป้องกันธุรกิจนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4-5 อย่างคือ
ก) การเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ อันนี้เรียกได้ว่าเอาราคาเข้าสู้ หรือเข้าขู่ ก็แล้วแต่ล่ะครับ ธุรกิจประเภทนี้ จะมีขนาดใหญ่ยอดขายสูง แต่ว่าอัตรากำไรไม่สูง เรียกว่าเอาราคาเข้าสู้ ได้การประหยัดจากปริมาณการผลิตหรือการขายที่สูง (economics of scale) คู่ต่อสู้รายใหม่ๆ ก็ไม่กล้าเข้ามา เนื่องจากปริมาณการขายไม่มากเท่ากับเจ้าเก่าที่ทำอยู่ ตัวอย่างเช่นห้างขายสินค้าแบบยกเข่งขนาดใหญ่ๆ ที่ขายด้วยราคาที่ต่ำมาก เพราะว่าได้สินค้ามาในราคาต่ำกว่าเนื่องจากซื้อมาทีละมากๆ ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงได้
ข) การเป็นผู้ที่มีสินค้าและบริการที่เป็นพิเศษจริงๆ เหนือกว่าคนอื่น เช่นมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า หรือว่ามีสิทธิบัตรพิเศษที่คนอื่นไม่มี แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เรื่องนี้ต้องระวังเหมือนกัน เนื่องจากคนเทคโนโลยีมีการพัฒนาตลอดเวลา และสิทธิบัตรที่เป็นเรื่องที่ค้นคิดกันอยู่ตลอดเวลาที่ได้เปรียบอยู่ในวันนี้ อาจจะเสียเปรียบในวันหน้าก็ได้
ค) จับตัวลูกค้าเอาไว้ ด้วยการที่ให้บริการสินค้าหรือบริการที่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงสูง ค่าใช้จ่ายนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนจากสินค้าและ/หรือบริการที่ใช้อยู่อย่างหนึ่งจากผู้ขายคนหนึ่ง ไปเป็นอีกอย่างหนึ่งจากผู้ขายอีกคนหนึ่ง แบบนี้ ผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะว่าต้องเสียเงินและเสียเวลามากในการเปลี่ยน
ตอนที่ 9 (5 ก.พ. 54)
ง) ผลดีที่เกิดจากเครือข่ายที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ข้อได้เปรียบนี้เกิดขึ้นเมื่อยิ่งมีจำนวนผู้ใช้หรือลูกค้าของธุรกิจนั้นมากขึ้น ธุรกิจนั้นยิ่งมีข้อแข็งแกร่งมากขึ้นๆ เพราะเครือข่ายใหญ่ขึ้นเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจนั้น ยกตัวอย่างเช่นเว็ปไซต์ ebay ยิ่งมีคนขายและคนซื้อมากขึ้น ตัว ebay เองก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะทั้งผู้ซื้อ จะหาอะไรก็พบได้เพราะมีผู้ขายจำนวนมาก คนขาย จะขายอะไรก็ขายได้เพราะว่ามีคนจำนวนมากมาหาของสารพัดชนิด เป็นต้น
จ) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น บางบริษัทมีข้อได้เปรียบเหนือว่าคู่แข่งเนื่องจากมีคุณสมบัติอื่นเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้เป็นของที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น ยี่ห้อ ตราสินค้า ลิขสิทธิ์ สัมปทาน หรือข้อได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ ในบางกรณี คู่แข่งทุกๆ เจ้าในอุตสาหกรรมนั้นอาจจะอยู่ได้ หรือขายได้ด้วยสิ่งที่เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่างที่อาศัยยี่ห้อในการขาย หรือสามารถขายได้ด้วยราคาที่สูงกว่าปกติได้เป็นต้น ตัวอย่างเช่น กระเป๋าสตรี ไม่ว่าจะยี่ห้อหลุยส์ กุ๊ชชี่ หรือแว่นตา ทำไมต้องเป็นเรย์แบน หรือยี่ห้ออื่นๆ ที่ราคาสูงลิ่ว เป็นต้น
ฉ) คู่แข่งถูกกันเอาไว้ ไม่ให้สามารถเข้ามาได้ เช่นการที่มีสิทธิบัตรหรือใบอนุญาตต่างๆคุ้มครองอยู่ การที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากในการเข้ามาร่วมทำธุรกิจ หรือการที่เป็นธุรกิจที่ได้รับสัมปทาน มีลูกค้าจำนวนจำกัดและแข็งแกร่งกันอยู่แล้ว แม้กระทั่งมีอัตรากำไรที่ต่ำแม้จากยอดขายที่สูง (จุดคุ้มทุนสูง) พวกนี้จะเป็นการกันไม่ให้คู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาได้ง่ายนักในอุตสาหกรรม
อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเสริมก็คือ เป็นไปได้ที่ บริษัทหนึ่งๆ สามารถจะมีเกราะป้องกันธุรกิจหลายแบบได้ ตัวอย่างเช่นบริษัทหนึ่งอาจจะใช้ผลจากเครือข่ายในขณะที่ใช้ผลดีจากการประหยัดด้วยขนาดคือมีต้นทุนราคาต่ำกว่าไปพร้อมๆ กัน หลักการโดยทั่วๆ ไปคือ ยิ่งบริษัทหรือธุรกิจมีเกราะป้องกันหลายอย่างเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยจากการแข่งขันมากเท่านั้น
การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว เกี่ยวข้องไปมากกว่าการมองหาธุรกิจที่แข็งแกร่ง หรือหาธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หรือซื้อหุ้นที่ราคาถูกกว่าความจริง การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องขึ้นกับการได้เลือกลงทุนในธุรกิจที่สามารถยืนยงต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคในระยะเวลานานได้อีกด้วย เกราะป้องกันธุรกิจชนิดต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาใช้ในการพิจารณาเลือกธุรกิจที่จะลงทุน การมองหาและพิจารณาเรื่องพวกนี้อาจจะต้องใช้แรงมากกว่าการดูตัวเลขทางบัญชีต่างๆ อีกสักหน่อยแต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญและควรทำเนื่องจากเป็นการสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนในการลงทุน และการที่กิจการสามารถทำกำไรได้ดีได้มาก สุดท้ายก็จะสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้นนั่นเอง
ตอนที่ 10 (7 ก.พ. 54)
เพิ่มเติมในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน
ที่ผ่านมา เราได้คุยเรื่องของเกราะที่ทำหน้าที่ป้องกันธุรกิจแบบต่างๆ กัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เกราะเหล่านี้ของแต่ละบริษัทก็มีไม่เหมือนกันและมีคุณภาพไม่เหมือนกัน (เปรียบไปก็เหมือนกับเกราะที่นักรบโบราณเขาใส่กันแหละครับ มีทั้งทำจากหนังสัตว์หรือโลหะชั้นดี หรือมีความหนาต่างกัน ดังนั้นก็สามารถป้องกันศาสตราวุธได้ไม่เหมือนกัน) การที่จะดูว่าบริษัทมีเกราะป้องกันธุรกิจของตัวเองดีแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย และเป็นกระบวนการที่อาจจะพิสดารสักหน่อย มาคราวนี้เราจะมาลองพิจารณาแบบจำลองที่อาจจะบอกได้ถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกัน
พลังขับดัน 5 ประการของ Micheal E. Porter
ในหนังสือเรื่อง กลยุทธ์การแข่งขันของไมเคิล อี พอร์เตอร์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1980 กล่าวถึงเรื่องของการแข่งขันในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งวางรากฐานของการมองสภาพการแข่งขันระหว่างธุรกิจหนึ่งๆ กับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และพิจารณาดูว่าตำแหน่งของธุรกิจนั้นๆ อยู่ในสภาพอย่างไรในอุตสาหกรรม (สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้หรือไม่อย่างไร) ส่วนใหญ่แล้วก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องของเกราะป้องกันธุรกิจอยู่มาก และทำให้เข้าใจสภาพการแข่งขันของธุรกิจว่าเป็นอย่างไร
1) อุปสรรคในการเข้าทำธุรกิจของผู้เล่นรายใหม่ (Entry Barrier) ยิ่งมีอุปสรรคมาก คือไม่ใช่ใครก็สามารถเข้ามาทำได้ ยิ่งดี เช่นต้องอาศัยเงินทุนมหาศาล มีจุดคุ้มทุนยาวไกล หรือว่าต้องได้รับสัมปทานหรือสัญญาซื้อในระยะยาว ตัวอย่างเช่นการสร้างมหาวิทยาลัย หรือสร้างโรงกลั่นน้ำมัน บริษัทขุดเจาะน้ำมัน บริษัทให้บริการกิจการสื่อสารโทรคมนาคมบางประเภท เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เริ่มกันได้ง่ายๆ สำหรับผู้เข้าแข่งขันรายใหม่ๆ
2) กำลังของผู้ซื้อ (Customer's Bargaining Power) ถ้าผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมาก ธุรกิจอาจจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก หรือผู้ซื้อสามารถซื้อใครก็ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับธุรกิจ ยิ่งผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองน้อย ยิ่งเป็นผลดีกับธุรกิจ
ตอนที่ 11 (8 ก.พ. 54)
3) กำลังของผู้ที่เตรียมวัตถุดิบหรือบริการสำคัญให้ ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท ยิ่งผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองน้อยยิ่งดี
4) การรุกรานของสิ่งที่ทดแทน สมมติว่าบริษัทผลิตอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้การได้ดี แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง อุปกรณ์นั้นกลับล้าหลังไปแล้วถูกทดแทนด้วยของที่ใหม่กว่า เช่นนี้ธุรกิจก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เรื่องนี้ต้องดูว่า มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ด้วยราคาที่ถูกกว่าหรือคุณภาพดีกว่าหรือไม่ ธุรกิจประเภทเทคโนโลยีชั้นสูง จะตกอยู่ในสภาพอย่างนี้คือ ไม่นานผลิตภัณฑ์ก็ล้าสมัยไปได้เร็ว
5) สภาพการแข่งขันกันเองภายในอุตสาหกรรมนั้น ต้องดูว่าสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร บริษัทแต่ละบริษัทใช้สารพัดกลยุทธ์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาโดยยอมลดราคาหรือได้กำไรน้อยลงหรือไม่ หรือว่าอุตสาหกรรมมีกำลังผลิตที่เหลือมากและแต่ละบริษัทมีจุดคุ้มทุนที่ยอดขายสูง หากเป็นแบบนี้ย่อมทำให้สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้นสูงมากอย่างแน่นอน
เมื่อเรานำหลักการเรื่องแรงขับดัน (หรือแรงขัดขวางความเจริญ ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ) ทั้ง 5 ประการของพอร์เตอร์มาพิจารณา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถพิจารณาได้ว่าธุรกิจมีเกราะป้องกันได้ดีแค่ไหน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ เราก็จะพอคาดเดาสภาพในอนาคตของบริษัทหนึ่งๆ ได้ ยิ่งถ้าหากบริษัทมีเกราะป้องกันที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่มีคู่แข่งที่เข้มแข็ง แข็งแรง และมีเงินทุนหนารวมทั้งต้องการฟาดฟันคู่ต่อสู้อื่นให้ล้มหายตายจากไป ธุรกิจก็ย่อมอยุ่ในสภาพที่ลำบากอย่างแน่นอน
เมื่อนักลงทุนคัดเลือกบริษัทที่ตัวเองสนใจออกมาแล้ว การพิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าธุรกิจนั้นมีความสามารถในการแข่งขันดีหรือไม่เพียงใด เป็นสิ่งที่จะทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น การที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันต่ำ อาจจะไม่เลวร้ายขนาดที่จะทำให้ธุรกิจต้องล้มหายตายจากไป แต่ว่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรต่ำลงๆ เนื่องจากถูกคุกคาม สุดท้ายก็จะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กับนักลงทุนมากกว่า
อาจจะมีนักลงทุนบางส่วนที่เก่งพอที่จะเข้าซื้อหุ้นในช่วงจังหวะเวลาที่หุ้นตกลงอย่างรุนแรง และถือไว้เพียงในระยะเวลาสั้น แล้วก็ขายหุ้นนั้นไป แต่ในฐานะของนักลงทุนแบบยั่งยืนในระยะยาวแล้ว วิธีการแบบนั้นอาจจะไม่ใช่วิธีที่นักลงทุนแบบนี้เลือกจะทำ เนื่องจากนักลงทุนระยะยาวคิดว่า การยอมเสียเวลาคัดเลือกบริษัทชั้นเลิศจะให้ผลตอบแทที่ดีกว่าในระยะเวลายาวกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า
ตอนที่ 12 (9 ก.พ. 54)
การพิจารณาคุณภาพในการบริหารจัดการ
เป็นไปไม่ได้ที่บริษัทต่างๆ จะดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยตัวมันเองโดยปราศจากคน ดังนั้นจะกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ก็คือว่า ธุรกิจก็คือคนที่กำลังทำหน้าที่บริหารจัดการมันอยู่นั้นเอง การที่เราระลึกไว้เสมอว่า "ผู้บริหารและบุคคลากรของบริษัท" เป็นคนทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ต่างหาก จะทำให้เราไม่ลืมว่ายังมีแง่มุมนี้ด้วยที่นักลงทุนจะต้องพิจารณา ในท้ายของเรื่องนี้เราจะมีตัวอย่างของคำถามหรือจุดที่จะต้องพิจารณาเมื่อเราต้องการเลือกลงทุนในบริษัทหนึ่งๆ
ทำไมผู้บริหารจึงมีความสำคัญ
ผู้บริหารเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดมากกับการบริหารจัดการ และเรื่องราวภายในต่างๆ ของบริษัท หากได้บุคคลที่ไม่มีความสามารถ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ผู้บริหารเหล่านี้มีวิธีมากมายที่จะหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพรรคพวกได้ (โดยที่ไม่ผิดกฏหมายด้วย) ดังนั้นนักลงทุนควรจะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารใได้มากที่สุดโดยการพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือแม้แต่ในธุรกิจนั้นเอง อาจจะโดยการเข้าพบเป็นการส่วนตัว พูดคุยกับพนักงานของบริษัท คุยกับบริษัทคู่แข่งขัน คุยกับลูกค้าของบริษัท ตลอดจนผู้ที่ขายวัตถุดิบให้กับบริษัทเป็นต้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์มืออาชีพแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นข้อมูลที่จะต้องทราบ แต่ในฐานะของนักลงทุนรายย่อย ข้อมูลพวกนี้เราอาจจะหาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหาไม่ได้เลย
สุดท้ายแล้ว นี่คือเรื่องของความเชื่อถือและไว้ใจ นั่นคือในฐานะนักลงทุน เราต้องถามตัวเองด้วยว่า เราสามารถเชื่อและไว้ใจให้ผู้บริหารเหล่านี้ ดำเนินกิจการแทนเราได้หรือไม่??
ตอนที่ 13 (10 ก.พ. 54)
เราในฐานะนักลงทุนรายย่อย สามารถที่จะทำความเข้าใจและรู้จักผู้บริหารต่างๆ ได้จากข้อมูลส่วนตัว ผลงานที่ผ่านมา ประวัติการทำงาน ในเว็ปไซต์ของตัวบริษัทเอง ตลอดจนดูวิธีการตอบคำถามของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างๆ แล้วก็มาพิจารณาว่า เราสามารถที่จะเชื่อถือไว้ใจให้กลุ่มผู้บริหารนี้ทำงานดูแลกิจการแทนเราหรือไม่ แต่ในหลายๆ กรณี ผู้บริหารก็เติบโตมากับบริษัทและข้อมูลต่างๆเหล่านี้ก็ไม่ได้สามารถหาได้ง่ายนัก แต่จุดหนึ่งที่สำคัญและนักลงทุนควรสังเกตคือ ดูว่าผู้บริหารเหล่านี้มีวิธีการทำงานและวัดผลการทำงานของพวกเขาอย่างไร หรือว่าได้ทำตามที่สัญญาต่างๆ เอาไว้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เป็นต้น
การซื้อธุรกิจ
การซื้อหุ้น ก็เหมือนเป็นการซื้อบางส่วนของธุรกิจนั่นเอง คือผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของส่วนของธุรกิจ และสมมติว่าเราได้ซื้อธุรกิจเอาไว้ และต้องการถือหุ้นนั้นไว้ คือเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ เป็นเวลานานแสนนาน เราจะดูได้อย่างไรล่ะว่า ผู้บริหารต้องการที่จะทำธุรกิจร่วมกันกับเรา?
นักลงทุนควรจะมองหาบริษัทที่ให้ข่าวสาร หรือติดต่อสื่อสารกับนักลงทุนอย่างโปร่งใส มีการแยกแยะอย่างชัดเจนออกจากกันระหว่างเรื่องงานทางธุรกิจและเรื่องผลประโยชน์หรือความคิดส่วนบุคคล มีการตั้งเป้าหมายในการทำงานและประเมินอย่างตรงไปตรงมา การดูการตั้งเป้าหมายและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับพรรคพวกตัวเอง เป็นสิ่งที่นักลงทุนสามารถสังเกตได้ว่าผู้บริหารเหล่านั้นมีความจริงใจในการทำงานเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น (ซึ่งคือเจ้าของบริษัท) หรือไม่อย่างไร
ถึงแม้ว่าจะเป็นการยากที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะเข้าไปสืบเสาะแสวงหาดูลักษณะการทำงาน หรือการบริหารจัดการว่าทำได้ดีหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะปล่อยยกเลิกความตั้งใจส่วนนี้ไปเสียเลย แต่นักลงทุนก็ยังมีทางเลือกอื่นโดยการดูจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณชนในการที่จะประเมินความสามารถหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นนามธรรมสุดๆ อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการบริหารจัดการนี้ โดยสิ่งที่เราต้องจับตาดูก็คือความโปร่งใสในการบริหาร (Good Governance) เนื่องจากคงต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้บริหารของบริษัทบางบริษัท มองเห็นที่ทำงานของตัวเองเป็นเหมือนกับธนาคารส่วนตัว (ที่ไม่ต้องฝากเงิน แต่มีเงินให้ถอนได้ตลอด) อยู่
ตอนที่ 14 (11 ก.พ. 54)
จุดที่ต้องลองตรวจสอบ
เหมือนกับเล่นเกม 20 คำถามล่ะครับ เพื่อที่จะดูว่าการบริหารจัดการเป็นอย่างไร มีฝีมือหรือไม่ และผู้บริหารตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นหรือไม่ ลองดูกันนะครับว่าพวกเราควรจะต้องดูอะไรบ้าง จุดที่ต้องพิจารณาบางจุดอาจจะต้องใช้ความรู้ทางด้านบัญชีนิดหน่อย แต่คงไม่เกินความสามารถของพวกเรานักลงทุนที่จะเรียนรู้
เรื่องของความโปร่งใส
1. มีการใช้ตัวเลขประเภท "ค่าใช้จ่ายที่เปิดขึ้นเพียงครั้งเดียว" มากเกินไปหรือเปล่า ทุกอย่างที่ทำและประกาศผลทางการเงินออกมา เป็นการประกาศสิ่งที่คิดคำนวณตามมาตรฐานทางบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปหรือไม่ พุดอีกอย่างคือ มีปัญหากับผู้สอบบัญชีที่จะต้องมีข้อสังเกตบ่อยๆ หรือเปล่า
2. บริษัทมีมาตรฐานทางบัญชีที่มั่นคงหรือเปล่า หมายความว่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยไหม การทำแบบนั้นบ่อยๆ อาจจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังหลบซ่อนอะไรบางอย่างได้
3. บริษัทประกาศเปลี่ยนตัวเลขทางบัญชีไปมาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการปรับมาตรฐานทางบัญชีหรือเปล่า หรือว่ามีอาการออกงบการเงินช้า ไม่ยอมออกสักที ออกแล้วก็แก้อีก อะไรทำนองนี้เป็นต้น
4. มีการจ่ายเงินกันเองเช่นเงินโบนัสพิเศษมากเกินไปหรือไม่ (เมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน) ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะเรียกว่า ชงเอง ยิงเอง เอาเงินเข้ากระเป่ากันเอง ต้องระวังให้ดีนะครับ
ตอนที่ 15 (12 ก.พ. 54)
ความเป็นมิตรกับผู้ลงทุน
5. มีการใช้ข้อมูลภายในในการออกเสียงหรือเปล่า
6. บริษัทได้จัดการป้องกันการครอบงำกิจการที่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีผลให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่าส่วนของเจ้าของเดิมหรือผู้บริหารหรือไม่
7. คะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นถูกต่อต้าน โดยสิ่งต่อไปนี้หรือไม่ ก) ความขี้เกียจหรือชักช้าของผู้บริหาร ข) การแทรกแซงของผู้บริหารในกระบวนการลงคะแนนเสียง ค) การรวมกลุ่มกันของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ (คือ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยโหวตอย่างไรก็ไม่ชนะแน่)
8. ประธานกรรมการกับประธานบริษัทเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
9. คณะกรรมการหรือผู้บริการมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกัน ที่เป็นที่ต้องสงสัยว่าจะทำการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเอาไว้เป็นหลักหรือเปล่า
ตอนที่ 16 (13 ก.พ. 54)
ค่าตอบแทน, การเป็นเจ้าของ, และการบริการดูแล
10. คณะกรรรมการมีการจัดการค่าตอบแทนในลักษณะของการทำงานในฐานะลูกจ้างเท่านั้นหรือไม่ หรือว่ามีการใช้รางวัลอย่างอื่นในการตัดสินใจที่ทำให้เกิดประโยชน์อื่นๆ แต่บริษัทเพิ่มเติมเข้าไปอีก
11. ในสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ บริษัทได้มีการแจกหุ้นสำหรับพนักงานมากกว่า 3% ในแต่ละปีหรือไม่
12. ในยามที่สถานการณ์ไม่ดี เช่นผลประกอบการออกมาไม่ดีนัก มีผู้บริหารได้รับโบนัสพิเศษที่จะทำให้ไม่ลาออกหนีไปไหน หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายแบบหักดิบกลางปล้องหรือว่าได้รับผลประโยชน์อื่นใดเป็นพิเศษหรือเปล่า เรียกว่า นอกจากผลงานการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะแย่อันอาจจะเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ดีแล้ว ศึกภายในยังจะกัดกินบริษัทซ้ำเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
13. ส่วนของการเป็นเจ้าของของผู้บริหารระดับสูงมีน้อยเกินไปหรือไม่ คือน้อยเสียจนคิดว่าไม่ได้มีส่วนได้เสีย หรือว่าไม่มีความรู้สึกร่วมว่าเป็นเจ้าของเหมือนกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ ด้วย
14. บรรดาผู้บริหารได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากๆๆๆ หรือไม่ (สังเกต ว่ามี "ๆ" เยอะ) คือเอาเงินส่วนที่เป็นเงินสด มาแจกกันเองมากกว่าที่จะได้เป็นหุ้น (และบังคับว่าจะต้องเก็บไว้เป็นระยะเวลานานหนึ่งๆ) หรือเปล่า
15. การตั้งเป้าหมายในการบริหารงาน เป็นการดูจำเพาะในช่วงระยะเวลสั้น (ผลระยะสั้น) แทนที่จะเป็นผลระยะยาวที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงหรือไม่ หรือว่า การเปิดเผยข้อมูลของคณะกรรมการไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใสพอที่จะทำให้กิดข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่
ตอนที่ 17 (14 ก.พ. 54)
จากทั้ง 15 ข้อข้างต้น ที่เป็นคำถามหรือข้อสงสัยนี้ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน บางอันก็เป็นข้อสังเกต แต่บางข้อก็ถึงกับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างเคร่งครัด ข้อหนึ่งที่นักลงทุนจะต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือข้อ 9 เนื่องจากอาจจะเป็นการแสดงถึงการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสไม่มีธรรมาภิบาลได้ การทำผิดบ่อยๆ หรือทำอะไรเป็นที่ต้องสงสัยบ่อยๆ จะเป็นจุดหรือการกระทำที่นักลงทุนจะต้องจับตาดูว่ามีอะไรผิดปกติกับกลุุ่มผู้บริหาร ที่เห็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญมากกว่าประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเรื่องแบบนี้ก็เช่น บริษัทได้จัดจ้างให้บริษัทย่อยของผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารให้ทำงานอะไรบางอย่าง และจ่ายเงินให้เป็นจำนวนมากอย่างไม่สมเหตุผล หรือบริษัททำการซื้อทรัพย์สินของใครบางคนที่มีอำนาจอิทธิพลควบคุมบริษัท ในราคาสูงและ/หรือทรัพย์สินนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเลย เป็นต้น
สรุป
แม้ว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัท เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเพื่อที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ต่อไป แต่ความสามารถและความโปร่งในการบริหารงานก็เป็นส่วนที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน เพราะหากผู้บริหารไม่โปร่งใสแล้ว การที่นักลงทุนจะนำเงินไปดำเนินกิจการด้วย หรือฝากเงินให้คนเหล่านี้เป็นผู้บริหารดูแล ก็เป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก จุดสังเกตต่างๆ ข้างบนเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะต้องตรวจดูก่อนทำการลงทุนครับ
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ความรู้ทั่วไปสำหรับมือใหม่ในการลงทุน
ความรู้เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน การเงิน แบบภาษาชาวบ้าน โดย มือเก่าหัดขับ
แหล่งรวมความรู้เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน การเงิน และการลงทุนด้านอื่นๆ รวมทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว เพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนและมีความสุข บทความต่างๆ เป็นบทความต้นฉบับโดยผู้เขียน เป็นส่วนประกอบจากความรู้ ประสบการณ์ และความเห็น ขอให้ผู้อ่านตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองก่อนนำไปใช้ กรณีนำบทความไปเผยแพร่ รบกวนระบุแหล่งที่มาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ สงวนลิขสิทธิ์ "มือเก่าหัดขับ" [Email: muegaohudkub@gmail.com]
cr: http://muegao.blogspot.com/p/blog-page_14.html
ความรู้ทั่วไปสำหรับมือใหม่ในการลงทุน
ผมพยายามรวบรวมความรู้เกี่ยวกับหุ้น ตั้งแต่เริ่มต้นเอาไว้ เพื่อให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้ศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะเข้าสู่สังเวียน.. เอ๊ย ขออภัย ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (ที่บางคนก็เรียกว่า ตลาดหลอกทรัพย์บ้าง ตลาด(ห)ลักทรัพย์ บ้าง อันนี้ก็แล้วแต่กรรมแต่วาระนะครับ) ลองค่อยๆ อ่านดูด้านล่างนี้นะครับ เป็นความรู้ทั่วไปสำหรับมือใหม่ในการลงทุน สมควรจะทราบไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
- หุ้นคืออะไร
หุ้น ก็คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของกิจการโดยการร่วมทุน เช่นเมื่อเราต้องการทำธุรกิจกับเพื่อน เราก็เอาเงินมารวมกัน แล้วทำกิจการ และเพื่อป้องกันการคดโกงกันในภายหลัง เราและเพื่อนก็จะต้องทำสัญญาต่อกันว่าได้ลงทุนร่วมกัน รูปแบบหนึ่งที่บอกว่าคนหรือกลุ่มคน ได้ร่วมทุนกันทำธุรกิจ ก็คือการแบ่งเงินทุนออกเป็น "หุ้น" แต่ละ "หนึ่งหุ้น" ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของเท่าๆ กัน คนที่มีหุ้นหรือเรียกว่า "ถือหุ้น" มากกว่า ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของมากกว่าคนที่ถือหุ้นน้อยกว่า เป็นต้น
ผู้ที่ถือหุ้น จะได้รับผลประโยชน์จากการถือหุ้นในหลายลักษณะ เช่นได้รับปันผล, หรือเมื่อมีการเพิ่มทุน ก็จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนผู้อื่น และอาจจะในราคาถูกกว่าผู้อื่น เป็นต้น
หุ้น สามารถจำหน่ายจ่ายโอนกันได้ ดังนั้นแล้วเมื่อมีการจำหน่าย ราคาก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปได้ตามความนิยม หรือตามความสามารถในการทำเงินของกิจการนั้นๆ หากกิจการทำเงินได้ดี ได้มาก และมั่นคง เจ้าของหุ้นก็สามารถขายหุ้นในราคาที่สูงได้ (เพราะมีคน "ยอมจ่ายเงินแพงขึ้น" เพื่อแลกกับกิจการที่มั่นคง, ทำเงินได้ดี นั้นๆ) แต่ในทางตรงกันข้าม หากกิจการประสบภาวะขาดทุน และไม่สามรถแข่งขันได้ ราคาหุ้นก็อาจจะตกต่ำลงมามากเนื่องจากไม่มีใครต้องการ
จริงๆ แล้วที่เราเรียกว่าหุ้น ยังสามารถแบ่งออกได้อีกหลายประเภทคือ หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ, และหุ้นกู้ โดยที่ทั้งสามอย่างนี้ บอกถึงความมีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัท แต่ว่าในลักษณะที่ต่างกัน
- หุ้นสามัญ (Common Stocks)
คือเอกสารที่บอกถึงความมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงเพื่อการบริหารงาน และมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่นสิทธิในเงินปันผล สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน สิทธิในการได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ (วอแรนท์ - Warrant) เป็นต้น ดังนั้น การที่เราเป็นเจ้าของหุ้น ก็เหมือนกับว่าเรามีส่วนในการเป็นเจ้าของบริษัทด้วย โดยผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมในการลงทุนในหุ้นนั้นก็คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผล, ผลตอบแทนจากมูลค่าหุ้นที่ (อาจจะ) เพิ่มขึ้น, และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการซื้อหลักทรัพย์เกี่ยวพันกับบริษัทในราคาต่ำกว่าบุคคลภายนอก ไม่ใช่เพียงแต่การซื้อมาแล้วขายไปเพื่อกำไรที่เกิดขึ้นจากราคาที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว
- หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stocks)
คล้ายกับหุ้นสามัญ เพียงแต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร แต่มีสิทธิประโยชน์ด้านเงินปันผลมากกว่าหุ้นสามัญ กล่าวคือเมื่อบริษัทจะจ่ายปันผล จะต้องจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธินี้ก่อน หลังจากนั้นจึงจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ เป็นต้น รายละเอียดของบุริมสิทธิที่พึงจะมี จะต้องดูในเอกสารของบริษัทนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยทั่วไปแล้ว หุ้นบุริมสิทธิ์มักไม่เป็นที่ดึงดูดในการลงทุนนัก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำสูง และมีสิทธิประโยชน์ (กับบริษัทผู้ออก) ต่ำกว่าหุ้นสามัญ ในขณะที่หากบริษัทถึงกาลมีปัญหาจริงๆ ก็มักไม่เหลือเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นชนิดนี้อยู่ดี นักลงทุนส่วนมากจึงมักหลีกเลี่ยงกัน
- หุ้นกู้ (Bonds)
พวกนี้ จริงๆ แล้วเป็นเอกสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัทผู้ออกหุ้นกู้นั้น ซึ่งก็คือการที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ได้กู้เงินผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นกู้นั้นเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการ โดยสัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทน (ดอกเบี้ยนั่นแหละ) ให้กับผู้ถือเป็นจำนวนเท่าใด เป็นเวลานานเท่าใด และครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อใด ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว บริษัทก็จะนำเงินสดมาซื้อหุ้นกู้นั้นคืนจากผู้ถือตามราคาหน้าตั๋ว ซึ่งก็คือการใช้หนี้นั่นแหละครับ
ทั้งหนี้ หุ้นกู้เอง ด้วยตัวมันแท้ๆ แล้วถือว่าเป็นตราสารหนี้ (ส่วนหุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ เป็นตราสารทุน) แต่หากหุ้นกู้ใดถูกกำหนดไว้ว่าสามารถแปลง (ร่าง) เป็นหุ้นสามัญได้ด้วยตามแต่ที่จะได้ตกลงกันไว้ ก็จะเป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ผู้ลงทุนจะต้องไปตรวจดูรายละเอียดของหุ้นกู้นั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง
มีข้อหนึ่ง ที่ผมอยากจะบอกเล่าให้กับท่านนักลงทุนหน้าใหม่ได้ทราบ คือการซื้อขายหุ้น ก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป คือมันมีราคา เพราะมีคนต้องการ เราขายสินค้าหรือหุ้นได้ทั้งหมดโดยไม่เหลือ ก็เพราะมีคนต้องการสินค้านั้น หรือหุ้นนั้นในปริมาณที่เรามีอยู่ คือวันหนึ่งๆ ซื้อขายกันไม่มากเท่าไร ซื้อยากขายยาก ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหุ้นประเภทสภาพคล่องต่ำนั่นเอง ดังนั้นแล้ว หากเรามีหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ คือไม่ค่อยมีการซื้อขาย การที่เราจะเปลี่ยนเป็นเงิน "ทั้งหมด" คือขายหุ้นได้ทั้งหมดในราคาหุ้นละเท่าๆ กับราคาสุดท้ายบนกระดาน ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก หรือหากเมื่อใด ทั้งที่บริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ เป็นบริษัทที่ดี จ่ายเงินปันผลสูง การเติบโตดี เรียกว่าดีทุกอย่าง แต่ไม่มีใคร Bid เพื่อซื้อหุ้นนั้นบนกระดาน เราก็ขายไม่ได้ นะครับ ดังนั้นแล้ว เมื่อเราซื้อหุ้น (โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ) เราจะต้องคิดว่ามันให้ผลตอบแทนได้ดี เมื่ออยู่กับเราไปเรื่อยๆ เราไม่เดือดร้อนแม้ว่าขายไม่ได้ หุ้นประเภทนี้เราต้องมองเป็นหุ้นลงทุน ไม่ใช่เก็งกำไร เพราะราคาจะกระโดดไปมาได้มาก การ Bid (ต่อราคาเพื่อซื้อ) /Offer (ตั้งราคาเพื่อขาย) อาจจะไม่ต่อเนื่องกันได้ ตรงกันข้ามกับหุ้นประเภทที่มีสภาพคล่องสูงๆ หุ้นเหล่านี้ซื้อง่ายขายคล่อง สามารถเก็งกำไรได้ง่าย (ถ้าจะทำ) อันนี้ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณานะครับ
- ตลาดหุ้นคืออะไร ซื้อแล้วหุ้นไปไหน
ตลาดหุ้นคืออะไร
เมื่อพูดถึงตลาด แน่นอนว่าจะต้องเป็นที่ที่มีสินค้ามากมาย และมีคนนำสินค้ามาขาย ในขณะเดียวกันก็มีคนที่เป็นลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้านั้น โดยปกติแล้วตลาดที่เราเห็นอยู่ ก็จะเป็นสินค้าอาหารแห้ง หรือสิ่งอื่นใดที่สามารถจับต้องเป็นตัวตนได้ โดยที่ถ้าสินค้าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ ก็เรียกว่าตลาดผลไม้ ถ้าสินค้าส่วนใหญ่เป็นข้าว ก็เรียกว่าตลาดข้าว ดังนั้นตลาดหุ้น ก็คือที่ที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นหุ้นนั่นเอง จริงๆ แล้วเรามีชื่อที่เรียกให้ไพเราะหน่อยก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบอกเราให้รู้ว่า จริงๆ แล้วไม่เพียงแต่ว่าเป็นที่ซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่ซื้อขายหลักทรัพย์อย่างอื่นๆ ด้วย (เอ... ชักงงๆ แล้วสิ ว่าหลักทรัพย์ที่ว่านี่มันคืออะไรบ้าง) หลักทรัพย์ที่ว่านี้ ก็ประกอบไปด้วยหุ้นสามัญ, หุ้นกู้, หุ้นบุริมสิทธิ, และวอร์แรนท์ เป็นหลักครับ นั่นไงล่ะ มีตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่ว่ามีแต่หุ้นสามัญเพียงอย่างเดียวเมื่อไร
เมื่อมีตลาดเกิดขึ้น ก็จะต้องงมีหน่วยงานที่ควบคุมดูแลการทำงานซื้อขายสินค้าภายในตลาดของตัวเองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการคดโกงกัน สำหรับเมืองไทยแล้วหน่วยงานนี้ก็คือ "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" หรือ ตลท. นั่นเอง และหน่วยงานแห่งนี้ก็ต้องมีหัวหน้าคอยควบคุมดูแล ซึ่งก็คือผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นแหละครับ
นอกจากตัวตลาดหลักทรัพย์ ที่มี ตลท. เป็นผู้ดูแลแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอีกหน่วยงานนึ่งที่มาดูแลตลาดอีกชั้นหนึ่ง (จะเทียบไปก็เหมือนกับกระทรวงพาณิชย์ ที่คอยดูแลตลาดสดจริงๆ ไม่ให้สินค้ามีราคาเกินจริง หรือไร้คุณภาพ) ก็คือคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ กลต. ซึ่งมีหน้าที่หลักคอยควบคุมดูแลตรวจสอบการซื้อขายที่ผิดปกติ หรือการสร้างข่าวที่ผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต้องการซื้อสินค้าภายในตลาดหลักทรัพย์ จะไม่สามารถเข้ามาซื้อขายได้เองนะครับ แต่จะต้องทำผ่านนายหน้า (โบร๊กเกอร์ - Broker) โดยนายหน้าเหล่านี้จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนพิเศษ ให้ทำกิจการซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะ โดยผู้ซื้อขาย (นักลงทุน) จะต้องเสียค่านายหน้าเป็นจำนวนราวๆ 0.21 - 0.25% รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ของค่านายหน้า (ส่วนของภาษีนี้ บริษัทนายหน้าไม่ได้รับนะครับ แต่จะต้องนำส่งให้กับรัฐ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาประเทศก็แล้วกัน) โดยบางบริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำจำนวน 50 บาท (รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็เป็น 53.50 บาท) โดยคิดเฉพาะวันที่ทำการซื้อขาย แต่ถ้าเราซื้อขายจนเสียค่านายหน้าเป็นเงินจำนวนมากกว่า 50 บาทแล้ว ก็นับเอาจำนวนนั้นแทน (แน่นอนล่ะ !) บริษัทนายหน้าเหล่านี้ในปัจจุบันก็มีอยู่มากมายหลายบริษัทนะครับ หากสนใจ ก็เลือกได้ตามใจชอบ โดยอาจจะสอบถามจากเพื่อนๆ หรือคนอื่นที่เคยใช้บริการมาแล้วก็ได้ สำหรับรายชื่อของบริษัทนายหน้าค้าหุ้นเหล่านี้ สามารถดูได้จากเว็ปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย <http://www.set.or.th/>
ข้อดีของการซื้อขายหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์ และผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็คือ หากท่านได้กำไร ท่านไม่จำเป็นต้องเสียภาษี นะครับ (ถ้าขาดทุน ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ รัฐไม่เกี่ยว) แต่ถ้าท่านไปซื้อขายกันนอกตลาด จะต้องเสียภาษีด้วยนะ นอกจากนั้น ท่านยังมีเจ้าหน้าที่การตลาด หรือเจ้าหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์ คอยให้คำแนะนำอีกด้วย แต่บางท่านอาจจะชำนาญมากจนซื้อขายได้เองโดยไม่ต้องการคุยกับใคร ก็สามารถที่จะเปิดบัญชีซื้อขายผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตก็ได้ หรืออาจจะเปิดทั้งสองบัญชีเลยก็ได้ (ผมเองก็มีสองบัญชีเลยเหมือนกัน - มือเก่าหัดขับ)
สำหรับการจ่ายเงินนั้น สามารถทำได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของบัญชีด้วย เช่นบัญชีเงินสด หรือแบบอินเตอร์เน็ต อาจจะต้องนำเงินเข้าบัญชีไว้ก่อนเลย คือโอนเงินให้กับบริษัทนายหน้าที่เราใช้บริการอยู่ เมื่อเราซื้อหุ้น เงินก็จะถูกตัดออกจากบัญชีของเรา (ที่อยู่กับเขา) โดยอัตโนมัติ แบบนี้เรียกว่าเป็นบัญชีเงินสด หรืออาจจะเป็นบัญชีที่เรียกว่าเครดิต จะทำการจ่ายเงินอีกสามวันทำการถัดมา เช่นซื้อหุ้นวันจันทร์ ก็จ่ายวันพฤหัสบดี หรือซื้อหุ้นวันศุกร์ ก็จ่ายเงินวันพุธ เป็นต้น แบบนี้เรียกว่าเป็นบัญชีแบบเครดิต คือเราสามารถซื้อหุ้นเข้ามาได้ทั้งที่ไม่ได้จ่ายเงินเขาไว้ก่อน และหุ้นที่ซื้อนั้นก็ถือว่าเป็นของเราแล้ว คือเราสามารถขายได้ด้วย ในบัญชีแบบนี้ อาจจะมีการตัดเงินจากบัญชีธนาคารของเรา (เรียกว่าระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ) ในวันทำการที่สามก็ได้ (ต้องเซ็นยินยอมไว้ก่อน เพื่อให้บริษัทนายหน้าไปหักจากบัญชีเราได้ ไม่งั้นธนาคารของเราย่อมไม่ยอมจ่ายเงินให้) หรือว่าจะใช้โอนเป็นคราวๆ ไปก็ได้ (ไม่ค่อยสะดวกสำหรับบางคน)
ซื้อหุ้นแล้ว หุ้นไปไหน
นักลงทุนหน้าใหม่ๆ สมัยนี้ อาจจะเคยสงสัยว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วหุ้นนั้นไปไหน ในสมัยก่อน เมื่อมีการซื้อขาย ก็จะต้องมีการเอาใบหุ้นมาให้เราเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เวลาที่เราขาย เราก็จะต้องลงลายมือชื่อหลังใบหุ้นนั้นเพื่อโอนให้คนอื่นที่มาซื้อไป แต่เดี๋ยวนี้ตลาดหลักทรัพย์ของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นมาก (มูลค่าตลาดปัจจุบัน 5 ล้านล้านบาท : ข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548) และมีการซื้อขายที่หนาแน่นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก หากจะต้องให้พนักงานส่งเอกสารมาคอยรับส่งใบหุ้น ก็คงจะไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ
ดังนั้นในสมัยนี้ เมื่อเราซื้อหุ้น หุ้นก็จะถูกโอนไปเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูล ว่ามีเราเป็นเจ้าของ ตั้งแต่วันที่เท่าไร ในจำนวนเท่าไร และเมื่อเราขายหุ้นออกไป ฐานข้อมูลนี้ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไป โดยหุ้นก็จะวิ่งไปอยู่ในฐานข้อมูลของผู้ที่ (ได้) ซื้อหุ้นนั้นจากเราไปนั่นเอง
คนหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บรักษา "หุ้น" ของเราหรือที่ดูแลฐานข้อมูลของเรานี้ก็คือ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่ตัวบริษัทนายหน้าของเรา โดยที่การเก็บรักษานี้ บริษัทศูนย์รับฝากฯ ก็จะคิดค่าเก็บรักษาด้วย โดยมีผู้ที่ใจดีออกค่าเก็บนี้ให้กับเรา ก็คือบริษัทนายหน้าของเรานั่นเองครับ ดังนั้นแล้ว เวลาเขาคิดค่านายหน้า ก็จ่ายไปแต่โดยดีเถิด เพราะบริษัทเหล่านี้ก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อยเหมือนกัน (ลำพังบำรุงระบบคอมพิวเตอร์และการซื้อขาย ก็หลายสตางค์แล้วครับ)
นอกจากนี้ ข้อดีของการเก็บรักษาหุ้นของเราไว้ที่บริษัทศูนย์รับฝากฯ ก็คือ เมื่อมีสิทธิประโยชน์ หรือข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ทางบริษัทของเรา (ต้องเป็นบริษัทของเราสิ เพราะเราถือหุ้นอยู่ จะมากจะน้อย ก็มีส่วนเป็นเจ้าของด้วยเหมือนกันล่ะน่า) ก็จะแจ้งให้บริษัทศูนย์รับฝากฯ ส่งข้อมูลมาให้กับเรา (รวมทั้งเช็คเงินปันผลจากบริษัทด้วย - อันนี้ดีมาก ผู้เขียนชอบ) เนื่องจากทางศูนย์จะเก็บข้อมูลที่อยู่ของเราไว้เพื่อการนี้ด้วย นอกจากนั้น การเก็บรักษา "หุ้น" ไว้ที่บริษัทศูนย์รับฝากฯ ยังมีข้อดีที่ว่าไม่ต้องกลัวว่าบริษัทนายหน้าของเราจะเอาหุ้นของเราไปขาย หรือไปหมุนเวียนเล่นอีกด้วย (ปัญหาที่เกิดจาก "หุ้นหาย" นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากบริษัทนายหน้าคดโกง แต่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ซื้อขาย ขโมยหุ้นเราไปหมุนเวียนมากกว่า)
- แนวทางการซื้อขายหลักทรัพย์
เมื่อ (ว่าที่) นักลงทุนได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนโดยการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็มักจะต้องทำการซื้อขายหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ (หุ้น, วอแรนท์) แทนที่จะได้แต่นั่งดูเฉยๆ (เปรียบเหมือนกับการไปเดินเล่นที่ตลาด เดินอยู่ทุกๆ วันโดยไม่ซื้ออะไรเลย) ทั้งนี้ การซื้อขายนั้น บางท่านก็มีวิธีในการซื้อขายของตัวเอง บางท่านก็ใช้วิธีถามคนอื่นว่าหุ้นนี้ดีหรือไม่ดี ราคาจะขึ้นหรือลง (ผู้เขียนก็ถูกถามบ่อยๆ เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยตอบในเรื่องราคา ว่าจะวิ่งไปที่กี่บาท - มือเก่าหัดขับ) หรือถ้าพูดแบบกำปั้นทุบดิน ก็คือ "ซื้อให้ถูก (เข้าไว้ จะได้) ขายให้แพง" หรือไม่ก็ "ยอมซื้อแพง เพื่อ (หวังว่า) จะขายได้แพงกว่า" หรือไม่ก็ "ซื้อแล้ว ให้ได้ปันผลด้วย ได้กำไรด้วย (เอาหมดอ่ะ)" ซึ่งฟังๆ ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรนักหนา แต่ว่าอย่างที่ผมเคยบอกไว้หลายที่ ทั้งผ่านกระทู้ต่างๆ ในพันทิป และในเว็ปนี้ว่า เงินทองไม่ได้หามาได้ง่ายๆ โดยการไม่ต้องคิดอะไรหรอก ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครจนน่ะสิ จริงไหมครับ ดังนั้นแล้ว การเข้ามาลงทุน จะต้องศึกษาถึงหลักการต่างๆ ให้ดีเพื่อที่ "น่าจะ" ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนของเราลดลงไป หรือมี "โอกาส" ที่จะได้กำไรกลับมา "มากกว่าความเสี่ยงที่มีอยู่" (High Risk, but higher return to cover the risk)
หลักการต่างๆ ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถสรุปเป็นสังเขปได้ดังนี้ :
> การซื้อขายโดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน
เรียกว่าการซื้อโดย "ดูเนื้อผ้า" นั่นเอง เหมือนกับเมื่อเราซื้อบ้าน เราต้องดูว่าบ้านหลังนั้นให้ผลตอบแทนแก่เราอย่างไร สวยงามหรือไม่ ภายในอยู่สบายหรือไม่ เพื่อนฝูงมาหาแล้วเราภูมิใจหรือเปล่า เป็นต้น หุ้นก็เช่นกัน ในมุมมองหนึ่ง ก็คือดูปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เช่น:
- บริษัทนั้นทำอะไร ผลิตสินค้าหรือให้บริการอะไร ในอนาคต ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น จะเป็นที่นิยมหรือต้องการมากน้อยแค่ไหนเทียบกับจำนวนผู้ขายในตลาด (Demand / Supply)
- บริษัทสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้หรือไม่ มีคู่แข่งที่จะมาแข่งขันได้ในอนาคตหรือไม่ อย่างไร (พิจารณา Entry Barrier, Exit Barrier, และ 5-Forces in competitiveness)
- บริษัทมีกำไรเท่าไร ทั้งอัตรากำไร (Profit Margin) และ กำไรสุทธิ (Net Profit) ยิ่งสูงยิ่งดี แต่เรื่องนี้เหมือนดาบสองคม เพราะหากอัตรากำไรสูง และตลาดกำลังเป็นที่ต้องการมาก (Emerging Market) รวมทั้ง Entry Barrier ไม่สูง ก็จะจูงใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นกระโดดเข้ามาร่วมแข่งขัน แบ่งส่วนการตลาดไป
- ในอดีตบริษัทมีผลประกอบการเป็นอย่างไร ในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไร หากเคยประสบปัญหา เพราะอะไร จะแก้ไขได้หรือไม่ ใช้เวลาหรือเงินหรือไม่ อย่างไร
- มีเงินสดในบริษัทมากพอขยายธุรกิจหรือจ่ายปันผลหรือไม่ ธุรกิจบางประเภท ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมตลอดเวลา เพื่อดำรงสภาพความสามารถในการแข่งขันได้ บริษัทพวกนี้มักมีเงินสดในมือน้อย มีหนี้สินระยะยาวมาก และค่อนข้างเสี่ยงกว่าบริษัทที่ต้องการเงินทุนต่ำกว่า
- ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return On Equity - ROE) ควรจะมากกว่า 12% หรือยิ่งมากยิ่งดี ตัวเลขนี้บอกความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทเทียบกับเงินของผู้ลงทุนที่จ่ายไป
- บริษัทมีหนี้สินมากหรือไม่ เป็นหนี้ระยะยาวหรือระยะสั้น อย่างละเท่าใดเมื่อเทียบกับทุน (เรียก Debt/Equity - D/E ratio)
- มีความสามารถในการจ่ายหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ย แค่ไหน ปกติแล้วจะคิดจากว่ามีกำไรเป็นจำนวนกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ ตัวเลขนี้เรียกว่า Payout Ratio
- ผู้บริหารมีความสามารถแค่ไหน ซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ของเจ้าของ (ก็ผู้ถือหุ้นนั่นล่ะ) เป็นที่ตั้ง (รองจากคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ ในการทำธุรกิจ) เพียงใด
เหล่านี้เป็นต้น
> การซื้อขายโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค
นักลงทุนหลายท่าน อาจจะบอกว่าการดูปัจจัยพื้นฐานมันยากเหลือเกิน หรือว่าไม่ถนัดในการดูธุรกิจ หรือดูตัวเลขบัญชีต่างๆ อาจจะเลือกใช้วิธีซื้อขายหุ้นด้วยการดูปัจจัยทางเทคนิค หรือดูราคา เวลา และโวลลุ่ม ของหุ้นหนึ่งๆ ที่สนใจจะเข้าซื้อขาย วิธีการเรื่องนี้เป็นเรื่อยาวและมีรายละเอียดมาก พูดโดยรวมก็คือ กล่าวกันว่าปัจจัยเทคนิคจะบอกเราได้ว่ามีคนต้องการหุ้นนั้นหรือไม่ มากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร และน่าจะมีคนเข้ามาซื้อ หรือขายออกมากกว่ากัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามาซื้อมากขึ้น ราคาก็ย่อมจะปรับตัวสูงขึ้น (เราต้องชิงซื้อก่อน) แต่หากมีคนอื่นต้องการขายหุ้นออกมากกว่าซื้อ ราคาก็น่าจะปรับตัวต่ำลง (เราต้องชิงขายก่อน) เรียกว่า ใครเร็วกว่าหรือ "ดูเทคนิค" ออกก่อนกันก็ได้เปรียบคนอื่นครับ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจหลักการซื้อขายโดยอาศัยปัจจัยทางด้านเทคนิค ก็สามารถหาซื้อหนังสือเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลายผู้แต่งนะครับ เล่มหนึ่งที่ดีคือโดยคุณสุรชัย ไชยรังสินันท์ ซึ่งท่านได้เขียนไว้นานแล้ว หรืออาจจะหาหนังสือทางด้านปัจจัยเทคนิคที่มีขายอยู่ในปัจจุบันมาศึกษาดูก็ได้ครับ
มือใหม่ อ่านตรงนี้ (ตอนที่ 4)
- เทคนิคต่างๆ ในการซื้อขายหลักทรัพย์
เมื่อเราได้เลือกบริษัทที่ต้องการเข้าไปลงทุนแล้ว การวางกลยุทธ์ในการซื้อขายก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ ในหลายๆ ครั้ง ตลาดก็ไม่ได้มีเหตุผล (หรือมีเหตุผล ที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายนัก) ที่ทำให้ราคาหุ้นแต่ละตัวนั้นขึ้นลงได้รวดเร็วมาก เร็วกว่าพื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน สัปดาห์ หรือแม้แต่เดือนหรือไตรมาสด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจจะมาจากความ "คาดหวัง" ต่างๆ นาๆ ของนักลงทุน และแรงซื้อขายเก็งกำไรต่างๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลาในตลาดหลักทรัพย์
กลยุทธ์ต่างๆ ในการซื้อหุ้น สามารถแบ่งออกได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ :
> วิธี Dollar Cost Average
วิธีนี้จะใช้ประกอบกับการซื้อหุ้นลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน เมื่อเราเลือกบริษัทหรือหุ้นแล้ว เราจะแบ่งเงินออกเป็น 5 หรือ 10 กองเท่าๆ กันเพื่อเข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวน 5 หรือ 10 ครั้งทุกๆ ระยะเวลาที่กำหนดเช่น 15 วันหรือ 1 เดือนหรือ 2 เดือนเป็นต้น เช่นสมมติว่าเราต้องการลงทุนหุ้นตัวหนึ่งด้วยเงินหนึ่งล้านบาท เราอาจจะแบ่งออกเป็น 5 กอง กองละสองแสนบาท แล้วเข้าซื้อหุ้นครั้งแรก เมื่อเราเห็นว่าหุ้นนั้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับพื้นฐานของบริษัท โดยการซื้อครั้งละสองแสนบาทนั้น จะได้กี่หุ้นก็ตามแต่ และเมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็นราวๆ 1 เดือน เราก็ซื้อหุ้นนั้นอีกด้วยเงินสองแสนบาทเช่นกัน ถ้าหุ้นราคาต่ำลงมา เราก็จะได้หุ้นจำนวนมากขึ้น แต่หากหุ้นมีราคาพุ่งสูงขึ้นไป เราก็จะได้หุ้นน้อยลง (แต่ครั้งแรกก็ได้กำไรแล้วไงล่ะ) และทำอย่างนี้เรื่อยไป จนอาจจะหมดครบครั้งสิบครั้ง หรือหากคิดว่าราคาหุ้นนั้นสูงเกินไปแล้ว เราก็อาจจะตัดสินใจขายออกไปก่อนทั้งที่ยังซื้อไม่ครบทั้งห้าครั้งก็ได้
ด้วยวิธีนี้ เราจะมีเงินเหลือเพื่อซื้อหุ้นให้ได้จำนวนมากขึ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นต่ำลง แต่หลายๆ ท่านที่ยึดถือหลักการทางเทคนิค อาจจะค้านและไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ (เราจะไม่ถกกันว่าใครผิดหรือถูก เพราะขึ้นกับสถานการณ์แวดล้อมอีกมาก หรือตราบใดที่ยังทำกำไรได้อย่างมีเหตุผลและสม่ำเสมอ ก็คงพอถือว่าถูกต้องได้) และแนะนำให้ตัดขาดทุนไปแต่แรกก็ได้
> วิธี DSM (Densri Method แห่งเว็ปไซต์พันทิป)
วิธีนี้ ผมไม่ขอกล่าวในรายละเอียด เนื่องจากอาจจะติดปัญหาลิขสิทธิ์การประดิษฐ์วิธีการ แต่โดยคร่าวๆ แล้ว หลักการก็คือ "การที่เราต้องการมีหุ้นจำนวนมากขึ้น แต่ไม่ต้องการลงเงินเพิ่มเพื่อซื้อหุ้นนั้น" คือดูที่จำนวนหุ้นเป็นหลัก โดยวิธีการก็คือ เมื่อหุ้นมีราคาเริ่มลดลง จะใช้วิธีขายออกเป็นส่วนๆ ยิ่งราคาต่ำลง โดยไม่ขยับขึ้น นักลงทุนก็จะขายหุ้นออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเงินสดเต็มมือ และเมื่อหุ้นนั้นราคาไม่ลดต่ำไปอีกแล้ว ก็นำเงินที่ทะยอยขายมานั้นเข้าซื้อกลับคืน ผลก็คือจะได้หุ้นจำนวนมากขึ้นโดยที่ไม่ได้เติมเงินเพิ่มเข้าไป แต่วิธีนี้จะต้องใช้กับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง และไม่เหวี่ยงไปมามากนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว จะมีโอกาสมากที่จะขายแล้วซื้อคืนไม่ได้ครับ
> Turtle Trading System
วิธีนี้ ไม่ใช่วิธีใหม่ แต่ถูกสร้างขึ้นมานานเพื่อใช้ในการพิสูจน์ว่าคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการซื้อขายตราสารใดๆ เลย จะสามารถทำกำไรได้หรือไม่หากยึดติดอยู่กับหลักการที่คิดว่าน่าจะทำกำไรได้ในระยะยาว ในเริ่มแรก ผู้ที่คิดวิธีการนี้ได้จัดหาคนที่ไม่มีความรู้เลยในการซื้อขายตราสารสินค้าล่วงหน้า (ดูๆ แล้วจะยากและเสี่ยงกว่าหุ้นเสียอีก) นำมาสอนหลักการในการเข้าซื้อและขายออก คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า Turtle (เต่า) โดยที่ให้ทำการซื้อขายด้วยหลักการอย่างเคร่งครัด โดยไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงข่าวสาร ข่าวลือ ใดๆ จากตลาด โดยความคาดหมายว่า ด้วยหลักการนี้จะให้ผลขาดทุนราว 8 ในสิบครั้ง และได้กำไร 2 ในสิบครั้ง แต่การขาดทุน 8 ครั้งจะขาดทุนไม่มาก (ต้องขายตัดขาดทุน) และในการที่ได้กำไรเพียง 2 ครั้งนั้น แต่ละครั้งจะได้กำไรมากมายกว่าการขาดทุนมากนัก ผลของการทดลองในครั้งนั้น บรรดา Turtles ทั้งหลายสามารถทำกำไรได้มาก คนที่ไม่ได้กำไรก็เพราะไม่ได้ทำตามวิธีการอย่างเคร่งครัดซึ่งบางคนก็ถูกไล่ออกจากกลุ่มเสียกลางคัน
ดูวิธีการนี้จากเว็ปไซต์ http://www.originalturtles.org/
> การลงทุนแนวคุณค่า/มูลค่า (Value Investment)
วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่ แต่ได้รับการถ่ายทอดศึกษามานานแล้ว โดย เบนจามิน เกรแฮม ผู้ที่เป็นอาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้ประยุกต์เป็นหลักการเอาไว้นานแล้ว ตัวของวอร์เรนบัฟเฟตต์เอง ก็มาประยุกต์เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ซึ่งจะว่าไปแล้ว การลงทุนในแนวคุณค่า หรือดูมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้น ก็เหมือนกับการที่เราซื้อของอย่างอื่น ที่จะต้องดูว่ามันให้ผลตอบแทนแก่เราอย่างคุ้มค่าหรือไม่ การซื้อหุ้นก็เช่นเดียวกัน จะต้องดูว่าราคาถูกหรือแพง (เมื่อเทียบกับมูลค่าต่อหุ้น หุ้นราคาหุ้นละ 200 บาทอาจจะถูกกว่าหุ้นราคาหุ้นละ 5 บาทมากก็เป็นได้) หากสนใจในการลงทุนแนวนี้ก็ดูเพิ่มเติมจากหนังสือต่างๆ ของ เบนจามิน เกรแฮม หรือ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ได้เลยครับ
> วิธีผสมผสาน
เป็นการนำเอาความรู้ทุกด้านมารวมกัน ไม่ว่าจะแนวเก็งกำไรด้วยเทคนิค แนวลงทุนด้วยการดูมูลค่าหุ้น วางแผนการซื้อด้วยวิธี Turtle Tradeing หรือว่าแบบ Dollar Cost Average สุดแล้วแต่ว่าจะเน้นหนักทางด้านใดมากกว่าด้านอื่น ก็แล้วแต่นักลงทุนแต่ละคน บางคนจะดูพื้นฐานก่อน แล้วดูราคาหรือรอราคาให้ถูกลงแล้วจึงซื้อ บางคนก็ดูราคาก่อนแล้วค่อยวกกลับมาดูพื้นฐาน หากเห็นว่าพอไปได้แล้วราคาปัจจุบันถูกเกินไป ก็เข้าไปซื้อ ดังนี้เป็นต้น และแน่นอนว่าไม่มีกฏตายตัวว่าจะต้องเลือกอย่างใดก่อน หรือผสมกันอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ
แหล่งรวมความรู้เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน การเงิน และการลงทุนด้านอื่นๆ รวมทั้งธุรกิจและชีวิตส่วนตัว เพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนและมีความสุข บทความต่างๆ เป็นบทความต้นฉบับโดยผู้เขียน เป็นส่วนประกอบจากความรู้ ประสบการณ์ และความเห็น ขอให้ผู้อ่านตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองก่อนนำไปใช้ กรณีนำบทความไปเผยแพร่ รบกวนระบุแหล่งที่มาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ สงวนลิขสิทธิ์ "มือเก่าหัดขับ" [Email: muegaohudkub@gmail.com]
cr: http://muegao.blogspot.com/p/blog-page_14.html
ความรู้ทั่วไปสำหรับมือใหม่ในการลงทุน
ผมพยายามรวบรวมความรู้เกี่ยวกับหุ้น ตั้งแต่เริ่มต้นเอาไว้ เพื่อให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้ศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะเข้าสู่สังเวียน.. เอ๊ย ขออภัย ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (ที่บางคนก็เรียกว่า ตลาดหลอกทรัพย์บ้าง ตลาด(ห)ลักทรัพย์ บ้าง อันนี้ก็แล้วแต่กรรมแต่วาระนะครับ) ลองค่อยๆ อ่านดูด้านล่างนี้นะครับ เป็นความรู้ทั่วไปสำหรับมือใหม่ในการลงทุน สมควรจะทราบไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
- หุ้นคืออะไร
หุ้น ก็คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของกิจการโดยการร่วมทุน เช่นเมื่อเราต้องการทำธุรกิจกับเพื่อน เราก็เอาเงินมารวมกัน แล้วทำกิจการ และเพื่อป้องกันการคดโกงกันในภายหลัง เราและเพื่อนก็จะต้องทำสัญญาต่อกันว่าได้ลงทุนร่วมกัน รูปแบบหนึ่งที่บอกว่าคนหรือกลุ่มคน ได้ร่วมทุนกันทำธุรกิจ ก็คือการแบ่งเงินทุนออกเป็น "หุ้น" แต่ละ "หนึ่งหุ้น" ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของเท่าๆ กัน คนที่มีหุ้นหรือเรียกว่า "ถือหุ้น" มากกว่า ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของมากกว่าคนที่ถือหุ้นน้อยกว่า เป็นต้น
ผู้ที่ถือหุ้น จะได้รับผลประโยชน์จากการถือหุ้นในหลายลักษณะ เช่นได้รับปันผล, หรือเมื่อมีการเพิ่มทุน ก็จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนผู้อื่น และอาจจะในราคาถูกกว่าผู้อื่น เป็นต้น
หุ้น สามารถจำหน่ายจ่ายโอนกันได้ ดังนั้นแล้วเมื่อมีการจำหน่าย ราคาก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปได้ตามความนิยม หรือตามความสามารถในการทำเงินของกิจการนั้นๆ หากกิจการทำเงินได้ดี ได้มาก และมั่นคง เจ้าของหุ้นก็สามารถขายหุ้นในราคาที่สูงได้ (เพราะมีคน "ยอมจ่ายเงินแพงขึ้น" เพื่อแลกกับกิจการที่มั่นคง, ทำเงินได้ดี นั้นๆ) แต่ในทางตรงกันข้าม หากกิจการประสบภาวะขาดทุน และไม่สามรถแข่งขันได้ ราคาหุ้นก็อาจจะตกต่ำลงมามากเนื่องจากไม่มีใครต้องการ
จริงๆ แล้วที่เราเรียกว่าหุ้น ยังสามารถแบ่งออกได้อีกหลายประเภทคือ หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ, และหุ้นกู้ โดยที่ทั้งสามอย่างนี้ บอกถึงความมีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัท แต่ว่าในลักษณะที่ต่างกัน
- หุ้นสามัญ (Common Stocks)
คือเอกสารที่บอกถึงความมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงเพื่อการบริหารงาน และมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่นสิทธิในเงินปันผล สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน สิทธิในการได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ (วอแรนท์ - Warrant) เป็นต้น ดังนั้น การที่เราเป็นเจ้าของหุ้น ก็เหมือนกับว่าเรามีส่วนในการเป็นเจ้าของบริษัทด้วย โดยผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมในการลงทุนในหุ้นนั้นก็คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผล, ผลตอบแทนจากมูลค่าหุ้นที่ (อาจจะ) เพิ่มขึ้น, และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการซื้อหลักทรัพย์เกี่ยวพันกับบริษัทในราคาต่ำกว่าบุคคลภายนอก ไม่ใช่เพียงแต่การซื้อมาแล้วขายไปเพื่อกำไรที่เกิดขึ้นจากราคาที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว
- หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stocks)
คล้ายกับหุ้นสามัญ เพียงแต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร แต่มีสิทธิประโยชน์ด้านเงินปันผลมากกว่าหุ้นสามัญ กล่าวคือเมื่อบริษัทจะจ่ายปันผล จะต้องจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธินี้ก่อน หลังจากนั้นจึงจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ เป็นต้น รายละเอียดของบุริมสิทธิที่พึงจะมี จะต้องดูในเอกสารของบริษัทนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยทั่วไปแล้ว หุ้นบุริมสิทธิ์มักไม่เป็นที่ดึงดูดในการลงทุนนัก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำสูง และมีสิทธิประโยชน์ (กับบริษัทผู้ออก) ต่ำกว่าหุ้นสามัญ ในขณะที่หากบริษัทถึงกาลมีปัญหาจริงๆ ก็มักไม่เหลือเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นชนิดนี้อยู่ดี นักลงทุนส่วนมากจึงมักหลีกเลี่ยงกัน
- หุ้นกู้ (Bonds)
พวกนี้ จริงๆ แล้วเป็นเอกสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัทผู้ออกหุ้นกู้นั้น ซึ่งก็คือการที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ได้กู้เงินผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นกู้นั้นเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการ โดยสัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทน (ดอกเบี้ยนั่นแหละ) ให้กับผู้ถือเป็นจำนวนเท่าใด เป็นเวลานานเท่าใด และครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อใด ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว บริษัทก็จะนำเงินสดมาซื้อหุ้นกู้นั้นคืนจากผู้ถือตามราคาหน้าตั๋ว ซึ่งก็คือการใช้หนี้นั่นแหละครับ
ทั้งหนี้ หุ้นกู้เอง ด้วยตัวมันแท้ๆ แล้วถือว่าเป็นตราสารหนี้ (ส่วนหุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ เป็นตราสารทุน) แต่หากหุ้นกู้ใดถูกกำหนดไว้ว่าสามารถแปลง (ร่าง) เป็นหุ้นสามัญได้ด้วยตามแต่ที่จะได้ตกลงกันไว้ ก็จะเป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ผู้ลงทุนจะต้องไปตรวจดูรายละเอียดของหุ้นกู้นั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง
มีข้อหนึ่ง ที่ผมอยากจะบอกเล่าให้กับท่านนักลงทุนหน้าใหม่ได้ทราบ คือการซื้อขายหุ้น ก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป คือมันมีราคา เพราะมีคนต้องการ เราขายสินค้าหรือหุ้นได้ทั้งหมดโดยไม่เหลือ ก็เพราะมีคนต้องการสินค้านั้น หรือหุ้นนั้นในปริมาณที่เรามีอยู่ คือวันหนึ่งๆ ซื้อขายกันไม่มากเท่าไร ซื้อยากขายยาก ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหุ้นประเภทสภาพคล่องต่ำนั่นเอง ดังนั้นแล้ว หากเรามีหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ คือไม่ค่อยมีการซื้อขาย การที่เราจะเปลี่ยนเป็นเงิน "ทั้งหมด" คือขายหุ้นได้ทั้งหมดในราคาหุ้นละเท่าๆ กับราคาสุดท้ายบนกระดาน ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก หรือหากเมื่อใด ทั้งที่บริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ เป็นบริษัทที่ดี จ่ายเงินปันผลสูง การเติบโตดี เรียกว่าดีทุกอย่าง แต่ไม่มีใคร Bid เพื่อซื้อหุ้นนั้นบนกระดาน เราก็ขายไม่ได้ นะครับ ดังนั้นแล้ว เมื่อเราซื้อหุ้น (โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ) เราจะต้องคิดว่ามันให้ผลตอบแทนได้ดี เมื่ออยู่กับเราไปเรื่อยๆ เราไม่เดือดร้อนแม้ว่าขายไม่ได้ หุ้นประเภทนี้เราต้องมองเป็นหุ้นลงทุน ไม่ใช่เก็งกำไร เพราะราคาจะกระโดดไปมาได้มาก การ Bid (ต่อราคาเพื่อซื้อ) /Offer (ตั้งราคาเพื่อขาย) อาจจะไม่ต่อเนื่องกันได้ ตรงกันข้ามกับหุ้นประเภทที่มีสภาพคล่องสูงๆ หุ้นเหล่านี้ซื้อง่ายขายคล่อง สามารถเก็งกำไรได้ง่าย (ถ้าจะทำ) อันนี้ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณานะครับ
- ตลาดหุ้นคืออะไร ซื้อแล้วหุ้นไปไหน
ตลาดหุ้นคืออะไร
เมื่อพูดถึงตลาด แน่นอนว่าจะต้องเป็นที่ที่มีสินค้ามากมาย และมีคนนำสินค้ามาขาย ในขณะเดียวกันก็มีคนที่เป็นลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้านั้น โดยปกติแล้วตลาดที่เราเห็นอยู่ ก็จะเป็นสินค้าอาหารแห้ง หรือสิ่งอื่นใดที่สามารถจับต้องเป็นตัวตนได้ โดยที่ถ้าสินค้าส่วนใหญ่เป็นผลไม้ ก็เรียกว่าตลาดผลไม้ ถ้าสินค้าส่วนใหญ่เป็นข้าว ก็เรียกว่าตลาดข้าว ดังนั้นตลาดหุ้น ก็คือที่ที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นหุ้นนั่นเอง จริงๆ แล้วเรามีชื่อที่เรียกให้ไพเราะหน่อยก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบอกเราให้รู้ว่า จริงๆ แล้วไม่เพียงแต่ว่าเป็นที่ซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่ซื้อขายหลักทรัพย์อย่างอื่นๆ ด้วย (เอ... ชักงงๆ แล้วสิ ว่าหลักทรัพย์ที่ว่านี่มันคืออะไรบ้าง) หลักทรัพย์ที่ว่านี้ ก็ประกอบไปด้วยหุ้นสามัญ, หุ้นกู้, หุ้นบุริมสิทธิ, และวอร์แรนท์ เป็นหลักครับ นั่นไงล่ะ มีตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่ว่ามีแต่หุ้นสามัญเพียงอย่างเดียวเมื่อไร
เมื่อมีตลาดเกิดขึ้น ก็จะต้องงมีหน่วยงานที่ควบคุมดูแลการทำงานซื้อขายสินค้าภายในตลาดของตัวเองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการคดโกงกัน สำหรับเมืองไทยแล้วหน่วยงานนี้ก็คือ "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" หรือ ตลท. นั่นเอง และหน่วยงานแห่งนี้ก็ต้องมีหัวหน้าคอยควบคุมดูแล ซึ่งก็คือผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นแหละครับ
นอกจากตัวตลาดหลักทรัพย์ ที่มี ตลท. เป็นผู้ดูแลแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอีกหน่วยงานนึ่งที่มาดูแลตลาดอีกชั้นหนึ่ง (จะเทียบไปก็เหมือนกับกระทรวงพาณิชย์ ที่คอยดูแลตลาดสดจริงๆ ไม่ให้สินค้ามีราคาเกินจริง หรือไร้คุณภาพ) ก็คือคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ กลต. ซึ่งมีหน้าที่หลักคอยควบคุมดูแลตรวจสอบการซื้อขายที่ผิดปกติ หรือการสร้างข่าวที่ผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต้องการซื้อสินค้าภายในตลาดหลักทรัพย์ จะไม่สามารถเข้ามาซื้อขายได้เองนะครับ แต่จะต้องทำผ่านนายหน้า (โบร๊กเกอร์ - Broker) โดยนายหน้าเหล่านี้จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนพิเศษ ให้ทำกิจการซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉพาะ โดยผู้ซื้อขาย (นักลงทุน) จะต้องเสียค่านายหน้าเป็นจำนวนราวๆ 0.21 - 0.25% รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ของค่านายหน้า (ส่วนของภาษีนี้ บริษัทนายหน้าไม่ได้รับนะครับ แต่จะต้องนำส่งให้กับรัฐ ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาประเทศก็แล้วกัน) โดยบางบริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำจำนวน 50 บาท (รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วก็เป็น 53.50 บาท) โดยคิดเฉพาะวันที่ทำการซื้อขาย แต่ถ้าเราซื้อขายจนเสียค่านายหน้าเป็นเงินจำนวนมากกว่า 50 บาทแล้ว ก็นับเอาจำนวนนั้นแทน (แน่นอนล่ะ !) บริษัทนายหน้าเหล่านี้ในปัจจุบันก็มีอยู่มากมายหลายบริษัทนะครับ หากสนใจ ก็เลือกได้ตามใจชอบ โดยอาจจะสอบถามจากเพื่อนๆ หรือคนอื่นที่เคยใช้บริการมาแล้วก็ได้ สำหรับรายชื่อของบริษัทนายหน้าค้าหุ้นเหล่านี้ สามารถดูได้จากเว็ปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย <http://www.set.or.th/>
ข้อดีของการซื้อขายหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์ และผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็คือ หากท่านได้กำไร ท่านไม่จำเป็นต้องเสียภาษี นะครับ (ถ้าขาดทุน ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ รัฐไม่เกี่ยว) แต่ถ้าท่านไปซื้อขายกันนอกตลาด จะต้องเสียภาษีด้วยนะ นอกจากนั้น ท่านยังมีเจ้าหน้าที่การตลาด หรือเจ้าหน้าที่ซื้อขายหลักทรัพย์ คอยให้คำแนะนำอีกด้วย แต่บางท่านอาจจะชำนาญมากจนซื้อขายได้เองโดยไม่ต้องการคุยกับใคร ก็สามารถที่จะเปิดบัญชีซื้อขายผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตก็ได้ หรืออาจจะเปิดทั้งสองบัญชีเลยก็ได้ (ผมเองก็มีสองบัญชีเลยเหมือนกัน - มือเก่าหัดขับ)
สำหรับการจ่ายเงินนั้น สามารถทำได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของบัญชีด้วย เช่นบัญชีเงินสด หรือแบบอินเตอร์เน็ต อาจจะต้องนำเงินเข้าบัญชีไว้ก่อนเลย คือโอนเงินให้กับบริษัทนายหน้าที่เราใช้บริการอยู่ เมื่อเราซื้อหุ้น เงินก็จะถูกตัดออกจากบัญชีของเรา (ที่อยู่กับเขา) โดยอัตโนมัติ แบบนี้เรียกว่าเป็นบัญชีเงินสด หรืออาจจะเป็นบัญชีที่เรียกว่าเครดิต จะทำการจ่ายเงินอีกสามวันทำการถัดมา เช่นซื้อหุ้นวันจันทร์ ก็จ่ายวันพฤหัสบดี หรือซื้อหุ้นวันศุกร์ ก็จ่ายเงินวันพุธ เป็นต้น แบบนี้เรียกว่าเป็นบัญชีแบบเครดิต คือเราสามารถซื้อหุ้นเข้ามาได้ทั้งที่ไม่ได้จ่ายเงินเขาไว้ก่อน และหุ้นที่ซื้อนั้นก็ถือว่าเป็นของเราแล้ว คือเราสามารถขายได้ด้วย ในบัญชีแบบนี้ อาจจะมีการตัดเงินจากบัญชีธนาคารของเรา (เรียกว่าระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ) ในวันทำการที่สามก็ได้ (ต้องเซ็นยินยอมไว้ก่อน เพื่อให้บริษัทนายหน้าไปหักจากบัญชีเราได้ ไม่งั้นธนาคารของเราย่อมไม่ยอมจ่ายเงินให้) หรือว่าจะใช้โอนเป็นคราวๆ ไปก็ได้ (ไม่ค่อยสะดวกสำหรับบางคน)
ซื้อหุ้นแล้ว หุ้นไปไหน
นักลงทุนหน้าใหม่ๆ สมัยนี้ อาจจะเคยสงสัยว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วหุ้นนั้นไปไหน ในสมัยก่อน เมื่อมีการซื้อขาย ก็จะต้องมีการเอาใบหุ้นมาให้เราเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เวลาที่เราขาย เราก็จะต้องลงลายมือชื่อหลังใบหุ้นนั้นเพื่อโอนให้คนอื่นที่มาซื้อไป แต่เดี๋ยวนี้ตลาดหลักทรัพย์ของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นมาก (มูลค่าตลาดปัจจุบัน 5 ล้านล้านบาท : ข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548) และมีการซื้อขายที่หนาแน่นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก หากจะต้องให้พนักงานส่งเอกสารมาคอยรับส่งใบหุ้น ก็คงจะไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ
ดังนั้นในสมัยนี้ เมื่อเราซื้อหุ้น หุ้นก็จะถูกโอนไปเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูล ว่ามีเราเป็นเจ้าของ ตั้งแต่วันที่เท่าไร ในจำนวนเท่าไร และเมื่อเราขายหุ้นออกไป ฐานข้อมูลนี้ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไป โดยหุ้นก็จะวิ่งไปอยู่ในฐานข้อมูลของผู้ที่ (ได้) ซื้อหุ้นนั้นจากเราไปนั่นเอง
คนหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บรักษา "หุ้น" ของเราหรือที่ดูแลฐานข้อมูลของเรานี้ก็คือ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่ตัวบริษัทนายหน้าของเรา โดยที่การเก็บรักษานี้ บริษัทศูนย์รับฝากฯ ก็จะคิดค่าเก็บรักษาด้วย โดยมีผู้ที่ใจดีออกค่าเก็บนี้ให้กับเรา ก็คือบริษัทนายหน้าของเรานั่นเองครับ ดังนั้นแล้ว เวลาเขาคิดค่านายหน้า ก็จ่ายไปแต่โดยดีเถิด เพราะบริษัทเหล่านี้ก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อยเหมือนกัน (ลำพังบำรุงระบบคอมพิวเตอร์และการซื้อขาย ก็หลายสตางค์แล้วครับ)
นอกจากนี้ ข้อดีของการเก็บรักษาหุ้นของเราไว้ที่บริษัทศูนย์รับฝากฯ ก็คือ เมื่อมีสิทธิประโยชน์ หรือข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ทางบริษัทของเรา (ต้องเป็นบริษัทของเราสิ เพราะเราถือหุ้นอยู่ จะมากจะน้อย ก็มีส่วนเป็นเจ้าของด้วยเหมือนกันล่ะน่า) ก็จะแจ้งให้บริษัทศูนย์รับฝากฯ ส่งข้อมูลมาให้กับเรา (รวมทั้งเช็คเงินปันผลจากบริษัทด้วย - อันนี้ดีมาก ผู้เขียนชอบ) เนื่องจากทางศูนย์จะเก็บข้อมูลที่อยู่ของเราไว้เพื่อการนี้ด้วย นอกจากนั้น การเก็บรักษา "หุ้น" ไว้ที่บริษัทศูนย์รับฝากฯ ยังมีข้อดีที่ว่าไม่ต้องกลัวว่าบริษัทนายหน้าของเราจะเอาหุ้นของเราไปขาย หรือไปหมุนเวียนเล่นอีกด้วย (ปัญหาที่เกิดจาก "หุ้นหาย" นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากบริษัทนายหน้าคดโกง แต่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ซื้อขาย ขโมยหุ้นเราไปหมุนเวียนมากกว่า)
- แนวทางการซื้อขายหลักทรัพย์
เมื่อ (ว่าที่) นักลงทุนได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนโดยการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็มักจะต้องทำการซื้อขายหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ (หุ้น, วอแรนท์) แทนที่จะได้แต่นั่งดูเฉยๆ (เปรียบเหมือนกับการไปเดินเล่นที่ตลาด เดินอยู่ทุกๆ วันโดยไม่ซื้ออะไรเลย) ทั้งนี้ การซื้อขายนั้น บางท่านก็มีวิธีในการซื้อขายของตัวเอง บางท่านก็ใช้วิธีถามคนอื่นว่าหุ้นนี้ดีหรือไม่ดี ราคาจะขึ้นหรือลง (ผู้เขียนก็ถูกถามบ่อยๆ เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยตอบในเรื่องราคา ว่าจะวิ่งไปที่กี่บาท - มือเก่าหัดขับ) หรือถ้าพูดแบบกำปั้นทุบดิน ก็คือ "ซื้อให้ถูก (เข้าไว้ จะได้) ขายให้แพง" หรือไม่ก็ "ยอมซื้อแพง เพื่อ (หวังว่า) จะขายได้แพงกว่า" หรือไม่ก็ "ซื้อแล้ว ให้ได้ปันผลด้วย ได้กำไรด้วย (เอาหมดอ่ะ)" ซึ่งฟังๆ ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรนักหนา แต่ว่าอย่างที่ผมเคยบอกไว้หลายที่ ทั้งผ่านกระทู้ต่างๆ ในพันทิป และในเว็ปนี้ว่า เงินทองไม่ได้หามาได้ง่ายๆ โดยการไม่ต้องคิดอะไรหรอก ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครจนน่ะสิ จริงไหมครับ ดังนั้นแล้ว การเข้ามาลงทุน จะต้องศึกษาถึงหลักการต่างๆ ให้ดีเพื่อที่ "น่าจะ" ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนของเราลดลงไป หรือมี "โอกาส" ที่จะได้กำไรกลับมา "มากกว่าความเสี่ยงที่มีอยู่" (High Risk, but higher return to cover the risk)
หลักการต่างๆ ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถสรุปเป็นสังเขปได้ดังนี้ :
> การซื้อขายโดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน
เรียกว่าการซื้อโดย "ดูเนื้อผ้า" นั่นเอง เหมือนกับเมื่อเราซื้อบ้าน เราต้องดูว่าบ้านหลังนั้นให้ผลตอบแทนแก่เราอย่างไร สวยงามหรือไม่ ภายในอยู่สบายหรือไม่ เพื่อนฝูงมาหาแล้วเราภูมิใจหรือเปล่า เป็นต้น หุ้นก็เช่นกัน ในมุมมองหนึ่ง ก็คือดูปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เช่น:
- บริษัทนั้นทำอะไร ผลิตสินค้าหรือให้บริการอะไร ในอนาคต ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น จะเป็นที่นิยมหรือต้องการมากน้อยแค่ไหนเทียบกับจำนวนผู้ขายในตลาด (Demand / Supply)
- บริษัทสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้หรือไม่ มีคู่แข่งที่จะมาแข่งขันได้ในอนาคตหรือไม่ อย่างไร (พิจารณา Entry Barrier, Exit Barrier, และ 5-Forces in competitiveness)
- บริษัทมีกำไรเท่าไร ทั้งอัตรากำไร (Profit Margin) และ กำไรสุทธิ (Net Profit) ยิ่งสูงยิ่งดี แต่เรื่องนี้เหมือนดาบสองคม เพราะหากอัตรากำไรสูง และตลาดกำลังเป็นที่ต้องการมาก (Emerging Market) รวมทั้ง Entry Barrier ไม่สูง ก็จะจูงใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นกระโดดเข้ามาร่วมแข่งขัน แบ่งส่วนการตลาดไป
- ในอดีตบริษัทมีผลประกอบการเป็นอย่างไร ในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไร หากเคยประสบปัญหา เพราะอะไร จะแก้ไขได้หรือไม่ ใช้เวลาหรือเงินหรือไม่ อย่างไร
- มีเงินสดในบริษัทมากพอขยายธุรกิจหรือจ่ายปันผลหรือไม่ ธุรกิจบางประเภท ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมตลอดเวลา เพื่อดำรงสภาพความสามารถในการแข่งขันได้ บริษัทพวกนี้มักมีเงินสดในมือน้อย มีหนี้สินระยะยาวมาก และค่อนข้างเสี่ยงกว่าบริษัทที่ต้องการเงินทุนต่ำกว่า
- ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return On Equity - ROE) ควรจะมากกว่า 12% หรือยิ่งมากยิ่งดี ตัวเลขนี้บอกความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทเทียบกับเงินของผู้ลงทุนที่จ่ายไป
- บริษัทมีหนี้สินมากหรือไม่ เป็นหนี้ระยะยาวหรือระยะสั้น อย่างละเท่าใดเมื่อเทียบกับทุน (เรียก Debt/Equity - D/E ratio)
- มีความสามารถในการจ่ายหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ย แค่ไหน ปกติแล้วจะคิดจากว่ามีกำไรเป็นจำนวนกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ ตัวเลขนี้เรียกว่า Payout Ratio
- ผู้บริหารมีความสามารถแค่ไหน ซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ของเจ้าของ (ก็ผู้ถือหุ้นนั่นล่ะ) เป็นที่ตั้ง (รองจากคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ ในการทำธุรกิจ) เพียงใด
เหล่านี้เป็นต้น
> การซื้อขายโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค
นักลงทุนหลายท่าน อาจจะบอกว่าการดูปัจจัยพื้นฐานมันยากเหลือเกิน หรือว่าไม่ถนัดในการดูธุรกิจ หรือดูตัวเลขบัญชีต่างๆ อาจจะเลือกใช้วิธีซื้อขายหุ้นด้วยการดูปัจจัยทางเทคนิค หรือดูราคา เวลา และโวลลุ่ม ของหุ้นหนึ่งๆ ที่สนใจจะเข้าซื้อขาย วิธีการเรื่องนี้เป็นเรื่อยาวและมีรายละเอียดมาก พูดโดยรวมก็คือ กล่าวกันว่าปัจจัยเทคนิคจะบอกเราได้ว่ามีคนต้องการหุ้นนั้นหรือไม่ มากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร และน่าจะมีคนเข้ามาซื้อ หรือขายออกมากกว่ากัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามาซื้อมากขึ้น ราคาก็ย่อมจะปรับตัวสูงขึ้น (เราต้องชิงซื้อก่อน) แต่หากมีคนอื่นต้องการขายหุ้นออกมากกว่าซื้อ ราคาก็น่าจะปรับตัวต่ำลง (เราต้องชิงขายก่อน) เรียกว่า ใครเร็วกว่าหรือ "ดูเทคนิค" ออกก่อนกันก็ได้เปรียบคนอื่นครับ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจหลักการซื้อขายโดยอาศัยปัจจัยทางด้านเทคนิค ก็สามารถหาซื้อหนังสือเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้จากหลายผู้แต่งนะครับ เล่มหนึ่งที่ดีคือโดยคุณสุรชัย ไชยรังสินันท์ ซึ่งท่านได้เขียนไว้นานแล้ว หรืออาจจะหาหนังสือทางด้านปัจจัยเทคนิคที่มีขายอยู่ในปัจจุบันมาศึกษาดูก็ได้ครับ
มือใหม่ อ่านตรงนี้ (ตอนที่ 4)
- เทคนิคต่างๆ ในการซื้อขายหลักทรัพย์
เมื่อเราได้เลือกบริษัทที่ต้องการเข้าไปลงทุนแล้ว การวางกลยุทธ์ในการซื้อขายก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ ในหลายๆ ครั้ง ตลาดก็ไม่ได้มีเหตุผล (หรือมีเหตุผล ที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายนัก) ที่ทำให้ราคาหุ้นแต่ละตัวนั้นขึ้นลงได้รวดเร็วมาก เร็วกว่าพื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน สัปดาห์ หรือแม้แต่เดือนหรือไตรมาสด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจจะมาจากความ "คาดหวัง" ต่างๆ นาๆ ของนักลงทุน และแรงซื้อขายเก็งกำไรต่างๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลาในตลาดหลักทรัพย์
กลยุทธ์ต่างๆ ในการซื้อหุ้น สามารถแบ่งออกได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ :
> วิธี Dollar Cost Average
วิธีนี้จะใช้ประกอบกับการซื้อหุ้นลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน เมื่อเราเลือกบริษัทหรือหุ้นแล้ว เราจะแบ่งเงินออกเป็น 5 หรือ 10 กองเท่าๆ กันเพื่อเข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวน 5 หรือ 10 ครั้งทุกๆ ระยะเวลาที่กำหนดเช่น 15 วันหรือ 1 เดือนหรือ 2 เดือนเป็นต้น เช่นสมมติว่าเราต้องการลงทุนหุ้นตัวหนึ่งด้วยเงินหนึ่งล้านบาท เราอาจจะแบ่งออกเป็น 5 กอง กองละสองแสนบาท แล้วเข้าซื้อหุ้นครั้งแรก เมื่อเราเห็นว่าหุ้นนั้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับพื้นฐานของบริษัท โดยการซื้อครั้งละสองแสนบาทนั้น จะได้กี่หุ้นก็ตามแต่ และเมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็นราวๆ 1 เดือน เราก็ซื้อหุ้นนั้นอีกด้วยเงินสองแสนบาทเช่นกัน ถ้าหุ้นราคาต่ำลงมา เราก็จะได้หุ้นจำนวนมากขึ้น แต่หากหุ้นมีราคาพุ่งสูงขึ้นไป เราก็จะได้หุ้นน้อยลง (แต่ครั้งแรกก็ได้กำไรแล้วไงล่ะ) และทำอย่างนี้เรื่อยไป จนอาจจะหมดครบครั้งสิบครั้ง หรือหากคิดว่าราคาหุ้นนั้นสูงเกินไปแล้ว เราก็อาจจะตัดสินใจขายออกไปก่อนทั้งที่ยังซื้อไม่ครบทั้งห้าครั้งก็ได้
ด้วยวิธีนี้ เราจะมีเงินเหลือเพื่อซื้อหุ้นให้ได้จำนวนมากขึ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นต่ำลง แต่หลายๆ ท่านที่ยึดถือหลักการทางเทคนิค อาจจะค้านและไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ (เราจะไม่ถกกันว่าใครผิดหรือถูก เพราะขึ้นกับสถานการณ์แวดล้อมอีกมาก หรือตราบใดที่ยังทำกำไรได้อย่างมีเหตุผลและสม่ำเสมอ ก็คงพอถือว่าถูกต้องได้) และแนะนำให้ตัดขาดทุนไปแต่แรกก็ได้
> วิธี DSM (Densri Method แห่งเว็ปไซต์พันทิป)
วิธีนี้ ผมไม่ขอกล่าวในรายละเอียด เนื่องจากอาจจะติดปัญหาลิขสิทธิ์การประดิษฐ์วิธีการ แต่โดยคร่าวๆ แล้ว หลักการก็คือ "การที่เราต้องการมีหุ้นจำนวนมากขึ้น แต่ไม่ต้องการลงเงินเพิ่มเพื่อซื้อหุ้นนั้น" คือดูที่จำนวนหุ้นเป็นหลัก โดยวิธีการก็คือ เมื่อหุ้นมีราคาเริ่มลดลง จะใช้วิธีขายออกเป็นส่วนๆ ยิ่งราคาต่ำลง โดยไม่ขยับขึ้น นักลงทุนก็จะขายหุ้นออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเงินสดเต็มมือ และเมื่อหุ้นนั้นราคาไม่ลดต่ำไปอีกแล้ว ก็นำเงินที่ทะยอยขายมานั้นเข้าซื้อกลับคืน ผลก็คือจะได้หุ้นจำนวนมากขึ้นโดยที่ไม่ได้เติมเงินเพิ่มเข้าไป แต่วิธีนี้จะต้องใช้กับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง และไม่เหวี่ยงไปมามากนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว จะมีโอกาสมากที่จะขายแล้วซื้อคืนไม่ได้ครับ
> Turtle Trading System
วิธีนี้ ไม่ใช่วิธีใหม่ แต่ถูกสร้างขึ้นมานานเพื่อใช้ในการพิสูจน์ว่าคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการซื้อขายตราสารใดๆ เลย จะสามารถทำกำไรได้หรือไม่หากยึดติดอยู่กับหลักการที่คิดว่าน่าจะทำกำไรได้ในระยะยาว ในเริ่มแรก ผู้ที่คิดวิธีการนี้ได้จัดหาคนที่ไม่มีความรู้เลยในการซื้อขายตราสารสินค้าล่วงหน้า (ดูๆ แล้วจะยากและเสี่ยงกว่าหุ้นเสียอีก) นำมาสอนหลักการในการเข้าซื้อและขายออก คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า Turtle (เต่า) โดยที่ให้ทำการซื้อขายด้วยหลักการอย่างเคร่งครัด โดยไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงข่าวสาร ข่าวลือ ใดๆ จากตลาด โดยความคาดหมายว่า ด้วยหลักการนี้จะให้ผลขาดทุนราว 8 ในสิบครั้ง และได้กำไร 2 ในสิบครั้ง แต่การขาดทุน 8 ครั้งจะขาดทุนไม่มาก (ต้องขายตัดขาดทุน) และในการที่ได้กำไรเพียง 2 ครั้งนั้น แต่ละครั้งจะได้กำไรมากมายกว่าการขาดทุนมากนัก ผลของการทดลองในครั้งนั้น บรรดา Turtles ทั้งหลายสามารถทำกำไรได้มาก คนที่ไม่ได้กำไรก็เพราะไม่ได้ทำตามวิธีการอย่างเคร่งครัดซึ่งบางคนก็ถูกไล่ออกจากกลุ่มเสียกลางคัน
ดูวิธีการนี้จากเว็ปไซต์ http://www.originalturtles.org/
> การลงทุนแนวคุณค่า/มูลค่า (Value Investment)
วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่ แต่ได้รับการถ่ายทอดศึกษามานานแล้ว โดย เบนจามิน เกรแฮม ผู้ที่เป็นอาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้ประยุกต์เป็นหลักการเอาไว้นานแล้ว ตัวของวอร์เรนบัฟเฟตต์เอง ก็มาประยุกต์เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ซึ่งจะว่าไปแล้ว การลงทุนในแนวคุณค่า หรือดูมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้น ก็เหมือนกับการที่เราซื้อของอย่างอื่น ที่จะต้องดูว่ามันให้ผลตอบแทนแก่เราอย่างคุ้มค่าหรือไม่ การซื้อหุ้นก็เช่นเดียวกัน จะต้องดูว่าราคาถูกหรือแพง (เมื่อเทียบกับมูลค่าต่อหุ้น หุ้นราคาหุ้นละ 200 บาทอาจจะถูกกว่าหุ้นราคาหุ้นละ 5 บาทมากก็เป็นได้) หากสนใจในการลงทุนแนวนี้ก็ดูเพิ่มเติมจากหนังสือต่างๆ ของ เบนจามิน เกรแฮม หรือ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ได้เลยครับ
> วิธีผสมผสาน
เป็นการนำเอาความรู้ทุกด้านมารวมกัน ไม่ว่าจะแนวเก็งกำไรด้วยเทคนิค แนวลงทุนด้วยการดูมูลค่าหุ้น วางแผนการซื้อด้วยวิธี Turtle Tradeing หรือว่าแบบ Dollar Cost Average สุดแล้วแต่ว่าจะเน้นหนักทางด้านใดมากกว่าด้านอื่น ก็แล้วแต่นักลงทุนแต่ละคน บางคนจะดูพื้นฐานก่อน แล้วดูราคาหรือรอราคาให้ถูกลงแล้วจึงซื้อ บางคนก็ดูราคาก่อนแล้วค่อยวกกลับมาดูพื้นฐาน หากเห็นว่าพอไปได้แล้วราคาปัจจุบันถูกเกินไป ก็เข้าไปซื้อ ดังนี้เป็นต้น และแน่นอนว่าไม่มีกฏตายตัวว่าจะต้องเลือกอย่างใดก่อน หรือผสมกันอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557
'ธำรงชัย เอกอมรวงศ์' เซียน 'ฟิวเจอร์ส' ใช้ 'เทคนิคคัล' สู่อิสรภาพทางการเงิน
'ธำรงชัย เอกอมรวงศ์' เซียน 'ฟิวเจอร์ส'
ใช้ 'เทคนิคคัล' สู่อิสรภาพทางการเงิน
http://tonklainvestment.blogspot.com/2012/01/blog-post_07.html
กาแฟสักแก้ว กางเกงใน แล็ปท็อป และก็ Technical...แค่นี้ก็ทำเงินได้แล้ว!!! คำจำกัดความเก๋าๆ ของหนังสือ Freedom Trader ที่ 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ บรรจงถ่ายทอดร่วมกับ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในฐานะ "เทรดเดอร์ลึกลับ" เซียนเทคนิคัลฝีมือดี
หยงเป็นผู้เปิดโลก Commodity Trader ที่น้อยคนจะเข้าถึง เขายังเป็นวิทยากรสอนการลงทุนโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคประจำเว็บไซต์ สต็อคทูมอร์โรว์ วิถีแห่งเซียนของหยงเคยล้มเหลวในการเข้า "เก็งกำไร" ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา เขานำข้อผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนแล้วพัฒนารูปแบบการ "เทรด" ที่เฉพาะตัว มีเป้าหมายเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน
"ผมเป็นคนโลว์โพรไฟล์ เทรดหุ้นแต่ที่บ้าน ไม่เคยเข้าห้องค้า" หนุ่นนักเทรดวัย 31 ปี ออกตัวกับทีมงาน "ถนนนักลงทุน" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ณ สำนักงานสต็อคทูร์มอโรว์ ย่านสีลม
ธำรงชัยเปลือยชีวิตก่อนจะมาเป็น "เซียนเทคนิค" ให้ฟังว่า ช่วงปี 2546 หลังจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลียกลับมาประเทศไทย ก็อยากจะเป็นเจ้าของกิจการ จึงเริ่มต้นธุรกิจโดยการนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศสเปนมาจำหน่ายให้กับบริษัท ไทย แต่ธุรกิจ "ไปไม่รอด" เหตุว่าอ่อนประสบการณ์ และบริหารธุรกิจไม่เป็น ต่อมามีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชักชวนให้ไปทำงานด้านวาณิชธนกิจที่โบรกเกอร์แห่ง หนึ่งจึงเริ่มรู้จักการลงทุนหุ้นตั้งแต่ตอนนั้น
“ผมเริ่มเล่นหุ้นก็เล่นแบบมั่วๆ ดูงบการเงินแบบงูๆปลาๆ พอร์ตผมติดลบกระจุยกระจายเลย ตอนนั้นเลยเริ่มไปอบรมตามที่ต่างๆ จนกระทั่งได้พบกับ โฉลก สัมพันธารักษ์ (ลุงโฉลก) ซึ่งเป็นนักลงทุนมากว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของเว็บไซต์โฉลกดอทคอมมาสอนเรื่องเทคนิคให้ หลังจากที่ได้เข้าอบรมผมแทบน้ำตาไหล คนนี้สุดยอดแกเป็นอัจฉริยะเรื่องการลงทุนมาก ลุงโฉลกทำให้ผมพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต"
หลังจากนั้นธำรงชัย ได้ศึกษาวิชาการลงทุนโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคต่อเนื่อง 6-7 เดือน บางครั้งก็อาศัยแบบครูพักลักจำ ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาลงทุนผิดพลาดเรื่องอะไร ส่วนตัวเริ่มมีความมั่นใจว่านี่คือแนวทางที่ต้องการเดินแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการในบริษัทจดทะเบียน แห่งหนึ่ง เพื่อมาเริ่มต้นอาชีพ “เทรดเดอร์” เต็มตัว
“ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าไม่เริ่มต้นก็ไม่รู้จะไปเริ่มต้นตอนไหน เลยตัดสินใจลาออกจากงานช่วงต้นปี 2551 บางคนอาจจะคิดนานถ้าจะออกมาเทรดหุ้นเต็มเวลา แต่ผมคิดไม่นานเหมือนใจเรามาทางนี้อยู่แล้ว ช่วงนั้นผมฟิตจัดมากนำเงินเก็บที่มี และขอบางส่วนจากที่บ้านมาเป็นทุน"
การตัดสินใจลาออกจากงาน เขามีสัญญากับตัวเองว่าจะให้เวลา 3 ปี ถ้าไปไม่รอดก็จะกลับมาทำงานประจำและเป็นการสร้างแรงฮึดให้ตัวเองว่าต้องขยัน และต้องทำให้สำเร็จ จากนั้นจึงบินไปฮ่องกงเพื่อเปิดบัญชีเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ ต่างประเทศตามคำแนะนำของพรรคพวก เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีตัวแทน โดยโบรกเกอร์ที่ไปเปิดบัญชีเป็น "ดิสเคาน์โบรกเกอร์" มีบทวิจัยให้ทุกอย่างยกเว้นเจ้าหน้าที่การตลาด จะต้องเคาะซื้อขายเองเท่านั้นผ่านคอมพิวเตอร์หรือบนมือถือก็ได้
“พูดตรงๆเลยนะทีแรกที่ไปเปิดพอร์ตต่างประเทศเพราะมันดูเจ๋งดี ตลาดไทยก็ดีแต่ตลาดนอกโอกาสก็เยอะ โดยช่วงแรกก็ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลคือ "เทรดเกินตัว" แถมช่วงนั้นเจอวิกฤติเลห์แมน บราเดอร์ส พอดี ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเพราะยังไม่เข้าใจหลักการบริหารเงินที่ถูกต้อง เล่นเก็งกำไรเกินไป”
หยง เล่าว่าได้เข้าไปลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า The Chicago Board of Trade (CBOT) ถือได้ว่าเป็นการเรียนลัดข้ามขั้นตอน ตัวตลาดมันสุดยอดแต่ตัวเองลืมประมาณตนว่ากำลังแข่งกับคู่ต่อสู้ชั้นเซียน อย่างพวกโกลด์แมนแซค บังเอิญไปเจอช่วงที่ตลาดกำลังร่วงแรงช่วงแรกของวิกฤติเลห์แมน (ประมาณเดือนตุลาคม 2551)
ช่วงนั้นก่ายหน้าผากเลยนะว่าชีวิตจะเอาไงต่อ ได้แต่บอกตัวเองว่ายังไม่ครบสามปีเลย ช่วงที่โดนหนักถ้าจะเล่น Short ต่อก็คงได้กำไรมหาศาล แต่ใจมัน(หลุด)ไปแล้วกว่าจะรู้สึกตัวก็ได้กำไรคืนมานิดเดียว ทำให้ผมรู้จักการตั้งกฎให้ตัวเองคือ "ห้ามเล่นเกินตัว" สำหรับนิยามของคำว่า "ห้ามเล่นเกินตัว" คือต้องมีวงเงินเหลือพอไม่ให้ถูก Call Margin ที่สำคัญต้องไม่ให้น้ำหนักกับสิ่งใดในพอร์ตมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนตัวถ้าเกินกว่า 10% ถือว่าบ้าคลั่งแล้ว
"หลังจากนั้นผมกลับไปหาลุงโฉลกอีกครั้งเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ไม่น่าเชื่อว่าพอเปลี่ยนสไตล์การเล่นมาช้าลงแทนที่จะได้ผลตอบแทนช้ากลับกลาย เป็นว่าได้ผลตอบแทนเร็วขึ้นกว่าเดิมภายใน 10 เดือน ก็ได้สิ่งที่ขาดทุนไปกลับคืนมาทั้งหมด"
หยง มั่นใจว่าถ้าเรื่องเทคนิค และคอนเซ็ปท์การลงทุน ลุงโฉลกต้องอยู่อันดับต้นๆของเมืองไทยแน่นอน เรื่องเทคนิคใครๆ ก็ใช้เหมือนกัน แต่เรื่องของทัศนคติการลงทุนลุงโฉลกมีแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร หลังจากที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ต่อมาก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็น "ครู" สอนอยู่ในชมรมเรื่องทฤษฎีคลื่น เอเลียตเวฟ เทรนด์ฟอร์โลเวอร์ ฯลฯ
เขาบอกว่า ในวิชาเทคนิคการเรียนไม่สิ้นสุดแม้จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น "ผู้สอน" แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ต่อมาได้มีโอกาสไปฟังสัมนากับเว็บไซต์สต็อคทูร์มอโรว์ ที่พัทยา ได้พบกับ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่มาเป็นวิทยากรในงาน พอได้เจอกันวันนั้นก็ยังไม่มีอะไรมาก
"ต่อมาแพทสนใจขอไปดูการเทรดของผมที่บ้าน ผมก็พูดให้ฟังเรื่องมุมมองการลงทุนในแบบนักเทคนิคคัล ช่วงนั้นแพทเขาเป็น "วีไอ" เต็มตัวไม่สนใจเทคนิคเลย เขาบอกว่ามันเหมือนหลอกลวง พอมาที่บ้านผมดูผมเทรดจริงเขาเลยเริ่มเชื่อและเปิดใจเรียนรู้ จากนั้นผมกับเขาก็คุยกันว่าน่าจะมีกิจกรรมสอนนักลงทุน สุดท้ายก็เกิดเป็นคอร์สอบรมเทคนิคที่ผมรับผิดชอบ”
แม้จะเป็นเซียนเทคนิค แต่บ่อยครั้งที่ธำรงชัยนำปัจจัยพื้นฐานมาพิจารณาร่วมด้วย ที่สำคัญการได้ฝึกฝนและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้อยู่เสมอเหมือนการ "ลับมีดให้คม" เพราะเส้นทางนี้มักจะมีสิ่งใหม่ๆนอกเหนือตำราเรียนอยู่เสมอ เขาบอกว่าการใช้เทคนิคไม่มีวันเพอร์เฟค บางไม้ที่มั่นใจก็มีโดน (หลอก) บ้าง ไม่จำเป็นว่าเราต้องได้กำไรทุกครั้ง
"สิ่งที่ผมพบก็คือ เวลาไปสอนมีแต่คนอยากรวยเร็วๆ การทุ่มสุดตัวอาจไม่ยั่งยืน"
หยง มองว่าอาชีพเทรดเดอร์มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ง่าย หัวใจคือจะต้อง "ไม่เสี่ยงเกินตัว" จากประสบการณ์เวลาเสี่ยงมากไม่ได้แปลว่าต้องได้มากเสมอไป ดีที่สุดคือหาจุดเสี่ยงที่เรารับได้ ผลตอบแทนต้องได้เต็มที่ ถ้ารอบใหญ่มาถึงเราต้องกินให้ได้เต็มคำ จากที่ได้สัมผัสมา นักเทคนิคมีหลายสายมากและไม่มีแนวทางไหนเทพที่สุด คนที่สำเร็จอยู่ที่การปรับใช้ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง
"ตัวผมเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ รายได้หลักมาจากการเทรด ดังนั้นวิธีการของผมจะต่างจากคนอื่น อย่างเดือนนี้ทำกำไร 100% เดือนหน้าหล่นวูบ 50% แบบนี้ไม่สม่ำเสมอ ผมต้องถอนเงินในพอร์ตมาใช้จ่าย ถ้าสวิงมากจะถอนไม่ได้ จึงต้องพัฒนารูปแบบตัวเอง เทรดอย่างไรก็ได้ให้เงินเติบโตสม่ำเสมอ ขึ้นเยอะก็ดี แต่ต้องขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะถอนมาใช้จ่ายได้"
ธำรงชัย กล่าวว่า เทรดเดอร์ในความเห็นส่วนตัวมี 3 ระดับ หนึ่ง.คือระดับเอาตัวรอดได้ (Survivor) ต้องเทรดให้รอดก่อนอย่าหวังรวยแค่ไม่เจ๊งก็สำเร็จแล้ว เพราะคนอีก 90% เขาไม่รอด สอง.เข้าช่วงเติบโต (Growth) สม่ำเสมอ พอร์ตจะโตต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ชีวิตคนเราจะวัดความสำเร็จกันสั้นๆ ไม่ได้ สาม.สร้างความมั่งคั่ง (Wealth) หรือ สู่อิสรภาพทางการเงิน นี่คือสเต็ปท์ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องผ่าน คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ มักไปไม่รอด ส่วนตัวคิดว่าตัวเองเพิ่งเข้าช่วงเติบโตเท่านั้น
"ผมมองการลงทุนเหมือนปลูกต้นไม้เช่นต้นมะม่วง ปีแรกใส่ปุ๋ยลดน้ำ ต้นโตขึ้นแต่ยังเอามากินไม่ได้ ไม่พอที่จะมีอิสรภาพทางการเงินซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด เราต้องปลูกต่อไปต้นใหญ่ขึ้น ถ้าเอามาใช้ซื้ออะไรก่อนพอร์ตก็จะไม่โตเท่าที่ควร"
หยง สรุปว่า การลงทุนคือการประคองเงินและทุนให้เติบโตไปเรื่อยๆ เราต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เขาเชื่อเรื่องของ "เวลา" วันใดที่ต้นไม้เติบใหญ่แข็งแรงถึงวันนั้นดอกผลจะกินไม่หมด...ถ้าเราต้องการ ไปสู่อิสรภาพทางการเงิน "เราต้องอดทน"
เรื่องราวของ "เซียนเทคนิค" ยังไม่จบ สัปดาห์หน้า ธำรงชัยจะมาตีแผ่ "เทคนิคการลงทุน" รวมถึงพยากรณ์ทิศทาง SET Index ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ ในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า ห้ามพลาดเด็ดขาด!!
คนที่จะ 'รวย' ต้องเลือก 'สินทรัพย์' ถูกตัว-ถูกเวลา (ไซด์บาร์)
ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เล่าว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจรุ่นเก่าหลายคนที่ประสบความสำเร็จ อยู่ในวงจรธุรกิจมานาน 30 ปี ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำงานตลอดทั้ง 30 ปี แต่พวกเขาทำงานหนักเพียงแค่บางช่วงเท่านั้น จากที่ได้คุยกับนักลงทุนที่เล่นหุ้นสมัย SET Index 1,700 จุด ประเทศไทยสมัยยุคปี 1980-1997 (ปี 2523-2540) ใครเล่นหุ้นรวยหมดแค่ใครจับหุ้นก็รวยแล้วไม่ต้องเก่งก็ได้ แต่หลังจากนั้นหุ้นก็เน่าไม่เคยไปถึงระดับเดิมอีกเลย แต่หลังปี 2000 (ปี 2543) ใครจับอสังหาริมทรัพย์ก็รวย
“จริงแล้วถ้าเราสามารถจับ สินทรัพย์ที่จะลงทุนถูกตัวและถูกเวลา เราจะทำงานหนักเพียงแค่ "สิบปี" ที่เหลือติดลมบนแล้ว แต่ถ้าไปเลือกลงทุนผิดตัวก็คงสร้างความมั่งคั่งได้ไม่ง่าย อย่างใครมาจับอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ก็คงเหนื่อยแล้ว (หมดรอบแล้ว)”
ส่วนตัวจึงตั้งคำถามว่าแล้วช่วง 10 ปีจากนี้ (ปี 2010-2020) สินทรัพย์ที่ควรต้องลงทุนคืออะไร..? "หุ้นคงไม่ใช่พระเอกของรอบนี้แน่นอน" เงินมันต้องหาที่ลงไม่อันใดก็อันหนึ่ง สรุปได้ว่าอาจจะเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ส่วนตัวมองว่าโลกเราของกินของใช้แพงขึ้น อาหารผลิตมากขึ้นแต่ไม่พอกิน มีรถยนต์กับสัตว์มาแย่งส่วนของคน
"ผมมองว่า Commodity กลุ่มอาหารและโลหะมีค่า จะเป็น "พระเอก" ถ้าจับถูกตัว เรามีโอกาสสร้างความั่นคั่งแน่...ผมให้น้ำหนัก "โกลด์" กับ "ซิลเวอร์" ไปได้ไกลแน่นอน ทองถ้าจบการย่อรอบนี้จะไปได้ไกล 2,200 เหรียญต่อออนซ์ได้เห็นแน่ และอาจเป็นแค่หนึ่งในเป้าหมายก็ได้ อีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจไม่มีปัญญาซื้อทองก็ได้” ธำรงชัย มอง
ตอนที่แล้ว 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์
ได้ปูพื้นเส้นทางสู่การเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ สัปดาห์นี้เขาแนะวิธีการเทรดฟิวเจอร์ให้ได้ผลตอบแทน 'เต็มคำ' ภายใต้ 'ความเสี่ยงที่จำกัด'
กาแฟสักแก้ว กางเกงใน แล็ปท็อป และก็ Technical...แค่นี้ก็ทำเงินได้แล้ว!!! คำจำกัดความเก๋าๆ ของหนังสือ Freedom Trader ที่ 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ บรรจงถ่ายทอดร่วมกับ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในฐานะ "เทรดเดอร์ลึกลับ" เซียนเทคนิคัลฝีมือดี
หยงเป็นผู้เปิดโลก Commodity Trader ที่น้อยคนจะเข้าถึง เขายังเป็นวิทยากรสอนการลงทุนโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคประจำเว็บไซต์ สต็อคทูมอร์โรว์ วิถีแห่งเซียนของหยงเคยล้มเหลวในการเข้า "เก็งกำไร" ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา เขานำข้อผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนแล้วพัฒนารูปแบบการ "เทรด" ที่เฉพาะตัว มีเป้าหมายเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน
"ผมเป็นคนโลว์โพรไฟล์ เทรดหุ้นแต่ที่บ้าน ไม่เคยเข้าห้องค้า" หนุ่นนักเทรดวัย 31 ปี ออกตัวกับทีมงาน "ถนนนักลงทุน" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ณ สำนักงานสต็อคทูร์มอโรว์ ย่านสีลม
ธำรงชัยเปลือยชีวิตก่อนจะมาเป็น "เซียนเทคนิค" ให้ฟังว่า ช่วงปี 2546 หลังจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลียกลับมาประเทศไทย ก็อยากจะเป็นเจ้าของกิจการ จึงเริ่มต้นธุรกิจโดยการนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศสเปนมาจำหน่ายให้กับบริษัท ไทย แต่ธุรกิจ "ไปไม่รอด" เหตุว่าอ่อนประสบการณ์ และบริหารธุรกิจไม่เป็น ต่อมามีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชักชวนให้ไปทำงานด้านวาณิชธนกิจที่โบรกเกอร์แห่ง หนึ่งจึงเริ่มรู้จักการลงทุนหุ้นตั้งแต่ตอนนั้น
“ผมเริ่มเล่นหุ้นก็เล่นแบบมั่วๆ ดูงบการเงินแบบงูๆปลาๆ พอร์ตผมติดลบกระจุยกระจายเลย ตอนนั้นเลยเริ่มไปอบรมตามที่ต่างๆ จนกระทั่งได้พบกับ โฉลก สัมพันธารักษ์ (ลุงโฉลก) ซึ่งเป็นนักลงทุนมากว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของเว็บไซต์โฉลกดอทคอมมาสอนเรื่องเทคนิคให้ หลังจากที่ได้เข้าอบรมผมแทบน้ำตาไหล คนนี้สุดยอดแกเป็นอัจฉริยะเรื่องการลงทุนมาก ลุงโฉลกทำให้ผมพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต"
หลังจากนั้นธำรงชัย ได้ศึกษาวิชาการลงทุนโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคต่อเนื่อง 6-7 เดือน บางครั้งก็อาศัยแบบครูพักลักจำ ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาลงทุนผิดพลาดเรื่องอะไร ส่วนตัวเริ่มมีความมั่นใจว่านี่คือแนวทางที่ต้องการเดินแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการในบริษัทจดทะเบียน แห่งหนึ่ง เพื่อมาเริ่มต้นอาชีพ “เทรดเดอร์” เต็มตัว
“ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าไม่เริ่มต้นก็ไม่รู้จะไปเริ่มต้นตอนไหน เลยตัดสินใจลาออกจากงานช่วงต้นปี 2551 บางคนอาจจะคิดนานถ้าจะออกมาเทรดหุ้นเต็มเวลา แต่ผมคิดไม่นานเหมือนใจเรามาทางนี้อยู่แล้ว ช่วงนั้นผมฟิตจัดมากนำเงินเก็บที่มี และขอบางส่วนจากที่บ้านมาเป็นทุน"
การตัดสินใจลาออกจากงาน เขามีสัญญากับตัวเองว่าจะให้เวลา 3 ปี ถ้าไปไม่รอดก็จะกลับมาทำงานประจำและเป็นการสร้างแรงฮึดให้ตัวเองว่าต้องขยัน และต้องทำให้สำเร็จ จากนั้นจึงบินไปฮ่องกงเพื่อเปิดบัญชีเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ ต่างประเทศตามคำแนะนำของพรรคพวก เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีตัวแทน โดยโบรกเกอร์ที่ไปเปิดบัญชีเป็น "ดิสเคาน์โบรกเกอร์" มีบทวิจัยให้ทุกอย่างยกเว้นเจ้าหน้าที่การตลาด จะต้องเคาะซื้อขายเองเท่านั้นผ่านคอมพิวเตอร์หรือบนมือถือก็ได้
“พูดตรงๆเลยนะทีแรกที่ไปเปิดพอร์ตต่างประเทศเพราะมันดูเจ๋งดี ตลาดไทยก็ดีแต่ตลาดนอกโอกาสก็เยอะ โดยช่วงแรกก็ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลคือ "เทรดเกินตัว" แถมช่วงนั้นเจอวิกฤติเลห์แมน บราเดอร์ส พอดี ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเพราะยังไม่เข้าใจหลักการบริหารเงินที่ถูกต้อง เล่นเก็งกำไรเกินไป”
หยง เล่าว่าได้เข้าไปลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า The Chicago Board of Trade (CBOT) ถือได้ว่าเป็นการเรียนลัดข้ามขั้นตอน ตัวตลาดมันสุดยอดแต่ตัวเองลืมประมาณตนว่ากำลังแข่งกับคู่ต่อสู้ชั้นเซียน อย่างพวกโกลด์แมนแซค บังเอิญไปเจอช่วงที่ตลาดกำลังร่วงแรงช่วงแรกของวิกฤติเลห์แมน (ประมาณเดือนตุลาคม 2551)
ช่วงนั้นก่ายหน้าผากเลยนะว่าชีวิตจะเอาไงต่อ ได้แต่บอกตัวเองว่ายังไม่ครบสามปีเลย ช่วงที่โดนหนักถ้าจะเล่น Short ต่อก็คงได้กำไรมหาศาล แต่ใจมัน(หลุด)ไปแล้วกว่าจะรู้สึกตัวก็ได้กำไรคืนมานิดเดียว ทำให้ผมรู้จักการตั้งกฎให้ตัวเองคือ "ห้ามเล่นเกินตัว" สำหรับนิยามของคำว่า "ห้ามเล่นเกินตัว" คือต้องมีวงเงินเหลือพอไม่ให้ถูก Call Margin ที่สำคัญต้องไม่ให้น้ำหนักกับสิ่งใดในพอร์ตมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนตัวถ้าเกินกว่า 10% ถือว่าบ้าคลั่งแล้ว
"หลังจากนั้นผมกลับไปหาลุงโฉลกอีกครั้งเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ไม่น่าเชื่อว่าพอเปลี่ยนสไตล์การเล่นมาช้าลงแทนที่จะได้ผลตอบแทนช้ากลับกลาย เป็นว่าได้ผลตอบแทนเร็วขึ้นกว่าเดิมภายใน 10 เดือน ก็ได้สิ่งที่ขาดทุนไปกลับคืนมาทั้งหมด"
หยง มั่นใจว่าถ้าเรื่องเทคนิค และคอนเซ็ปท์การลงทุน ลุงโฉลกต้องอยู่อันดับต้นๆของเมืองไทยแน่นอน เรื่องเทคนิคใครๆ ก็ใช้เหมือนกัน แต่เรื่องของทัศนคติการลงทุนลุงโฉลกมีแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร หลังจากที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ต่อมาก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็น "ครู" สอนอยู่ในชมรมเรื่องทฤษฎีคลื่น เอเลียตเวฟ เทรนด์ฟอร์โลเวอร์ ฯลฯ
เขาบอกว่า ในวิชาเทคนิคการเรียนไม่สิ้นสุดแม้จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น "ผู้สอน" แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ต่อมาได้มีโอกาสไปฟังสัมนากับเว็บไซต์สต็อคทูร์มอโรว์ ที่พัทยา ได้พบกับ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่มาเป็นวิทยากรในงาน พอได้เจอกันวันนั้นก็ยังไม่มีอะไรมาก
"ต่อมาแพทสนใจขอไปดูการเทรดของผมที่บ้าน ผมก็พูดให้ฟังเรื่องมุมมองการลงทุนในแบบนักเทคนิคคัล ช่วงนั้นแพทเขาเป็น "วีไอ" เต็มตัวไม่สนใจเทคนิคเลย เขาบอกว่ามันเหมือนหลอกลวง พอมาที่บ้านผมดูผมเทรดจริงเขาเลยเริ่มเชื่อและเปิดใจเรียนรู้ จากนั้นผมกับเขาก็คุยกันว่าน่าจะมีกิจกรรมสอนนักลงทุน สุดท้ายก็เกิดเป็นคอร์สอบรมเทคนิคที่ผมรับผิดชอบ”
แม้จะเป็นเซียนเทคนิค แต่บ่อยครั้งที่ธำรงชัยนำปัจจัยพื้นฐานมาพิจารณาร่วมด้วย ที่สำคัญการได้ฝึกฝนและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้อยู่เสมอเหมือนการ "ลับมีดให้คม" เพราะเส้นทางนี้มักจะมีสิ่งใหม่ๆนอกเหนือตำราเรียนอยู่เสมอ เขาบอกว่าการใช้เทคนิคไม่มีวันเพอร์เฟค บางไม้ที่มั่นใจก็มีโดน (หลอก) บ้าง ไม่จำเป็นว่าเราต้องได้กำไรทุกครั้ง
"สิ่งที่ผมพบก็คือ เวลาไปสอนมีแต่คนอยากรวยเร็วๆ การทุ่มสุดตัวอาจไม่ยั่งยืน"
หยง มองว่าอาชีพเทรดเดอร์มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ง่าย หัวใจคือจะต้อง "ไม่เสี่ยงเกินตัว" จากประสบการณ์เวลาเสี่ยงมากไม่ได้แปลว่าต้องได้มากเสมอไป ดีที่สุดคือหาจุดเสี่ยงที่เรารับได้ ผลตอบแทนต้องได้เต็มที่ ถ้ารอบใหญ่มาถึงเราต้องกินให้ได้เต็มคำ จากที่ได้สัมผัสมา นักเทคนิคมีหลายสายมากและไม่มีแนวทางไหนเทพที่สุด คนที่สำเร็จอยู่ที่การปรับใช้ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง
"ตัวผมเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ รายได้หลักมาจากการเทรด ดังนั้นวิธีการของผมจะต่างจากคนอื่น อย่างเดือนนี้ทำกำไร 100% เดือนหน้าหล่นวูบ 50% แบบนี้ไม่สม่ำเสมอ ผมต้องถอนเงินในพอร์ตมาใช้จ่าย ถ้าสวิงมากจะถอนไม่ได้ จึงต้องพัฒนารูปแบบตัวเอง เทรดอย่างไรก็ได้ให้เงินเติบโตสม่ำเสมอ ขึ้นเยอะก็ดี แต่ต้องขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะถอนมาใช้จ่ายได้"
ธำรงชัย กล่าวว่า เทรดเดอร์ในความเห็นส่วนตัวมี 3 ระดับ หนึ่ง.คือระดับเอาตัวรอดได้ (Survivor) ต้องเทรดให้รอดก่อนอย่าหวังรวยแค่ไม่เจ๊งก็สำเร็จแล้ว เพราะคนอีก 90% เขาไม่รอด สอง.เข้าช่วงเติบโต (Growth) สม่ำเสมอ พอร์ตจะโตต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ชีวิตคนเราจะวัดความสำเร็จกันสั้นๆ ไม่ได้ สาม.สร้างความมั่งคั่ง (Wealth) หรือ สู่อิสรภาพทางการเงิน นี่คือสเต็ปท์ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องผ่าน คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ มักไปไม่รอด ส่วนตัวคิดว่าตัวเองเพิ่งเข้าช่วงเติบโตเท่านั้น
"ผมมองการลงทุนเหมือนปลูกต้นไม้เช่นต้นมะม่วง ปีแรกใส่ปุ๋ยลดน้ำ ต้นโตขึ้นแต่ยังเอามากินไม่ได้ ไม่พอที่จะมีอิสรภาพทางการเงินซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด เราต้องปลูกต่อไปต้นใหญ่ขึ้น ถ้าเอามาใช้ซื้ออะไรก่อนพอร์ตก็จะไม่โตเท่าที่ควร"
หยง สรุปว่า การลงทุนคือการประคองเงินและทุนให้เติบโตไปเรื่อยๆ เราต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เขาเชื่อเรื่องของ "เวลา" วันใดที่ต้นไม้เติบใหญ่แข็งแรงถึงวันนั้นดอกผลจะกินไม่หมด...ถ้าเราต้องการ ไปสู่อิสรภาพทางการเงิน "เราต้องอดทน"
เรื่องราวของ "เซียนเทคนิค" ยังไม่จบ สัปดาห์หน้า ธำรงชัยจะมาตีแผ่ "เทคนิคการลงทุน" รวมถึงพยากรณ์ทิศทาง SET Index ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ ในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า ห้ามพลาดเด็ดขาด!!
คนที่จะ 'รวย' ต้องเลือก 'สินทรัพย์' ถูกตัว-ถูกเวลา (ไซด์บาร์)
ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เล่าว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจรุ่นเก่าหลายคนที่ประสบความสำเร็จ อยู่ในวงจรธุรกิจมานาน 30 ปี ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำงานตลอดทั้ง 30 ปี แต่พวกเขาทำงานหนักเพียงแค่บางช่วงเท่านั้น จากที่ได้คุยกับนักลงทุนที่เล่นหุ้นสมัย SET Index 1,700 จุด ประเทศไทยสมัยยุคปี 1980-1997 (ปี 2523-2540) ใครเล่นหุ้นรวยหมดแค่ใครจับหุ้นก็รวยแล้วไม่ต้องเก่งก็ได้ แต่หลังจากนั้นหุ้นก็เน่าไม่เคยไปถึงระดับเดิมอีกเลย แต่หลังปี 2000 (ปี 2543) ใครจับอสังหาริมทรัพย์ก็รวย
“จริงแล้วถ้าเราสามารถจับ สินทรัพย์ที่จะลงทุนถูกตัวและถูกเวลา เราจะทำงานหนักเพียงแค่ "สิบปี" ที่เหลือติดลมบนแล้ว แต่ถ้าไปเลือกลงทุนผิดตัวก็คงสร้างความมั่งคั่งได้ไม่ง่าย อย่างใครมาจับอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ก็คงเหนื่อยแล้ว (หมดรอบแล้ว)”
ส่วนตัวจึงตั้งคำถามว่าแล้วช่วง 10 ปีจากนี้ (ปี 2010-2020) สินทรัพย์ที่ควรต้องลงทุนคืออะไร..? "หุ้นคงไม่ใช่พระเอกของรอบนี้แน่นอน" เงินมันต้องหาที่ลงไม่อันใดก็อันหนึ่ง สรุปได้ว่าอาจจะเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ส่วนตัวมองว่าโลกเราของกินของใช้แพงขึ้น อาหารผลิตมากขึ้นแต่ไม่พอกิน มีรถยนต์กับสัตว์มาแย่งส่วนของคน
"ผมมองว่า Commodity กลุ่มอาหารและโลหะมีค่า จะเป็น "พระเอก" ถ้าจับถูกตัว เรามีโอกาสสร้างความั่นคั่งแน่...ผมให้น้ำหนัก "โกลด์" กับ "ซิลเวอร์" ไปได้ไกลแน่นอน ทองถ้าจบการย่อรอบนี้จะไปได้ไกล 2,200 เหรียญต่อออนซ์ได้เห็นแน่ และอาจเป็นแค่หนึ่งในเป้าหมายก็ได้ อีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจไม่มีปัญญาซื้อทองก็ได้” ธำรงชัย มอง
ตอนที่แล้ว 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์
ได้ปูพื้นเส้นทางสู่การเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ สัปดาห์นี้เขาแนะวิธีการเทรดฟิวเจอร์ให้ได้ผลตอบแทน 'เต็มคำ' ภายใต้ 'ความเสี่ยงที่จำกัด'
เซียนเทคนิค 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ มองว่าจากนี้อีก "สิบปี" Commodity
กลุ่ม
"อาหาร" และ "โลหะมีค่า" จะเป็น "พระเอก"
ถ้าจับถูกตัว นักลงทุนมีโอกาสสร้างความั่นคั่งได้แน่!..อีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจจะไม่มีปัญญาซื้อทองใส่ก็ได้...เขาทำนาย
กว่าที่หยงจะก้าวมาถึงจุดที่เป็น "เทรดเดอร์มืออาชีพ" หากินกับความเสี่ยงรอบด้านในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธุ์ทั่วโลก เขาผ่านระดับที่หนึ่งคือการเอาตัวรอด (Survivor) ปะฉะดะกับบรรดาเซียนและกองทุนระดับโลกได้แล้ว และกำลังสร้างพอร์ตเข้าสู่ช่วงการเติบโตสม่ำเสมอ (Growth) การที่หยงเคยผ่านจุดล้มเหลวเขาจึงได้เรียนรู้ว่า คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ มักไปไม่รอด เพราะ 90% ของคนที่อยากรวยเร็วมักใช้วิธีเรียนลัดขั้นตอน สุดท้าย "ตกม้าตาย..ก่อนรวย"
หยง เล่าถึงสไตล์การเทรดของตนเองให้ฟังเมื่อผ่านระดับที่หนึ่งคือการเอาตัวรอด (Survivor) มาได้ ก้าวต่อไปจะต้องไม่ให้ "พอร์ตสวิง" เด็ดขาด การเทรดอาจจะเหวี่ยงแรงได้แต่พอร์ตจะต้อง "นิ่ง" บางคนอาจจะทำกำไรได้ 100% ภายในเดือนเดียว แต่จะไม่มีทางทำได้แบบนั้นตลอด เพราะเงินมันมีกำลังของมัน อย่างตลาดหุ้นไทยจริงแล้วให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 12% เท่านั้น นี่คือกฎของมาร์เก็ตรีเทิร์น คนเก่งๆ อาจจะทำได้ 20-30% แต่ระยะยาวผลตอบแทนก็จะไม่ห่างจากค่าเฉลี่ยมาก ยังมีศาสตร์ของ Money Management ที่จะสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าโดยไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มเช่นการใช้ Leverage (กู้ช่วย หรือใช้ Derivatives มาช่วย) เป็นต้น
ทุกวันนี้หยงเทรดทั้งในและต่างประเทศ เขาบอกว่าถ้าเป็นในประเทศก็จะเทรดหุ้นและ SET 50 Index Future เป็นพอร์ตหลัก ส่วนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเล่น Index Future เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง (ฮ่องกง), เอสแอนด์พี (สหรัฐฯ), แดกซ์ (เยอรมัน) ส่วนพวก Commodity (สินค้าโภคภัณฑ์) ก็เล่นโกลด์ฟิวเจอร์ที่ตลาดโคเม็กซ์ และเทรดน้ำตาลที่ตลาดนิวยอร์ก ถ้าเป็นสัดส่วนก็จะเป็นในประเทศ 60% แต่วงเงินในต่างประเทศมีเยอะกว่าเพราะสวิงแรงกว่า
การที่เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลีย ทำให้หยงออกแบบโปรแกรมเทรดตามสไตล์ของตัวเองทำให้สามารถลดความเสี่ยงได้มาก และนอนหลับสบายทุกคืน เขาบอกว่า โบรกเกอร์ต่างประเทศจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ลูกค้าสามารถตั้งโปรแกรมเทรดได้ หลากหลาย ขณะที่โบรกเกอร์ไทยมักจะมีแต่คำสั่งพื้นฐานจากโปรแกรมสำเร็จรูป โดยเราสามารถดัดแปลงให้ตรงกับที่ต้องการได้ เช่น ถ้าราคาหุ้นวิ่งชนแนวต้านสองครั้ง (แล้วไม่ผ่าน) โปรแกรมก็จะสั่งปิดสัญญา (ขาย) โดยอัตโนมัติ หรือตั้งจุด Stop Loss (จุดหยุดขาดทุน) ถ้าเกิดผิดพลาด
“แต่ละคืนผมนอนไม่ดึกมากเพราะในตลาดสหรัฐฯจะวิ่งพีคเพียงแค่ไม่เกินห้า ทุ่มบ้านเราเท่านั้น จากนั้นก็พักผ่อนได้แต่หลังๆ ผมมาเทรดตลาดยุโรปเลยต้องนอนดึกหน่อยประมาณตีสี่”
จากประสบการณ์เขาบอกว่า การเทรดพวก Index Future จะเล่นง่ายกว่าพวกสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะว่า Index Future ถอดมาจากมูลค่าของหุ้นซึ่งมีมูลค่าที่แท้จริงในตัวเอง เช่น ถ้าตลาดเกิดการขายมากเกินไป (Over Sold) มันก็จะส่งสัญญาณออกมาให้เรารู้ได้ ถ้าเทรนด์มันมาแน่นอนจะเล่นง่าย ซึ่งต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเราไม่รู้มูลค่าในตัวมันจริงๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรถ้าเล่นผิดฤดูกาลรับรองตายแน่! อย่างพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำตาล, โกโก้ พวกนี้มีฤดูกาลของมัน
“ช่วงที่ผมเสีย (ขาดทุน) จากฟิวเจอร์หนักๆ ผมได้กลับคืนมาจาก SET 50 Index Future กับฮั่งเส็งฟิวเจอร์ รองลงมาก็กำไรหุ้นไทย และทองคำ ส่วนพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง ผมเล่นน้อย เล่นแค่น้ำตาลที่ตลาดนิวยอร์ก ตอนเสียหนักๆ ผมเล่นหลายตัวเกินไป และเล่นแบบอัดเต็มๆ แม้ไม่โดนฟอร์ซแต่แทบไม่เหลือ”
หยง ย้ำว่าสไตล์การเทรดของเขา "ไม่ใช่เดย์เทรด" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่จะ "รอภาพใหญ่ชัดๆ" แล้วค่อยลงมือ บางครั้งจะถือสัญญาฟิวเจอร์นานถึง 5-8 วัน ซึ่งถือว่านานแล้ว ถ้าสมมุติว่าภาพใหญ่ "คอนเฟิร์มขาขึ้น" ก็จะ "ยิงยาว" (Let Profit Run) เลย แต่ก็จะไม่ถือยาวเป็นเดือน
การใช้กราฟเทคนิคจะใช้กราฟวัน (Day) กับกราฟชั่วโมงเป็นหลัก แล้วนำกราฟสัปดาห์ (Week) มาครอบจะไม่ถึงขั้นมองเป็นรายวินาที ถ้าเป็น TFEX ก็จะต้องได้ (กำไร) 15-20 จุดเต็มที่ก็ 35 จุด แต่ถ้าเล่นภาพเล็กหวังเอากำไรแค่ 5-8 จุด มันเสี่ยงเกินไป (ไม่คุ้ม) ยิ่งตอนนี้มีการสับขาหลอกเยอะด้วย
"ผมอยากจะบอกว่ารอภาพใหญ่ชัดๆ แล้วค่อยลงมือ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอบมีให้เล่นตลอดเวลา รอ 2-3 วันก็มีมาแล้ว สินทรัพย์บางประเภทรอบการเล่นของมันจะมาเหลื่อมๆกันด้วย...ที่สำคัญต้องหา แนวทางของตัวเองให้เจอและต้องเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองด้วย อย่างผมเน้นเลยว่าจะต้องมีความสุขในการเทรด เทรดเดอร์ถ้าหลับไม่เต็มอิ่มแปลว่าคุณผิดแล้ว"
สำหรับหยง เขาคิดว่าการลงทุนพร่ำเพรื่อคือ "ความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า" ควรเล่นเฉพาะภาพใหญ่ถ้าเทรนด์มาก็จะได้ "กินเต็มคำ" อีกอย่างที่เตือนคือเรื่องของ "ทัศนคติ" อย่าหวัง "โฮมรัน" (แจ็กพ็อตแตก) แค่ครั้งเดียวแล้วพอ เล่นแบบนี้จะต้องค่อยๆ ลงทุน "ทบต้น" ไปเรื่อยๆดีกว่า
เซียนระดับอินเตอร์รายนี้ยังเผยเทคนิคต่ออีกว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจาการเล่นตาม “โมเมนตั้ม” (แรงเหวี่ยงของตลาด) หมายความว่า การที่ราคาอะไรก็ตามจะขึ้นได้ต้องมี "กำลังส่ง" ถ้าเรามองออกก็มีโอกาส "รวย" อย่างอื่นเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ ถ้าราคามาจะเกิดการส่งสัญญาณและจะไปต่อแบบไม่รีรอ เป็นแนวทางที่ต้องใช้เทคนิคลึกมาก นอกจากนี้ยังต้อง "เล่นตามกระแส" (Trend Follower) ถ้าเทรนด์มาไม่ว่าจะขึ้นหรือลงต้อง "กินให้สุด" ออกกลางทางจะไม่คุ้ม
ส่วนเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ประจำดูแนวโน้มจะใช้ Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ถ้าดูโมเมนตั้มจะใช้ RSI และ MACD เครื่องมือที่ใช้ถือว่าเบสิคมาก ส่วนตัวไม่เชื่อในอะไรที่พิสดารมาก แต่จะเชื่อใน "อารมณ์ของตลาด" (Market Mood) ถ้าตีความอารมณ์ของนักลงทุนที่มีต่อตลาดได้ส่วนใหญ่จะ "ถูก" มากกว่า "ผิด" เพราะไปตามคนส่วนใหญ่ ปัจจัยหนึ่งที่เขียนลงชาร์ตไม่ได้คืออารมณ์ตลาดโดยเฉพาะเวลาเทรด TFEX
เขาบอกว่า วิธีนี้ฟันธงไม่ได้ว่าจะถูกหมด เพราะวิธีนี้ไม่ได้บอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลง หลักการคือนักลงทุนแต่ละคนจะมีความตั้งใจแล้วว่าจะซื้อ ทำให้เกิดราคาวิ่งพร้อมวอลุ่ม เราจะไม่ดูเหตุ..เรามาดูผลว่ากราฟแท่งเทียนที่เกิดขึ้นบอกอารมณ์ตลาดอย่างไร
ยกตัวอย่าง เช่น เวลาดูกราฟแท่งเทียนเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเส้นใดเส้นหนึ่งที่เราเลือก ถ้าเห็นราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยตัวเองได้ แม้จะลงมาก็ยังสามารถยืนได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นมีแนวรับของตัวเอง ก็คือถ้าลงมาก็จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งมองว่าระดับนี้ซื้อได้ บ่งบอกถึงอารมณ์ตลาดมีความมั่นใจ แม้จะนำมาเป็นตัวชี้วัดว่าจะขึ้นหรือลงไม่ได้แต่ก็มีความแม่นยำสูง เพราะหุ้นมันมีวอลุ่มอยู่ถ้าสามารถยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยได้ ถ้าลงก็มีคนพร้อมซื้อ นี่คือการตีความอารมณ์ตลาด
“การดูอารมณ์ของตลาดจะช่วยยืนยันทิศทางราคาได้ อย่างเช่น SET Index ถ้าเราใช้ทฤษฎีดาวมาจับบางช่วงอาจจะกำลังทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดใหม่ เราจะไม่มีทางมั่นใจได้ว่ามันกำลังขึ้นเพื่อทำนิวไฮใหม่หรือขึ้นเพื่อลงต่อ การใช้โมเมนตั้มจะวิเคราะห์ได้แต่ไม่ทั้งหมด อารมณ์ตลาดจะช่วยยืนยัน”
สำหรับหุ้นหรือสัญญาฟิวเจอร์จะขึ้นถึงแค่ไหน หยงจะต้องดู Fibonacci ประกอบ เขาคิดว่าเป็นเครื่องมือที่แม่นยำสูงมีความอัจฉริยะมาก ต่อไปคือดูเรื่องของเงื่อนเวลาถ้า "ไทม์เฟรมแม่" (กราฟ Week) กับ "ไทม์เฟรมลูก" (กราฟ Day) มองภาพเดียวกันคือขึ้นก็ขึ้นเหมือนกันลงก็ลงเหมือนกันแสดงว่าเป็นของจริง ถ้าไม่เหมือนกันแปลว่าอาจจะพลาดได้ ต้องดูควบคู่กัน
เซียนเทคนิครายนี้ บอกว่า เทคนิคต่างๆถูกพัฒนาขึ้นจนเป็นสไตล์ส่วนตัว เพราะจำเป็นต้องใช้เงินจากพอร์ตมาเลี้ยงตัวเอง ดังนั้นจะทำให้พอร์ตติดลบหนักไม่ได้ "ถ้าไม่ชัวร์จะไม่เข้า" แม้บางครั้งอาจติดลบบ้างแต่รับรองได้ว่าจะไม่ติดลบหนักๆ ลึกถึง 50% ไม่แน่นอน
“สรุปแนวการเทรดหลักๆ ผมดูกราฟแท่งเทียนทุกแท่งซึ่งมีความหมายในตัวเอง ถ้านำมาประกอบกับเส้นค่าเฉลี่ยจะรู้อารมณ์นักลงทุน ต่อไปดูเทรนด์ให้ออกว่าขึ้นหรือลง และรอสัญญาณมาจากกราฟว่าคอนเฟิร์มขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวหรือยัง...ผมไม่รอ ซื้อถูก ไม่รอช้อนแต่ผมซื้อเมื่อชัวร์และอัดเต็มตลอด ไม่มีครึ่งพอร์ตเมื่อมั่นใจแล้ว ถ้าไม่มั่นใจไม่ลงเลย เคยมีกรณีแหย่เข้าไปแล้วไม่สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติ ผมเลยไม่มีนโยบายแหย่ขาเล่น”
หยง ปิดท้ายเรื่องของการเตรียม “ใจ” ต่อให้เรียนเยอะแค่ไหนเวลาเทรดจริงอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเรียนนักบินเวลาของจริงจะแตกต่างจากหนังสือเสมอ ชาร์ตจริงยากกว่ากราฟตัวอย่างเสมอ สิ่งแรกที่ต้องลงทุนคือความรู้ ทฤษฎีมีเท่าไรใส่ให้หมด และหาเวลาไปเข้าคอร์สให้ผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายให้ฟัง และอย่าบินเดี่ยวมีพรรคพวกมีก๊วนด้วยก็ดีจะได้ช่วยตัดสินใจ
“มี 100 ลงไปก่อน 20 ให้เรารู้ระดับความเสี่ยงที่แท้จริง เมื่อเอาตัวรอดได้ก็ค่อยใส่เข้าไปเพิ่มจาก 20 เป็น 30 เป็น 40 บางคนไปเริ่มที่ 100 เลย..มันไม่ใช่!" บทสรุปของเขาคือ คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ ใช้วิธีเรียนลัด..สุดท้าย "มักไปไม่รอด" รอภาพใหญ่ชัดๆ แล้วค่อยลงมือ!!!
ปี 2555 'ทอง-น้ำตาล-ถั่วเหลือง' Super Bullish (ไซด์บาร์)
ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำโดยใช้ทั้งปัจจัยพื้นฐานและเครื่องมือทางเทคนิค เขาฟันธงว่า “ขึ้นแน่นอน” บทบาทของทองคำได้เปลี่ยนไปไม่ได้เป็นเพียงโลหะมีค่าแต่ใช้เป็น Safe Haven ไปแล้ว พอคนไม่มั่นใจในตลาดการเงินก็จะนำเงินไปใส่ลงในทองคำ เชื่อว่าทองคำจะยังเป็น "ขาขึ้นอีกนานเป็นสิบปี"
“เครื่องมือทางเทคนิคก็ยืนยันด้วย ภาพใหญ่ราคายืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 13 วันมาตลอด ตั้งแต่ราคา 900เหรียญต่อออนซ์ก็ขึ้นมาตลอด แสดงว่ามีคนมั่นใจว่าถ้าราคาลงมาระดับนี้ต้องมีคนมารับต่อ แม้จะมีพักฐานใหญ่บ้างแต่ภาพใหญ่ยัง Bullish (ขาขึ้น) ยังตอบไม่ได้ว่าจะขึ้นไปอีกเท่าไรด้วยซ้ำ ถ้าใช้ Fibonacci แนวต้านเป้าหมายต่อไปคงอยู่ 2,200-2,400 เหรียญ”
ทางด้านน้ำตาล แม้จะเป็นสินค้าที่มีฤดูกาลแต่ยังสามารถขึ้นได้อีกมาก ตั้งแต่ปี 2000 ราคาน้ำตาลยังอยู่แค่ 5เซนต์ แล้วขึ้นมาพีคตอนนี้ที่ 35 เซนต์ ขึ้นมาเป็น "สิบเท่า" ภายในสิบปี ส่วนตัวคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปราบเซียนมากมีความเป็นวัฎจักรมากกว่าทองคำ อีก ขึ้นแรง-ลงแรง แต่ยืนยันว่าขาขึ้นยังอีกยาว อีกตัวที่น่าสนใจคือถั่วเหลือง ภาพใหญ่มันเป็นขาขึ้น
"ผมเชื่อว่ารุ่นเราคนอายุสามสิบสี่สิบ ถ้าได้จับสินทรัพย์ตัวหนึ่งถูกตัวในรอบใหญ่จะสร้างความมั่งคั่งได้ชนิดที่ ช่วงที่เหลือแค่กินของเก่าทั้งชีวิต การเลือกลงทุนอะไรในช่วงสิบปีนี้จึงสำคัญมาก ส่วนตัวให้ความสำคัญกับสินค้าโภคภัณฑ์มาก ถ้าวิ่งเมื่อไรพวกนี้ต้องหลับหูหลับตาซื้อเลย ถ้าชัดเจนแล้วมันจะไม่มีย่อ ถ้าไม่กัดฟันซื้อจะพลาดเลย ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองศึกษาดูเพราะเป็นโอกาสในระดับโลก ตอนนี้พืชเกษตรมันผลิตไม่ทันการบริโภค แถมมีภัยธรรมชาติ สัตว์ รถยนต์ มาแย่งคนกินอีก ถ้าจะพักฐานก็คือเพื่อรอขึ้นรอบใหญ่อีกรอบเท่านั้น"
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทย ธำรงชัย มองต่างจากคนอื่น การขึ้นรอบนี้มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น "การขึ้นเพื่อลงต่อ" ถ้าวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci มีโอกาส 50% ที่ SETจะลงมาทดสอบ 760 จุด ถ้าเอาไม่อยู่ก็เจอกันที่ 550 จุด ภายใน 18-24 เดือนจากนี้ นี่เป็นการคาดการณ์โดยใช้การนับคลื่น ระยะสั้นตลาดน่าจะ Bullish ต้องเล่นเร็วนิดนึง ภาพใหญ่น่าจะมีการพักฐานอย่างมีนัยสำคัญอีกรอบ ถ้ามองภาพเล็ก 1-2 ปี ตลาดน่าจะยังเหนื่อยต่อ ไม่เกินปี 2014 (2557) น่าจะได้เห็นอะไรลึกๆ แต่ภาพใหญ่กว่านั้นตลาดหุ้นไทยน่าจะ Bullish ได้อีกเป็นสิบปี
“ส่วนตัวคิดว่าภายใน 2 ปีนี่ เราเล่นทาง Short อาจสร้างความมั่งคั่งได้จาก "ขาลง" ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์เราสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลงถ้าผิดพลาดก็ สามารถหนีทัน แต่ถ้าทำธุรกิจถ้าอะไรไม่เป็นอย่างที่เราต้องการก็เหนื่อย” เขากล่าว
กว่าที่หยงจะก้าวมาถึงจุดที่เป็น "เทรดเดอร์มืออาชีพ" หากินกับความเสี่ยงรอบด้านในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธุ์ทั่วโลก เขาผ่านระดับที่หนึ่งคือการเอาตัวรอด (Survivor) ปะฉะดะกับบรรดาเซียนและกองทุนระดับโลกได้แล้ว และกำลังสร้างพอร์ตเข้าสู่ช่วงการเติบโตสม่ำเสมอ (Growth) การที่หยงเคยผ่านจุดล้มเหลวเขาจึงได้เรียนรู้ว่า คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ มักไปไม่รอด เพราะ 90% ของคนที่อยากรวยเร็วมักใช้วิธีเรียนลัดขั้นตอน สุดท้าย "ตกม้าตาย..ก่อนรวย"
หยง เล่าถึงสไตล์การเทรดของตนเองให้ฟังเมื่อผ่านระดับที่หนึ่งคือการเอาตัวรอด (Survivor) มาได้ ก้าวต่อไปจะต้องไม่ให้ "พอร์ตสวิง" เด็ดขาด การเทรดอาจจะเหวี่ยงแรงได้แต่พอร์ตจะต้อง "นิ่ง" บางคนอาจจะทำกำไรได้ 100% ภายในเดือนเดียว แต่จะไม่มีทางทำได้แบบนั้นตลอด เพราะเงินมันมีกำลังของมัน อย่างตลาดหุ้นไทยจริงแล้วให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 12% เท่านั้น นี่คือกฎของมาร์เก็ตรีเทิร์น คนเก่งๆ อาจจะทำได้ 20-30% แต่ระยะยาวผลตอบแทนก็จะไม่ห่างจากค่าเฉลี่ยมาก ยังมีศาสตร์ของ Money Management ที่จะสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าโดยไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มเช่นการใช้ Leverage (กู้ช่วย หรือใช้ Derivatives มาช่วย) เป็นต้น
ทุกวันนี้หยงเทรดทั้งในและต่างประเทศ เขาบอกว่าถ้าเป็นในประเทศก็จะเทรดหุ้นและ SET 50 Index Future เป็นพอร์ตหลัก ส่วนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเล่น Index Future เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง (ฮ่องกง), เอสแอนด์พี (สหรัฐฯ), แดกซ์ (เยอรมัน) ส่วนพวก Commodity (สินค้าโภคภัณฑ์) ก็เล่นโกลด์ฟิวเจอร์ที่ตลาดโคเม็กซ์ และเทรดน้ำตาลที่ตลาดนิวยอร์ก ถ้าเป็นสัดส่วนก็จะเป็นในประเทศ 60% แต่วงเงินในต่างประเทศมีเยอะกว่าเพราะสวิงแรงกว่า
การที่เขาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากประเทศออสเตรเลีย ทำให้หยงออกแบบโปรแกรมเทรดตามสไตล์ของตัวเองทำให้สามารถลดความเสี่ยงได้มาก และนอนหลับสบายทุกคืน เขาบอกว่า โบรกเกอร์ต่างประเทศจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ลูกค้าสามารถตั้งโปรแกรมเทรดได้ หลากหลาย ขณะที่โบรกเกอร์ไทยมักจะมีแต่คำสั่งพื้นฐานจากโปรแกรมสำเร็จรูป โดยเราสามารถดัดแปลงให้ตรงกับที่ต้องการได้ เช่น ถ้าราคาหุ้นวิ่งชนแนวต้านสองครั้ง (แล้วไม่ผ่าน) โปรแกรมก็จะสั่งปิดสัญญา (ขาย) โดยอัตโนมัติ หรือตั้งจุด Stop Loss (จุดหยุดขาดทุน) ถ้าเกิดผิดพลาด
“แต่ละคืนผมนอนไม่ดึกมากเพราะในตลาดสหรัฐฯจะวิ่งพีคเพียงแค่ไม่เกินห้า ทุ่มบ้านเราเท่านั้น จากนั้นก็พักผ่อนได้แต่หลังๆ ผมมาเทรดตลาดยุโรปเลยต้องนอนดึกหน่อยประมาณตีสี่”
จากประสบการณ์เขาบอกว่า การเทรดพวก Index Future จะเล่นง่ายกว่าพวกสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะว่า Index Future ถอดมาจากมูลค่าของหุ้นซึ่งมีมูลค่าที่แท้จริงในตัวเอง เช่น ถ้าตลาดเกิดการขายมากเกินไป (Over Sold) มันก็จะส่งสัญญาณออกมาให้เรารู้ได้ ถ้าเทรนด์มันมาแน่นอนจะเล่นง่าย ซึ่งต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเราไม่รู้มูลค่าในตัวมันจริงๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรถ้าเล่นผิดฤดูกาลรับรองตายแน่! อย่างพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำตาล, โกโก้ พวกนี้มีฤดูกาลของมัน
“ช่วงที่ผมเสีย (ขาดทุน) จากฟิวเจอร์หนักๆ ผมได้กลับคืนมาจาก SET 50 Index Future กับฮั่งเส็งฟิวเจอร์ รองลงมาก็กำไรหุ้นไทย และทองคำ ส่วนพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง ผมเล่นน้อย เล่นแค่น้ำตาลที่ตลาดนิวยอร์ก ตอนเสียหนักๆ ผมเล่นหลายตัวเกินไป และเล่นแบบอัดเต็มๆ แม้ไม่โดนฟอร์ซแต่แทบไม่เหลือ”
หยง ย้ำว่าสไตล์การเทรดของเขา "ไม่ใช่เดย์เทรด" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่จะ "รอภาพใหญ่ชัดๆ" แล้วค่อยลงมือ บางครั้งจะถือสัญญาฟิวเจอร์นานถึง 5-8 วัน ซึ่งถือว่านานแล้ว ถ้าสมมุติว่าภาพใหญ่ "คอนเฟิร์มขาขึ้น" ก็จะ "ยิงยาว" (Let Profit Run) เลย แต่ก็จะไม่ถือยาวเป็นเดือน
การใช้กราฟเทคนิคจะใช้กราฟวัน (Day) กับกราฟชั่วโมงเป็นหลัก แล้วนำกราฟสัปดาห์ (Week) มาครอบจะไม่ถึงขั้นมองเป็นรายวินาที ถ้าเป็น TFEX ก็จะต้องได้ (กำไร) 15-20 จุดเต็มที่ก็ 35 จุด แต่ถ้าเล่นภาพเล็กหวังเอากำไรแค่ 5-8 จุด มันเสี่ยงเกินไป (ไม่คุ้ม) ยิ่งตอนนี้มีการสับขาหลอกเยอะด้วย
"ผมอยากจะบอกว่ารอภาพใหญ่ชัดๆ แล้วค่อยลงมือ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอบมีให้เล่นตลอดเวลา รอ 2-3 วันก็มีมาแล้ว สินทรัพย์บางประเภทรอบการเล่นของมันจะมาเหลื่อมๆกันด้วย...ที่สำคัญต้องหา แนวทางของตัวเองให้เจอและต้องเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองด้วย อย่างผมเน้นเลยว่าจะต้องมีความสุขในการเทรด เทรดเดอร์ถ้าหลับไม่เต็มอิ่มแปลว่าคุณผิดแล้ว"
สำหรับหยง เขาคิดว่าการลงทุนพร่ำเพรื่อคือ "ความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า" ควรเล่นเฉพาะภาพใหญ่ถ้าเทรนด์มาก็จะได้ "กินเต็มคำ" อีกอย่างที่เตือนคือเรื่องของ "ทัศนคติ" อย่าหวัง "โฮมรัน" (แจ็กพ็อตแตก) แค่ครั้งเดียวแล้วพอ เล่นแบบนี้จะต้องค่อยๆ ลงทุน "ทบต้น" ไปเรื่อยๆดีกว่า
เซียนระดับอินเตอร์รายนี้ยังเผยเทคนิคต่ออีกว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจาการเล่นตาม “โมเมนตั้ม” (แรงเหวี่ยงของตลาด) หมายความว่า การที่ราคาอะไรก็ตามจะขึ้นได้ต้องมี "กำลังส่ง" ถ้าเรามองออกก็มีโอกาส "รวย" อย่างอื่นเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ ถ้าราคามาจะเกิดการส่งสัญญาณและจะไปต่อแบบไม่รีรอ เป็นแนวทางที่ต้องใช้เทคนิคลึกมาก นอกจากนี้ยังต้อง "เล่นตามกระแส" (Trend Follower) ถ้าเทรนด์มาไม่ว่าจะขึ้นหรือลงต้อง "กินให้สุด" ออกกลางทางจะไม่คุ้ม
ส่วนเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ประจำดูแนวโน้มจะใช้ Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ถ้าดูโมเมนตั้มจะใช้ RSI และ MACD เครื่องมือที่ใช้ถือว่าเบสิคมาก ส่วนตัวไม่เชื่อในอะไรที่พิสดารมาก แต่จะเชื่อใน "อารมณ์ของตลาด" (Market Mood) ถ้าตีความอารมณ์ของนักลงทุนที่มีต่อตลาดได้ส่วนใหญ่จะ "ถูก" มากกว่า "ผิด" เพราะไปตามคนส่วนใหญ่ ปัจจัยหนึ่งที่เขียนลงชาร์ตไม่ได้คืออารมณ์ตลาดโดยเฉพาะเวลาเทรด TFEX
เขาบอกว่า วิธีนี้ฟันธงไม่ได้ว่าจะถูกหมด เพราะวิธีนี้ไม่ได้บอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลง หลักการคือนักลงทุนแต่ละคนจะมีความตั้งใจแล้วว่าจะซื้อ ทำให้เกิดราคาวิ่งพร้อมวอลุ่ม เราจะไม่ดูเหตุ..เรามาดูผลว่ากราฟแท่งเทียนที่เกิดขึ้นบอกอารมณ์ตลาดอย่างไร
ยกตัวอย่าง เช่น เวลาดูกราฟแท่งเทียนเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเส้นใดเส้นหนึ่งที่เราเลือก ถ้าเห็นราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยตัวเองได้ แม้จะลงมาก็ยังสามารถยืนได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นมีแนวรับของตัวเอง ก็คือถ้าลงมาก็จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งมองว่าระดับนี้ซื้อได้ บ่งบอกถึงอารมณ์ตลาดมีความมั่นใจ แม้จะนำมาเป็นตัวชี้วัดว่าจะขึ้นหรือลงไม่ได้แต่ก็มีความแม่นยำสูง เพราะหุ้นมันมีวอลุ่มอยู่ถ้าสามารถยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยได้ ถ้าลงก็มีคนพร้อมซื้อ นี่คือการตีความอารมณ์ตลาด
“การดูอารมณ์ของตลาดจะช่วยยืนยันทิศทางราคาได้ อย่างเช่น SET Index ถ้าเราใช้ทฤษฎีดาวมาจับบางช่วงอาจจะกำลังทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดใหม่ เราจะไม่มีทางมั่นใจได้ว่ามันกำลังขึ้นเพื่อทำนิวไฮใหม่หรือขึ้นเพื่อลงต่อ การใช้โมเมนตั้มจะวิเคราะห์ได้แต่ไม่ทั้งหมด อารมณ์ตลาดจะช่วยยืนยัน”
สำหรับหุ้นหรือสัญญาฟิวเจอร์จะขึ้นถึงแค่ไหน หยงจะต้องดู Fibonacci ประกอบ เขาคิดว่าเป็นเครื่องมือที่แม่นยำสูงมีความอัจฉริยะมาก ต่อไปคือดูเรื่องของเงื่อนเวลาถ้า "ไทม์เฟรมแม่" (กราฟ Week) กับ "ไทม์เฟรมลูก" (กราฟ Day) มองภาพเดียวกันคือขึ้นก็ขึ้นเหมือนกันลงก็ลงเหมือนกันแสดงว่าเป็นของจริง ถ้าไม่เหมือนกันแปลว่าอาจจะพลาดได้ ต้องดูควบคู่กัน
เซียนเทคนิครายนี้ บอกว่า เทคนิคต่างๆถูกพัฒนาขึ้นจนเป็นสไตล์ส่วนตัว เพราะจำเป็นต้องใช้เงินจากพอร์ตมาเลี้ยงตัวเอง ดังนั้นจะทำให้พอร์ตติดลบหนักไม่ได้ "ถ้าไม่ชัวร์จะไม่เข้า" แม้บางครั้งอาจติดลบบ้างแต่รับรองได้ว่าจะไม่ติดลบหนักๆ ลึกถึง 50% ไม่แน่นอน
“สรุปแนวการเทรดหลักๆ ผมดูกราฟแท่งเทียนทุกแท่งซึ่งมีความหมายในตัวเอง ถ้านำมาประกอบกับเส้นค่าเฉลี่ยจะรู้อารมณ์นักลงทุน ต่อไปดูเทรนด์ให้ออกว่าขึ้นหรือลง และรอสัญญาณมาจากกราฟว่าคอนเฟิร์มขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวหรือยัง...ผมไม่รอ ซื้อถูก ไม่รอช้อนแต่ผมซื้อเมื่อชัวร์และอัดเต็มตลอด ไม่มีครึ่งพอร์ตเมื่อมั่นใจแล้ว ถ้าไม่มั่นใจไม่ลงเลย เคยมีกรณีแหย่เข้าไปแล้วไม่สำเร็จ ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติ ผมเลยไม่มีนโยบายแหย่ขาเล่น”
หยง ปิดท้ายเรื่องของการเตรียม “ใจ” ต่อให้เรียนเยอะแค่ไหนเวลาเทรดจริงอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเรียนนักบินเวลาของจริงจะแตกต่างจากหนังสือเสมอ ชาร์ตจริงยากกว่ากราฟตัวอย่างเสมอ สิ่งแรกที่ต้องลงทุนคือความรู้ ทฤษฎีมีเท่าไรใส่ให้หมด และหาเวลาไปเข้าคอร์สให้ผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายให้ฟัง และอย่าบินเดี่ยวมีพรรคพวกมีก๊วนด้วยก็ดีจะได้ช่วยตัดสินใจ
“มี 100 ลงไปก่อน 20 ให้เรารู้ระดับความเสี่ยงที่แท้จริง เมื่อเอาตัวรอดได้ก็ค่อยใส่เข้าไปเพิ่มจาก 20 เป็น 30 เป็น 40 บางคนไปเริ่มที่ 100 เลย..มันไม่ใช่!" บทสรุปของเขาคือ คนที่ใจร้อนอยากรวยเร็วๆ ใช้วิธีเรียนลัด..สุดท้าย "มักไปไม่รอด" รอภาพใหญ่ชัดๆ แล้วค่อยลงมือ!!!
ปี 2555 'ทอง-น้ำตาล-ถั่วเหลือง' Super Bullish (ไซด์บาร์)
ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำโดยใช้ทั้งปัจจัยพื้นฐานและเครื่องมือทางเทคนิค เขาฟันธงว่า “ขึ้นแน่นอน” บทบาทของทองคำได้เปลี่ยนไปไม่ได้เป็นเพียงโลหะมีค่าแต่ใช้เป็น Safe Haven ไปแล้ว พอคนไม่มั่นใจในตลาดการเงินก็จะนำเงินไปใส่ลงในทองคำ เชื่อว่าทองคำจะยังเป็น "ขาขึ้นอีกนานเป็นสิบปี"
“เครื่องมือทางเทคนิคก็ยืนยันด้วย ภาพใหญ่ราคายืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 13 วันมาตลอด ตั้งแต่ราคา 900เหรียญต่อออนซ์ก็ขึ้นมาตลอด แสดงว่ามีคนมั่นใจว่าถ้าราคาลงมาระดับนี้ต้องมีคนมารับต่อ แม้จะมีพักฐานใหญ่บ้างแต่ภาพใหญ่ยัง Bullish (ขาขึ้น) ยังตอบไม่ได้ว่าจะขึ้นไปอีกเท่าไรด้วยซ้ำ ถ้าใช้ Fibonacci แนวต้านเป้าหมายต่อไปคงอยู่ 2,200-2,400 เหรียญ”
ทางด้านน้ำตาล แม้จะเป็นสินค้าที่มีฤดูกาลแต่ยังสามารถขึ้นได้อีกมาก ตั้งแต่ปี 2000 ราคาน้ำตาลยังอยู่แค่ 5เซนต์ แล้วขึ้นมาพีคตอนนี้ที่ 35 เซนต์ ขึ้นมาเป็น "สิบเท่า" ภายในสิบปี ส่วนตัวคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปราบเซียนมากมีความเป็นวัฎจักรมากกว่าทองคำ อีก ขึ้นแรง-ลงแรง แต่ยืนยันว่าขาขึ้นยังอีกยาว อีกตัวที่น่าสนใจคือถั่วเหลือง ภาพใหญ่มันเป็นขาขึ้น
"ผมเชื่อว่ารุ่นเราคนอายุสามสิบสี่สิบ ถ้าได้จับสินทรัพย์ตัวหนึ่งถูกตัวในรอบใหญ่จะสร้างความมั่งคั่งได้ชนิดที่ ช่วงที่เหลือแค่กินของเก่าทั้งชีวิต การเลือกลงทุนอะไรในช่วงสิบปีนี้จึงสำคัญมาก ส่วนตัวให้ความสำคัญกับสินค้าโภคภัณฑ์มาก ถ้าวิ่งเมื่อไรพวกนี้ต้องหลับหูหลับตาซื้อเลย ถ้าชัดเจนแล้วมันจะไม่มีย่อ ถ้าไม่กัดฟันซื้อจะพลาดเลย ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองศึกษาดูเพราะเป็นโอกาสในระดับโลก ตอนนี้พืชเกษตรมันผลิตไม่ทันการบริโภค แถมมีภัยธรรมชาติ สัตว์ รถยนต์ มาแย่งคนกินอีก ถ้าจะพักฐานก็คือเพื่อรอขึ้นรอบใหญ่อีกรอบเท่านั้น"
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทย ธำรงชัย มองต่างจากคนอื่น การขึ้นรอบนี้มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น "การขึ้นเพื่อลงต่อ" ถ้าวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ Fibonacci มีโอกาส 50% ที่ SETจะลงมาทดสอบ 760 จุด ถ้าเอาไม่อยู่ก็เจอกันที่ 550 จุด ภายใน 18-24 เดือนจากนี้ นี่เป็นการคาดการณ์โดยใช้การนับคลื่น ระยะสั้นตลาดน่าจะ Bullish ต้องเล่นเร็วนิดนึง ภาพใหญ่น่าจะมีการพักฐานอย่างมีนัยสำคัญอีกรอบ ถ้ามองภาพเล็ก 1-2 ปี ตลาดน่าจะยังเหนื่อยต่อ ไม่เกินปี 2014 (2557) น่าจะได้เห็นอะไรลึกๆ แต่ภาพใหญ่กว่านั้นตลาดหุ้นไทยน่าจะ Bullish ได้อีกเป็นสิบปี
“ส่วนตัวคิดว่าภายใน 2 ปีนี่ เราเล่นทาง Short อาจสร้างความมั่งคั่งได้จาก "ขาลง" ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์เราสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลงถ้าผิดพลาดก็ สามารถหนีทัน แต่ถ้าทำธุรกิจถ้าอะไรไม่เป็นอย่างที่เราต้องการก็เหนื่อย” เขากล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)