วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การหามูลค่ากิจการของหุ้น JAS จากงบการเงิน สิ้นสุดปี 2013

การหามูลค่ากิจการของหุ้น JAS จากงบการเงิน สิ้นสุดปี 2013

http://thailandstockinvestment.blogspot.com/2014/02/jas-2013.html

การหามูลค่ากิจการของหุ้น CK จากงบการเงิน สิ้นสุดปี 2013

http://thailandstockinvestment.blogspot.com/2014/02/ck-2013.html

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น หาอย่างไร ?

 การหามูลค่าทที่แท้จริงของหุ้นนั้นไม่ต้องอาศัยใบปริญญาทางการเงินอะไรเลย เพียงแต่ต้องเข้าใจแนวคิดทางบัญชีและการทำธุรกิจขั้นพื้นฐานบ้าง เริ่มจากหัวใจการบัญชีตามสมการ

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ

ส่วนของเจ้าของคือ ทุนที่เจ้าของธุรกิจนำมาลงในตอนแรก และหวังว่าจะเติบโตขึ้นไปแบบทวีคูณ เจ้าของธุรกิจได้รับผลตอบแทนจากกิจการ 3 ประการคือ ได้รับเงินเดือนค่าจ้างบริหาร (ซึ่งสำหรับกิจการแล้วส่วนนี้คือ หนี้สินที่ต้องจ่ายออกไปในระยะสั้น) ได้รับเงินปันผล และได้รับส่วนของเจ้าของที่เติบโตเพิ่มจากที่นำมาลงทุนในตอนแรก

ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้บริหารกิจการเอง แต่ไปซื้อกิจการมาในรูปของการซื้อหุ้นเราหวังได้อะไร แน่นอนเราไม่ได้เงินเดือน ดังนั้นเราจึงหวัง เงินปันผล และส่วนของเจ้าของที่จะเติบโตขึ้นไปแบบทวีคูณเหมือนเจ้าของกิจการเดิมนั่นเอง ดังนั้นการดูว่า หุ้นที่จะซื้อมีมูลค่าเท่าใด หัวใจจึงรวมศูนย์อยู่ที่ เงินปันผล และส่วนของเจ้าของ ซึ่งดูได้จาก งบการเงินของกิจการนั่นเอง

เวลาเราซื้อของ เราไม่ได้คิดถึงเฉพาะสิ่งที่จะได้รับจากของสิ่งนั้นแค่ในปัจจุบัน แต่เราคิดด้วยว่าของสิ่งนั้นจะใช้งานได้นานแค่ไหน และการให้เราใช้งานได้ในอนาคตนั้นก็รวมอยู่ในมูลค่าของเงินที่เราจะต้องจ่ายออกไปเพื่อซื้อของนั้นในปัจจุบันด้วย

หุ้นก็เช่นกัน เงินปันผล และส่วนของเจ้าของในอนาคตก็ต้องเอามาคิดรวมในมูลค่าหุ้นในวันนี้ด้วย แล้วในอนาคตที่ว่านี้ ควรยาวนานแค่ไหน โดยทั่วไปนิยมคิดเวลาในอนาคต 10 ปีพอ เนื่องจากหากคิดนานกว่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้มูลค่าของหุ้นในปัจจุบันเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะยิ่งนานไปในอนาคต มูลค่าของเงินยิ่งลดลงตามเวลา เพื่อใ้ห้ง่ายเลยตัดไว้ที่ 10 ปี ดังนั้นมูลค่ากิจการที่เราจะซื้อจึงมีสมการว่า

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]


เพื่อนนักลงทุนอาจจะสงสัยว่า แล้วส่วนของเจ้าของและเงินปันผลในอนาคตนี่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงเลย แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ามันจะมีมูลค่าเท่าใด คำตอบคือไม่มีใครทราบความจริงว่ามันจะเป็นเท่าไร สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือการประเมินจากแนวโน้มการประกอบกิจการในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรายงานไว้ในงบการเงินของกิจการนั่นเอง ความแม่นยำในการประเมินนี้ เป็นศิลปะที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ประจำตัวของผู้ประเมิน

ไม่ว่าจะประเมินสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร เมื่อได้มูลค่ากิจการแล้ว ถ้าหารด้วยจำนวนหุ้นของกิจการ ก็จะได้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่จะซื้อ ตามข้อมูลและการประเมินผลประกอบการในอนาคตจากงบการเงินในอดีต ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

เปิดดูงบการเงินรวมของกิจการและบริษัทย่อย
ส่วนของเจ้าของ ดูจากงบดุล ซึ่งเขียนไว้ว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หรือจะหาจาก สินทรัพย์ (Asset) ลบด้วย หนี้สิน (Liability) ก็ได้ เพราะ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มูลค่ากิจการในส่วนนี้เป็นมูลค่า ณ ปัจจุบัน

ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นระหว่างถือหุ้น 10 ปี หาจากการสมมุติว่าแต่ละปีในอนาคตที่ผ่านไปกิจการสามารถเพิ่มมูลค่าส่วนของเจ้าของได้ในปริมาณคงที่ หรือเพิ่มแบบเส้นตรง หรือเพิ่มแบบทวีคูณ มูลค่าส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละปีนั้นจะถูกแปลงจากมูลค่าอนาคตกลับมาเป็นมูลค่า ณ ปัจจุบัน

มูลค่าเงินปันผลที่ได้รับระหว่างถือหุ้น 10 ปี หาจากการสมมุติว่าแต่ละปีในอนาคตที่ผ่านไปกิจการจ่ายเงินปันผลในปริมาณคงที่ หรือเพิ่มแบบเส้นตรง หรือเพิ่มแบบทวีคูณ มูลค่าเงินปันผลที่ได้รับมาในแต่ละปีนั้นจะถูกแปลงจากมูลค่าอนาคตกลับมาเป็นมูลค่า ณ ปัจจุบัน
เมื่อรวมมูลค่า ณ ปัจจุบันจากทั้งสามส่วนเข้าด้วยกันจะได้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะตรงกับความเป็นจริงมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับการสมมุติในสองส่วนหลังระหว่างถือหุ้น 10 ปีนั้นว่าจะตรงกับความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด ตามปกติมูลค่าที่แท้จริงที่หาได้มักจะมีค่าต่ำเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ทั้งนี้เป็นเพราะหุ้นที่อยู่ในช่วงได้รับความนิยมจากนักลงทุน มักจะได้รับมูลค่าพิเศษ หรือพรีเมี่ยม (premium) เพิ่มขึ้นมาอีก ตามสมการ

ราคาหุ้น = มูลค่าที่แท้จริง + มูลค่าพรีเมี่ยม

ยิ่งเป็นหุ้นพิมพ์นิยมยิ่งได้รับค่าพรีเมี่ยมมาก จนบางครั้งมูลค่าพรีเมี่ยมจะพอ ๆ กัน หรือมากกว่ามูลค่าที่แท้จริงด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้าม ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ไม่มีใครต้องการซื้อหุ้นเพราะกลัวเข็ดขยาดจากการขาดทุน ตลาดจะให้พรีเมี่ยมที่เป็นลบกับหุ้น ทำให้ราคาตลาดมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถยึดถือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตามที่คำนวณได้ แต่จะต้องคำนึงด้วยว่า ขณะนั้นมูลค่าพรีเมี่ยมของหุ้นมีค่าเป็นบวกหรือลบมากน้อยเพียงใดซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะกำหนดเป็นตัวเลขออกมา

สำหรับหุ้นที่มีชื่อเสียงในตลาด มักจะมีนักวิเคราะห์หุ้นศึกษาราคาเป้าหมายสิ้นปี หรือ fair value เอาไว้แล้ว นักลงทุนที่ไม่อยากลงมือหามูลค่าที่แท้จริงด้วยตนเอง สามารถใช้ค่าที่นักวิเคราะห์ทำไว้เป็นแนวทาง แล้วเข้าซื้อลงทุนและขายออกทำกำไรตามระบบที่ตนเองถนัด โดยนำราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ทำเอาไว้มาร่วมพิจารณา สำหรับหุ้นที่คนไม่นิยม นักวิเคราะห์มักไม่ค่อยได้ศึกษา เพราะไม่มีคนอ่าน หุ้นเหล่านี้ยังไม่ดัง ยังไม่มีใครสนใจ ยังเป็นเพชรในตมอยู่ พวกวีไอที่ขยันก็จะลงมือหามูลค่าที่แท้จริงเองแล้วเข้าลงทุนก่อนที่ตลาดจะค้นพบหุ้นตัวนั้น จากสมการจะเห็นว่า ในขณะนั้น ค่าพรีเมี่ยมมักมีค่าเป็นศูนย์ หรือเป็นลบ ทำให้ราคาหุ้นใกล้เคียงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้นั่นเองครับ ชอบและถนัดแนวไหนก็เลือกใช้กันตามความถนัด ไม่มีใครดีกว่าใครหรอกครับ เพราะคนที่พอร์ตระดับพันล้าน ก็มีทั้งที่เป็นวีไอ และที่ใช้เทคนิค อย่าเถียงกันไปเถียงกันมาว่าแนวของใครดีกว่าเลยครับ เสียเวลาเปล่า ๆ

ตัวอย่างภาคปฏิบัติ

[ การหามูลค่ากิจการของหุ้น CK จากงบการเงิน สิ้นสุดปี 2013 ]
 
[ การหามูลค่ากิจการของหุ้น JAS จากงบการเงิน สิ้นสุดปี 2013 ]


Short URL = http://bit.ly/1cUHQ6z

[ บริการกราฟหุ้นตามสั่ง คลิก! ]


==============================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน เพิ่มพูนกระแสเงินสด

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]

ค้นหาในกูเกิล "ลงทุนหุ้นไทย thstockinvest"
cr:http://thailandstockinvestment.blogspot.com/2013/07/blog-post_4.html

จะรู้ได้อย่างไรว่า รายใหญ่กำลังทยอยสะสมหุ้น ?

นักลงทุนโดยมากจะรู้อยู่แล้วว่า ระหว่างหุ้นพักฐาน นักลงทุนรายใหญ่จะเข้าสะสมหุ้นจนกว่าจะได้จำนวนหุ้นมากตามความพอใจแล้ว ราคาหุ้นจึงจะสามารถวิ่งต่อได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นที่เราดูอยู่มีนักลงทุนรายใหญ่กำลังเก็บสะสมหุ้นเข้าพอร์ตอย่างใจเย็นหรือไม่ ผมอ่านพบคำตอบจากประสบการณ์ลงทุนของ วิชัย วชิรพงศ์ ในบทความ "กูรูหุ้นพันล้าน วิชัย วชิรพงศ์" จากกรุงเทพธุรกิจ คุณวิชัยซึ่งเป็นรายใหญ่คนหนึ่งบอกว่า เมื่อรายใหญ่ต้องการสะสมหุ้น มักจะตั้งเสนอซื้อ (bid) ด้วยปริมาณน้อย ๆ พร้อมกับตั้งเสนอขาย (offer) ในปริมาณมหาศาล การทำแบบนี้นักลงทุนโดยมากจะเข้าใจผิดว่ามีความต้องการขาย (อุปทาน) มาก แต่ความต้องการซื้อ (อุปสงค์) น้อย ราคาหุ้นน่าจะลง และมักจะถอดใจยอมขายหุ้นออกมาที่ราคาเสนอซื้อ รายใหญ่ที่ตั้งซื้อไว้น้อย ๆ ก็ทยอยสะสมหุ้นได้อย่างใจเย็น การสังเกตแบบนี้ควรดูหลาย ๆ วันประกอบกันเพราะการสะสมหุ้นอย่างใจเย็นจะไม่เกิดขึ้นชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ผมทดลองสังเกตหุ้น IVL ซึ่งอยู่ระหว่างพักฐานมาระยะหนึ่งแล้วเข้าข่ายที่ว่ามาเลยเก็บหน้าจอปริมาณเสนอซื้อ เสนอขาย จากเว็บ settrade.com มาให้ดูเป็นตัวอย่างครับ

(คลิกภาพเพื่อขยาย)
===========================
เพิ่มเติมข้อมูล วันที่ 30 กันยายน 2553
===========================
ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ถ้ารายใหญ่ตั้งขายปริมาณมากดักไว้แล้วเกิดมีใครอีกคนอยากซื้อในปริมาณมากขึ้นมา รายใหญ่นั้นมิต้องเสียหุ้นไปหรอกหรือ มันดูขัดกันพิกล ตามความเข้าใจของผม ปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดในช่วงที่รายใหญ่แน่ใจว่า offer ก้อนใหญ่ที่วางขวางเอาไว้จะไม่ถูกคนอื่นข้ามช่องขึ้นมาซื้อ อีกอย่างถ้าเราดู bid-offer ในจอ trading จะเห็นมากกว่าใน settrade คือเห็นด้านละ 3 - 5 ช่อง offer ก้อนใหญ่ที่วางขวางเอาไว้สามารถขยับไปมาได้ หรือบางครั้งเพื่อความปลอดภัย ก็จะวางไว้ที่ช่องสูงขึ้นไปอีกนิดครับ
ช่วงวันที่ 1 -17 กันยายน 2553 หุ้น CK เป็นอีกตัวหนึ่งที่ผมเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น คือในช่วงดังกล่าว หุ้น CK ถูกประกาศให้อยู่ใน turn over list คือไม่สามารถกู้มาร์จิ้นมาซื้อได้ ช่วงนี้นักลงทุนที่กู้เงินมาซื้อหุ้นจะทำอะไรกับหุ้น CK ไม่ได้เลยเพราะไม่มีเงินสด ดังนั้นจึงเหลือแต่พวกที่ใช้เงินสดซื้อ กับพวกที่จะขายทำกำไร เท่านั้น ด้วยเหตุนี้รายใหญ่จึงไม่กลัวว่าใครจะแทรกขึ้นมากโฉบเอา offer ก้อนใหญ่ของตนไป
ลักษณะการเก็บสะสมหุ้นของรายใหญ่ ในกรณีของ CK เกิดขึ้นอีกในวันที่ 30 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่สองที่ CK พักฐานระยะสั้นหลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นมามาก จากประมาณหุ้นละ 9 บาทต้น ๆ มาเป็น 10 บาทกลาง ๆ แล้วหยุดพักเหนื่อย ภาพข้างล่างเป็นรายการเสนอซื้อและเสนอขาย ในภาพรายใหญ่ตั้งซื้อช่องแรกในปริมาณน้อยมาก แต่ไปตั้งซื้อปริมาณมากในช่องต่ำลงไปตลอดสองสามช่อง ส่วนในด้านการตั้งขาย มีการตั้งขายในปริมาณมหาศาลทุกช่อง ยิ่งช่องสูงยิ่งตั้งขายมาก ผมคิดว่าที่รายใหญ่ทำแบบนี้เพราะแน่ใจว่าในช่วงที่หุ้นพักเหนื่อยระยะสั้นแบบนี้จะไม่มีแรงซื้อปริมาณมากมาโฉบเอาคำเสนอขายที่ดักไว้ไปเป็นแน่


(คลิกที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น)


ภาพข้างล่างแสดงหลักฐานว่า มีรายใหญ่กำลังเก็บหุ้นจริง ในภาพจะเห็นว่ารายใหญ่คนหนึ่งได้หุ้น CK ไปในราคา 10.60 บาท ด้วยปริมาณ 196,500 หุ้น (เป็นเงิน 2,082,900 บาท)


(คลิกที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น)


fb/thstockinvest
(message มาถามได้ครับ)

Short URL =  http://bit.ly/1sK7tny

บริการดูกราฟหุ้นตามสั่ง คลิก! ]

==============================
ผ่างบการเงิน ชำแหละพื้นฐานหุ้น ลงทุนถูกเวลา รักษาต้นทุน เพิ่มพูนกระแสเงินสด

มูลค่ากิจการ = ส่วนของเจ้าของ + มูลค่าปัจจุบันของ [ส่วนของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นและเงินปันผลที่ได้รับระหว่างเป็นเจ้าของกิจการ 10 ปี]

ค้นหาในเฟซบุ๊ค "thstockinvest"
ค้นหาในกูเกิล "ลงทุนหุ้นไทย thstockinvest"

cr:http://thailandstockinvestment.blogspot.com/2010/09/blog-post_17.html

“20 คำถาม” กับ “VI พันธุ์แท้”

“20 คำถาม” กับ “VI พันธุ์แท้”

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ปีเตอร์ ลินช์ เป็นสุดยอดผู้จัดการกองทุนในตำนาน กองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลเลน ที่เขาบริหาร มีหุ้นอยู่ในพอร์ตนับพันๆ ตัว ด้วยความที่มีหุ้นอยู่มากมาย ทำให้เขาต้องศึกษาหาข้อมูลเยอะมาก
ลินช์มีวิธีง่ายๆ ในการทดสอบว่า ผู้ลงทุน เข้าใจในบริษัทที่จะลงทุนจริงหรือไม่ เขาเรียกมันว่า แบบฝึก 2 นาที (Two-Minute Drill) กล่าวคือ ให้ผู้ลงทุนอธิบายเกี่ยวกับบริษัทที่สนใจจะเข้าลงทุนให้คนใกล้ตัวฟัง โดยมีเวลาเพียง 2 นาที ถ้าพูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ถือว่า สอบผ่านซึ่งลินช์ก็ใช้วิธีนี้ฝึกฝนตัวเองเสมอ
แบบฝึก 2 นาทีของ ปีเตอร์ ลินช์ นอกจากจะเป็นการทดสอบความรู้ของตัวเราเองแล้ว ยังช่วยให้เรารู้จักเรียบเรียงข้อมูล ฝึกจัดระเบียบความรู้ในหัวสมอง และถ่ายทอดมันออกมา ซึ่งทำให้พบช่องโหว่ของตัวเองได้ในทันที ว่าเรารู้อะไร และยังไม่รู้อะไร
เป็นการทดสอบขั้นต้นที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ลองทำกันดูนะครับ ผมเองก็ใช้อยู่บ่อยๆ
นอกจาก แบบฝึก 2 นาทีของลินช์แล้ว ผมยังมี การทดสอบของตัวเอง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลินช์ อยากเล่าให้ทุกท่านฟัง
ผมเรียกมันว่า การทดสอบ คำถามที่ 2” (Second-Question Test)
การทดสอบคำถามที่ 2” เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ที่มี เพื่อนเม่าค่อนข้างเยอะ เพื่อนหลายคนชอบเล่นหุ้นเก็งกำไร บางคนชอบหุ้นปั่น เข้าเร็ว ออกไว ใจร้อน
เวลาผมถามเพื่อนเหล่านี้ว่า ที่ เล่นหุ้นตัวนั้นตัวนี้ เคยรู้บ้างไหมว่าบริษัทเขาทำธุรกิจอะไร?!!
ท่านอาจนึกว่า พวกนั้นเป็นแมงเม่า คงไม่รู้หรอก แต่ผิดคาดครับ เชื่อไหมว่า เพื่อนเม่าของผม ตอบได้เสียเป็นส่วนใหญ่
โดยมากแล้ว พวกเขามักจะรู้อยู่ว่า บริษัทนั้นๆ ทำมาหากินอะไร เช่น รับเหมาก่อสร้าง เหล็ก เดินเรือ ยางพารา ฯลฯ
แทบทุกคนตอบ คำถามแรกได้ ไม่ขัดเขิน
แต่แล้ว พอผมยิง คำถามที่ 2” ว่า กำไรของบริษัทในปีที่แล้วเป็นอย่างไร? รายได้เป็นอย่างไร? ROE เป็นเท่าไร? คู่แข่งมีใครบ้าง? พลพรรคเพื่อนเม่าของผมก็มักจะ จอดตรงนี้
ผมพบว่า เพื่อนๆ ของผมที่เป็นนักเก็งกำไร มักจะ รู้ตื้นแต่ รู้ไม่ลึกแม้บางคนจะรู้กว้าง แต่ก็เป็นความกว้างที่ขาด ความลึกถามผิวเผินยังพอตอบได้ แต่ถามมากกว่านั้นกลับไปไม่เป็น
แค่ใช้ คำถามที่ 2” ทดสอบดู ก็รู้แล้ว
นี่ยังไม่ได้ถามคำถามที่ 3, 4, 5 นะครับ ถ้าลองถามต่อไปว่า กำไร-รายได้ย้อนหลัง 5 ปีโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? กระแสเงินสดเป็นอย่างไร? Market Share กี่เปอร์เซ็นต์? ใครถือหุ้นใหญ่? แบบนี้เพื่อนๆ เม่าของผมอาจ แพ้น็อคเลยก็เป็นได้
ที่จริงก็ไปว่าเขาไม่ได้นะครับ จะว่าไปพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้อะไรมากมายจริงๆ นั่นแหล่ะ ก็จะรู้ไปทำไมเล่า ถือแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ขายทิ้งแล้ว
แต่สำหรับคนที่ปวารณาตัวเองเป็น VI นี่คือเรื่องสำคัญครับ เราต้องตอบ คำถามที่ 2” ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็เหมือน มวยคางเปราะนึกว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่พอขึ้นไปชก คู่ชกแย็บๆ คลำๆ ดูไม่กี่ทีก็รู้แล้วว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหน โดนซัดจังๆ มีหวัง ร่วงแน่นอน
และที่จริง แค่ 2 คำถามสำหรับ VI ยังไม่พอ ถ้าเป็น มวยระดับแชมป์หรือเป็น วีไอสายดำท่านควรตอบให้ได้มากกว่านั้น ตอบให้ได้มากที่สุด
ผมจึงคิดเกมที่เรียกว่า เกม 20 คำถาม” (Twenty-question Game) โดยให้เพื่อน ให้คนในครอบครัว หรือใครก็ตาม ลองยิงคำถามเกี่ยวกับบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ ให้เขาถามให้หมดเปลือก ถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับบริษัท แต่อย่านอกเรื่อง (คนละอย่างกับเกม 20 คำถาม ที่เราเคยเล่นกันสมัยเด็กนะ)
ถ้าเราตอบได้ไม่ต่ำกว่า 80% (16 คำถาม) ถือว่าได้ เกรด A” ผ่านฉลุย แต่ถ้าตอบได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (น้อยกว่า 10 คำถาม) ถือว่าสอบตก ต้องไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มโดยด่วน
อ้อ.. ถ้าให้คนที่รู้เรื่องการลงทุน และพอจะรู้จักบริษัทนั้นๆ อยู่บ้างมาถาม จะดีมากครับ เพราะจะถามได้ทั้งใน เชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพซึ่งจะครอบคลุมรอบด้านกว่า ยิ่งถ้าเขาเคยใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทมาก่อน ก็จะยิ่งถามได้ใน เชิงลึกขึ้น
ผมจะลองยกตัวอย่าง “20 คำถามที่ “VI พันธุ์แท้ทุกคนควรตอบให้ได้ เช่น
  1. บริษัทมีรายได้ทั้งปีเท่าไร? (ถ้าบอกได้ถึงไตรมาสล่าสุดเลยยิ่งดี)
  2. บริษัทมีกำไรทั้งปีเท่าไร? (เช่นเดียวกันครับ ถ้าบอกได้ถึงไตรมาสล่าสุดเลยจะดีมาก)
  3. ROE ปัจจุบันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
  4. กระแสเงินสดเป็นอย่างไร? (อธิบายโดยภาพรวมให้พอเข้าใจ เช่น บริษัทนี้เงินสดเหลือเฟือ เพราะเป็นบริษัทค้าปลีก ขายสินค้าเป็นเงินสด แต่ซื้อของเป็นเงินเชื่อ หรือบริษัทนี้เป็นบริษัทลีสซิ่ง เงินสดไม่มาก ลูกหนี้เยอะ เป็นต้น)
  5. Gross Margin, Net Margin ปัจจุบันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์? มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่?
  6. D/E (อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) อยู่ที่เท่าไร? มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง?
  7. Market Cap. ประมาณเท่าไร? (ตัวเลขนี้ดูใน Settrade.com ก็รู้แล้ว)
  8. กำไรของบริษัทย้อนหลัง 5 ปี โตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? มีความสม่ำเสมอหรือไม่อย่างไร? (อันนี้สำคัญมากครับ อดีตบอกอนาคต ถ้าโตมาตลอด แปลว่ามีโอกาสจะโตต่อไปเรื่อยๆ)
  9. รายได้ของบริษัทย้อนหลัง 5 ปี โตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? มีความสม่ำเสมอหรือไม่อย่างไร? (เช่นเดียวกับคำถามก่อนหน้า .. อดีตบอกอนาคต)
  10. บริษัทมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่อยู่เสมอหรือไม่? ถ้าใช่ จะหาแหล่งเงินทุนอย่างไร? (ถ้ากู้มาก็ต้องใช้หนี้กันเหนื่อย ถ้าเพิ่มทุน EPS ก็จะลด มูลค่าหุ้นถูก Dilute เดือดร้อนเราต้องไปหาเงินมาเติมอีก)
  11. ปัจจุบันมี Market Share กี่เปอร์เซ็นต์? เป็นอันดับที่เท่าไรของตลาด?
  12. ใครเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัท? เปรียบเทียบส่วนแบ่งตลาดของบริษัทกับบริษัทคู่แข่ง มากน้อยต่างกันอย่างไร ?
  13. ศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทเป็นอย่างไร? มี Competitive Advantage เหนือบริษัทอื่นหรือไม่? (อันนี้เป็นเรื่องเชิงคุณภาพครับ ต้องวิเคราะห์ธุรกิจเป็นด้วย)
  14. มีการซื้อหุ้นคืน เพิ่มทุน หรือออกวอร์แรนต์มั้ย?
  15. ผู้บริหารคือใคร เคยมีประวัติปั่นหุ้น หรือทุจริตอะไรมั้ย?
  16. ผู้บริหารเก่งจริงมั้ย? ทำอะไรมาก่อน? ธุรกิจที่เคยบริหารสอดคล้องกับธุรกิจที่บริหารอยู่ในปัจจุบันหรือไม่? เคยประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง? เคยทำบริษัทเจ๊งมาหรือเปล่า?
  17. แผนการเติบโตของบริษัทในอนาคตเป็นอย่างไร? (หาฟังได้จาก Opp Day หรือถามจากผู้บริหารเวลาเข้าประชุมผู้ถือหุ้น หรือคอยตามข่าวในสื่อต่างๆ)
  18. P/E ปัจจุบันเท่ากับเท่าไร? และค่า P/E เฉลี่ยในอดีต 10 ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่เท่าไร?
  19. P/BV ปัจจุบันเท่ากับเท่าไร?
  20. นโยบายการจ่ายปันผลเป็นอย่างไร จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไร? จ่ายสม่ำเสมอหรือไม่?
นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ที่จริงจะถามให้ลึกไปกว่านี้ก็ยังได้ แต่ตอบได้ทั้งหมดนี่ก็ขั้นเทพแล้วล่ะ
บางท่านอาจนึกในใจว่า ไม่เห็นต้องให้ใครถามเลย เรา List คำถามออกมา แล้วตอบตัวเองก็ได้นี่ก็ได้อยู่ครับ ไม่มีอะไรเสียหาย แต่การให้คนอื่นถาม จะเป็นการบังคับตัวเองให้เตรียมตัวให้พร้อมกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะถามอะไร อีกทั้งเมื่อตอบไปแล้ว จะเห็น Reaction ทันทีว่าคู่สนทนาเข้าใจในสิ่งที่เราพูดหรือไม่
ถ้าเราเข้าใจถ่องแท้จริงๆ เราย่อมสามารถพูดให้คนอื่นเข้าใจได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าพูดแล้วเขาไม่เข้าใจ เป็นไปได้ไหมว่าตัวเราเองอาจยังไม่กระจ่างแจ้งนัก หรือยัง ติดอะไรอยู่?
ท่านพุทธทาสภิกขุเคยเทศน์สอนไว้ว่า ถ้าคุณอยากรู้เรื่องอะไร คุณจงตั้งต้นศึกษาเหมือนอย่างว่า เราจะไปเป็นครูเขาในเรื่องนั้น เรียนให้มากในเรื่องนั้น แล้วคุณจะรู้เรื่องนั้น ดีจนพอ..ดีจนเกินพอ
การเล่น เกม 20 คำถามคือการเปิดโอกาสให้คนอื่นถามเรา เหมือนเรากำลังฝึกตนเพื่อไปเป็น ครูซึ่งยากกว่าเป็นนักเรียนแล้วอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบหลายเท่านัก แต่ถ้าทำได้ เราจะรู้จักบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนชนิด.. ดีจนเกินพอ
อย่าลืมนะครับ “VI พันธุ์แท้ทุกคน จะลงทุนในบริษัทไหน จงศึกษาหาความรู้ราวกับจะไปเป็น ครูสอนคนอื่นเขา แค่ “20 คำถามก็รู้แล้วครับ!!
** สนใจหลักสูตรสัมมนา ประเมินมูลค่าหุ้นสอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **
** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่าสำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **
 cr:http://clubvi.com/2013/04/20/20-questiongame/