วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

สมองสู่จิตใต้สำนึกเพื่อฟังเสียงกระซิบกับการลงทุน คำถามกระชากใจจากสมอง เพื่อตรงดิ่งสู่หัวใจให้ตอบเสียงกระซิบว่าอย่างไร

สมองสู่จิตใต้สำนึกเพื่อฟังเสียงกระซิบกับการลงทุน
คำถามกระชากใจจากสมอง เพื่อตรงดิ่งสู่หัวใจให้ตอบเสียงกระซิบว่าอย่างไร
1. หุ้นที่จะซื้อ รู้หรือไม่ว่า คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับทิศทางของกิจการ
1.1 ยอดขายโตกว่าเดิม
1.2 กำไรสุทธิ/หุ้น (EPS) โตกว่าเดิม
1.3 จ่ายปันผลได้ครั้งแรกในรอบหลายปี
1.4 เติบโตต่อเนื่อง ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า
1.5 ราคาที่เข้าซื้อยังมีส่วนต่างราคาหุ้นใช่หรือไม่
จากการใช้ PE, PBV Ratio
2. หุ้นที่จะซื้อ รู้หรือไม่ว่า ไม่รู้อะไรบ้าง
2.1 คิด วิเคราะห์ ยอดขาย ได้หรือไม่ รายได้ประมาณไหน
2.2 ประเมิณมูลค่าหุ้นเป็นไหม จาก PE, PBV Ratio
2.3 ทิศทางอนาคตหุ้นนั้นเป็นอย่างไร จะวิ่งขึ้นหรือไม่
เพราะอะไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
2.4 อนาคต 1-2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
2.5 หุ้นนั้นจะจ่ายปันผล ได้หรือไม่ ในรอบหลายปี
3. หุ้นที่จะซื้อ มีอะไรที่เรายังไม่รู้ และเรารู้ทะลุปรุโปร่งหรือยัง มีอะไรเล็ดลอดสายตาเราไปหรือไม่
4. เมื่อผ่านการ คิดย้ำ คิดซ้ำ จากข้อ 1 ถึงข้อ 3 ของสมอง ต้องลองอยู่นิ่งๆเงียบ เพื่อตามใจของเราว่า ส่งเสียงกระซิบออกมาว่า หุ้นตัวนั้น ใช่หรือไม่ใช่ โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ ตอนตื่นนอน สมองโปร่งใส ใจนิ่งๆ
5.จะลุย หรือ หยุดก่อน เป็นคำตอบสุดท้ายที่เสียงกระซิบจะส่งออกมา
จากใจ
โจโฉ จอมพลคนร้อยหมื่น
cr: FB รวยด้วยหุ้นพลิกฟื้นโดยโจโฉ&11ขุนพล

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พรุ่งนี้รีบเข้าหุ้น...ด่วนที่สุด แล้วต้องออกเมื่อไหร่ ตามเจ้าให้ทัน

พรุ่งนี้รีบเข้าหุ้น...ด่วนที่สุด แล้วต้องออกเมื่อไหร่ ตามเจ้าให้ทัน
http://pantip.com/topic/32911277

Murphy’s Law กับการลงทุน

Murphy’s Law กับการลงทุน
เคยเป็นไหมครับ
- ลองรื้อชิ้นส่วนอะไรซักอย่างออกมา แล้วพยายามประกอบใหม่ จะมีน็อตเหลืออย่างน้อย 1 ตัวเสมอ
- ของใช้ที่เราเห็นๆทุกวัน แต่ยังไม่ได้ใช้ มันมักจะหายในยามที่เราต้องการใช้มันเสมอ
- เวลาทำงาน Project อะไรซักอย่าง งาน 90% แรกจะเสร็จตรงตามตารางเวลาดี แต่ไอ้ที่เหลืออีก 10% นี่สิเราอาจจะต้องใช้ อีกเท่าตัว ของเวลาที่ใช้ไปแล้ว
- ถ้าต่อคิวจ่ายเงินใน Counter Supermarket เราจะอยู่ในแถวที่รอนานสุด และเมื่อไหร่ที่เปลี่ยนแถว ไอ้แถวเดิมที่เปลี่ยนมักจะวิ่งฉิ่วยังกับจรวด
ข้อผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มีคนอธิบายด้วย Murphy’s Law ครับ
Murphy’s Law เกิดขึ้นที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส ในสหรัฐฯ ในปี 1949 จากคำพูดของร้อยเอก Edward A Murphy JR. วิศวกรโครงการ MX981 ของกองทัพอากาศสหรัฐ
โครงการ MX981 เป็นการทดลองเพื่อค้นหา ความหน่วง (ความเร่งติดลบ) มากขนาดไหนที่มนุษย์สามารถทนได้
วันหนึ่งผู้กองเมอร์ฟี่บ่นช่างเทคนิคต่อวงจรของเครื่องส่งวิทยุผิด ว่า “If there’s any way to do it wrong, he will.” (ถ้ามันมีวิธีไหนก็ตามที่จะทำให้ผิดแล้วละก็ ไอ้หมอนี่จะทำจนได้)
ผู้จัดการโครงการได้ยินปั๊บก็จดคำพูดนั้นลงไปในสมุด และให้ชื่อว่า “กฏของเมอร์ฟี่” นั้นเป็นต้นกำเนิดของกฏนี้
และหลังจากนั้น กฏดังกล่าวก็แตกหน่อออกมาอีกหลายอย่าง แต่เกือบทุกอย่าง เป็นการอธิบายถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นก็มักเจอกับเหตุการณ์แบบ Murphy’s Law เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น
- ถือหุ้นตัวเนิงมาเป็นเดือนๆ ราคาหุ้นไม่ไปไหน ส่วนหุ้นอีกตัวที่ไม่ถือก็วิ่งเอาๆ ว่าแล้วก็ขายหุ้นตัวเดิมมาถือหุ้นตัวใหม่ และเมื่อนั้น หุ้นตัวเดิมก็วิ่งขึ้น หุ้นตัวใหม่ที่เราเปลี่ยนก็กลับหัวทิ่มทันที
- ร้อยวันพันปี ไม่เคยส่งคำสั่งซื้อผิด วันนี้หุ้นร่วงหนักที่สุด ราคาถูกที่สุด อยากซื้อที่สุด วันนั้น จะเป็นวันที่เรา Key ซื้อผิด กลายเป็น Key ขาย!!
- วิเคราะห์งบ วิเคราะห์ธุรกิจมาละเอียดถึง 99% แต่ไอ้ส่วนที่เราลืมมอง 1% มันมักจะสร้างความเสียหายได้มากที่สุด
กฏของเมอร์ฟี่แตกแขนงไปหลายอย่าง แต่หลักๆที่สามารถนำมาเป็นหลักคิดและการวางแผนการลงทุนได้ ผมขอยกเฉพาะบางประเด็นที่น่าสนใจนะครับ
1. Nothing is as easy as it looks.
ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่เห็น มันมักจะมีเรื่องยากซ้อนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จงละเอียดรอบคอบ และอย่าละเลยสิ่งเล็กๆน้อย
2. Everything takes longer than you think.
ทุกอย่างต้องการเวลาในการจัดการมากกว่าที่คุณคิด นักลงทุนส่วนใหญ่ มองการลงทุนว่า เป็นเรื่องของการซื้อขายหุ้น แต่จริงๆ กว่าจะสามารถใช้คำว่านักลงทุนขั้นเทพได้ คุณต้องยอมสละเวลา หรืออาจเรียกว่าได้ “หมกหมุ่น” กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
3. If there is a possibillity of several things going wrong. the one that will cause the most damage will be the one to go wrong.
Corollary: If there is a worse time for something to go wrong. it will happen then.
ถ้าหากมีความเป็นไปได้ที่อะไรบางอย่างจะเกิดข้อบกพร่อง โปรดจงระวังไว้ให้ดีว่าอะไรบางอย่างนั้นจะสามารถสร้างเกิดความเสียหายให้ได้มากที่สุด หรือพูดอีกมุม ในช่วงภาวะที่วิกฤตที่สุดที่ไม่ควรจะเกิดความผิดพลาดเลย ความผิดพลาดที่เราละเลยมักจะเกิดในตอนนั้น
4. Left to themselves, things tend to go from bad to worse.
ถ้าปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามยถากรรม สถานการณ์มักจะเลวร้ายเพิ่มขึ้น ดังนั้น การลงทุน ควรมีการควบคุมความเสื่ยง ถึงเป็น VI ก็ใช่ว่าจะถือยาวทิ้งลืมได้ แต่เราต้องตรวจสอบคุณภาพของบริษัทอยู่เนื่องๆ
5. If everything seems to be going well, you have obviously overlooked something.
ถ้าอะไรก็ตามดูดีไปหมด ขอให้คิดในมุมกลับว่า คุณได้มองข้ามอะไรที่สำคัญไป ตัวอย่างนี้ เราเพิ่งเจอกันมาสดๆร้อนๆตอนที่ทุกโบรกฯปรับเป้าหุ้นไทยในช่วงเดือน เม.ย. พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมบอกว่าเศรษฐกิจไทยดูดี มีโน้นมีนี่สวยหรูหราราวกับอยู่ในฝัน หรือ ตอนช่วงราคาทองพุ่งขึ้นไปทดสอบ $1,800 – $1,900 ทุกคนในตลาดบอก จะวิ่งไป $2,000 – $2,200 แต่สุดท้าย ก็ลงเอยอย่างที่เราเห็นวันนี้
6. Nature always sides with the hidden flaw.
ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างมักมีข้อผิดพลาดซ่อนอยู่ ถึงแม้เราจะควบคุมอย่างเสี่ยงไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่อย่างไรเสีย การลงทุน มันก็คือการเล่นอยู่บนเกมส์ที่มีความเสี่ยงที่คุณต้องยอมรับมัน
7. Every solution breeds new problems.
ทุกคำตอบมักจะนำมาซึ่ง “ปัญหา” ใหม่เสมอ เพราะฉะนั้น การตั้งคำถามกับการลงทุนของเรา บริษัทที่เราลงทุนอยู่เรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กับชีวิตการลงทุน มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีวิธีตายตัว ประเภท รู้แล้วรู้เลยไม่ต้องทำอะไร
รวมความแล้ว หลักคิดของ Murphy’s Law ก็คือ “การตั้งต้นอยู่ในความประมาท” แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ว่าจะเรื่องชีวิตประจำวัน หรือ การลงทุน ก่อนทำอะไรซักอย่างที่สำคัญ ขอให้เรานึกถึงกฏของ Murphy เสียก่อน หรือ ถ้ามีสิ่งใดที่เราผิดพลาดไปแล้ว ก็กลับมาดูในกฏว่า มันเกิดจากเราละเลยในจุดไหนหรือเปล่า ถ้าตระหนักอยู่เช่นนี้ ความผิดพลาดในอนาคตก็จะลดลง การลงทุนของเราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
cr :http://www.iammrmessenger.com/?p=504

เล่นหุ้นต้องดูคน

การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น  นอกจากต้องดูข้อมูล พื้นฐาน  ต่าง ๆ  เช่นตัวเลขผลประกอบการและข้อมูลเชิงคุณภาพอื่น ๆ  เช่นความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจแล้ว  การดู  คน”   ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและหุ้นก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  นักลงทุนแนว VI นั้น  มักจะเน้นที่การดูผู้บริหารสำคัญและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเป็นหลักว่า  พวกเขานั้นมีความสามารถและความซื่อสัตย์และ  เห็นแก่ผู้ถือหุ้น  หรือมองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมากน้อยแค่ไหน  การที่จะเข้าใจในตัวผู้บริหารได้ดีก็ต้องคอยติดตามว่าพวกเขามีพฤติกรรมอย่างไรในประเด็นต่าง ๆ  เกี่ยวกับบริษัท  และบางทีก็ในเรื่อง  ส่วนตัว  ด้วย   ส่วนนักเก็งกำไร  นั้น  จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ในเรื่องของ  คน  มากขึ้นมาก  เพราะนอกจากผู้บริหารแล้ว  พวกเขาจะต้องมองไปถึงผู้ถือหุ้นใหญ่  นักเล่นหุ้น  ขาใหญ่” รวมไปถึงนักเล่นหุ้นคนอื่น ที่สนใจและเข้าไปเล่นหุ้นด้วย  ว่าที่จริงหลาย ๆ คนนั้นดูเรื่องนี้เป็นหลัก  ส่วนเรื่องพื้นฐานของบริษัทนั้นเป็นรอง  เหนือสิ่งอื่นใด  พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้องจริง ๆ  และถึงจะวิเคราะห์ได้ถูกต้อง  มันก็เป็นเรื่อง  ระยะยาว”  ที่ไม่มีประโยชน์มากนักในการเล่นหุ้นในช่วงสั้น ๆ  หรือวันต่อวัน
    เรื่องของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับหุ้นที่มีทุกวันเรื่องแรกก็คือ  การซื้อ-ขายของผู้บริหาร หรือที่เรียกว่า Insider Trading นั้น  เป็นสิ่งที่ผมมักตามดูอยู่ห่าง ๆ  โดยทั่วไป  การซื้อขายจำนวนน้อยและทำโดยพนักงานหรือคู่สมรสนั้น  ผมคิดว่าไม่ใคร่จะมีความหมายหรือมีสัญญาณอะไร  ว่าที่จริงผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับบริษัท  แต่การซื้อหรือขายโดยผู้บริหารระดับสูงสุดหรือเป็นคนสำคัญของบริษัทนั้น  ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีความหมายพอสมควร  การขายหุ้นจำนวนมากซึ่งบ่อยครั้งทำเป็นเรื่อง  โอนออก นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่ามันหมายความว่าอะไร?  โดยส่วนใหญ่แล้วผมมองว่ามันอาจจะไม่ใคร่ดีนัก  เขาอาจจะดูว่าหุ้นมีราคาสูงมากหรืออาจจะเกินพื้นฐานไปแล้วเขาจึงขาย  หรือเขาแค่ต้องการลดความเสี่ยงที่มีหุ้นตัวเดียวมากเกินไป?  เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิด 
    บางครั้งผู้บริหาร  รวมถึงผู้บริหารสูงสุด  เข้ามาซื้อหรือขายหุ้นบ่อย ๆ  หรือ  ตลอดเวลา”  ซึ่งในกรณีนี้  ส่วนมากแล้วจะเป็นการซื้อมากกว่าขาย  ถ้าเป็นแบบนี้  ผมมักมีความรู้สึกว่า  พวกเขาพยายาม ส่งสัญญาณ  ว่า  หุ้นเขา ราคาถูกกว่าพื้นฐาน  ดังนั้น  นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นจึงควรเข้ามาซื้อ  เพราะ  ขนาดเจ้าของที่มีหุ้นมากมายอยู่แล้วยังเข้ามาเก็บหุ้นเลย  อย่างไรก็ตาม  เราก็ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย  เพราะเจ้าของเองอาจจะมี  วาระซ่อนเร้น” อยู่  พวกเขาอาจจะอยากทำให้ราคาหุ้นสูงเพื่อเหตุผลบางอย่าง  หรือไม่พวกเขาบางคนก็อาจจะคิดไปเองว่าหุ้นของตนเองมีราคาถูกโดยที่ตนเองก็วิเคราะห์ไม่เป็น  และมักจะมีความ  ลำเอียง ว่าหุ้นของบริษัทตนเองนั้นดีกว่าความเป็นจริง  ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน  สำหรับผมเองแล้ว  ผมไม่ชอบที่ผู้บริหารเข้ามาซื้อขายหุ้นตัวเองมากเกินไป  เพราะมันอาจจะทำให้ราคาหุ้นไม่เป็นไปตาม  ธรรมชาติ
    ในช่วงที่ตลาดมีการเก็งกำไรในหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นตัวเล็กอย่างหนักนั้น  นักเล่นหุ้นจำนวนมากนั้น  ชอบดู  ขาใหญ่ ว่ากำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือเปล่า?  เพราะเขาเชื่อว่า  ราคาหุ้นจะปรับตัวแรงมากน้อยแค่ไหนสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ   มีนักเล่นหุ้นรายใหญ่เข้าไปซื้อ  ซึ่งจะทำให้หุ้นสามารถวิ่งขึ้นไปได้อาจจะหลายเท่าในเวลาอันสั้น  ความคิดแบบนี้ผมคิดว่ามีอยู่มากในบรรดานักเล่นรายวันจำนวนมาก  ดังนั้น  นักเล่นหุ้นรายใหญ่จึงมักจะพยายามส่งข้อมูลหรือสัญญาณว่าตนเองได้เข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้นจำนวนมากเพราะเห็นว่ามันเป็นหุ้นที่ดีราคาถูกและจะปรับตัวขึ้นไปอีกมากอาจจะหลายเท่า  ผลก็คือ  ราคาหุ้นก็มักจะมีการปรับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงซื้อของนักลงทุนและคนเล่นหุ้นรายย่อยจำนวนมาก  แต่หุ้นลักษณะแบบนี้นั้นก็มักจะมีอันตรายสูงที่จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วถ้ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งเนื่องจากราคาอาจจะสูงเกินพื้นฐานไปมาก  พูดถึงเรื่อง  ขาใหญ่  แล้ว  ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยในยามนี้จะมีอยู่เป็นจำนวนมาก  เหตุผลก็เพราะตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงมายาวนานและนักลงทุนที่ กล้าได้กล้าเสีย” สามารถทำกำไรมโหฬารจนกลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมาก  ผลก็คือ  หุ้นตัวเล็กที่ วิ่งกันระเบิด  นั้น  แทบทุกตัวก็จะต้องมี  ขาใหญ่ บางคนหรือบางกลุ่มเข้าไปเล่นทั้งสิ้น
    การดูผู้บริหารหรือเจ้าของที่เกี่ยวกับตัวหุ้นนั้น  ยังต้องดูแรงจูงใจของพวกเขาด้วย  ผู้บริหารบางคนนั้น  ชอบ  ดูแลหุ้น” ตัวเองมาก  เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หุ้นมีราคาดีมีปริมาณการซื้อขายสูง  การพูดโปรโมตหุ้นนั้น  จะทำอยู่ตลอดเวลาถ้าทำได้  นอกจากนั้น  หลายคนยังเข้าไปซื้อขายหุ้นของตนเอง  โดยอาจจะผ่านนอมินีหรือส่งเสริมให้คนอื่นเข้ามาช่วยทำราคา” ด้วย  เจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทบางคนโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมโตช้าหรือตะวันตกดินนั้น  ตรงกันข้าม  ไม่ดูแลหุ้นของตนเองเลย  พวกเขาไม่สนใจที่จะพบนักลงทุนหรือให้ข่าวข้อมูลของกิจการแก่นักลงทุนถ้าไม่จำเป็น  ราคาหุ้นจะเป็นอย่างไรเขาไม่สนใจ  ในกรณีแบบนี้  บ่อยครั้งก็พบว่าพวกเขาไม่ต้องการจะจ่ายปันผลที่งดงามให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วย  ดูเหมือนว่าพวกเขาอยากจะบริหารบริษัทคล้าย ๆ  กับบริษัทส่วนตัวมากกว่า  ในทั้งสองกรณีคือ  ดูแลหุ้นตัวเองมากเกินไปและไม่ดูแลหุ้นเลยนั้น  ผมไม่ชอบทั้งคู่  โดยที่ไม่ชอบมากกว่าก็คือการไม่ดูแลหุ้นเลย  หุ้นที่ดีนั้นผมคิดว่า  ควรจะเป็นหุ้นที่ผู้บริหารและเจ้าของควร ดูแล” พอประมาณในด้านของการให้ข้อมูลและการจ่ายปันผลรวมถึงการปรับในเรื่องต่าง ๆ  ยกเว้นการเข้ามาซื้อขายหุ้นเอง  การดูแลหุ้นมากเกินไปนั้น  ผมคิดว่ามันทำให้หุ้นอาจจะไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง  ราคาอาจจะเกินมูลค่าที่แท้จริง  ในขณะที่หุ้นที่เจ้าของไม่ดูแลเลยนั้น  ผู้ถือหุ้นมักจะไม่ได้ผลตอบแทนตามพื้นฐานที่ควรเป็นและผมมักจะหลีกเลี่ยง
    ประวัติหรือพฤติกรรมของผู้บริหารหรือเจ้าของหุ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมอง   ถ้าเจ้าของมีประวัติเป็น  นักเล่นหุ้น เคยซื้อขายหุ้นในฐานะ  ขาใหญ่” ผมจะไม่ชอบ  ข้อแรกก็คือ  ผมไม่แน่ใจในเรื่องทักษะหรือความสามารถในการบริหารธุรกิจที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ  ข้อสองก็คือ  ผมคิดว่าเขามักจะเน้นไปที่การทำหรือดูแลราคาหุ้นมากเกินไปซึ่งนี่อาจจะนำไปสู่ราคาหุ้นที่สูงกว่าพื้นฐาน  ผู้บริหารที่ดีนั้น  ควรเป็นคนที่คลุกคลีและสร้างธุรกิจด้วยตนเองหรือสืบทอดธุรกิจต่อมาอย่างประสบความสำเร็จ  ในด้านของประวัติทางการเงินนั้น  ผมชอบคนที่มีความรับผิดชอบและน่าเชื่อถือ  ไม่เคยถูก  “Blaklist”หรือถูก  ตราหน้า” ในสังคมของสถาบันการเงินว่าเป็นลูกหนี้ที่  เบี้ยว หนี้ทั้งที่ธุรกิจยังพอไปได้  เช่นเดียวกัน  เขาก็ควรจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคมไม่มีประวัติที่  น่ารังเกียจ”  และสุดท้ายก็คือ  เมื่อนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นและเป็นบริษัทมหาชนแล้ว  เขาควรที่จะต้องคำนึงถึงนักลงทุนเสมอเวลาที่จะตัดสินใจทำอะไรโดยเฉพาะในสิ่งที่มี ผลประโยชน์ขัดกัน ระหว่างตนเองและบริษัทในฐานะที่เป็นของมหาชนที่เขาเป็นผู้บริหาร
    สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของคนที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือเล่นหุ้นแต่ละตัวว่าพวกเขามีหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนหรือเล่นหุ้นอย่างไร  เป็น VI หรือเป็นแนวเทคนิค  พฤติกรรมของพวกเขาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเช่นลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว  ต่าง ๆ  เหล่านี้  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องค่อย ๆ  เรียนรู้และต้องอาศัยประสบการณ์เพราะมันไม่มีใครเขียนเป็นบันทึกให้อ่านหรือบางทีเราอ่านพบก็อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง   ถ้าจะถามว่าเราจะต้องรู้ไปทำไมว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้ใครเป็นเจ้าของหรือใครเข้าไปเล่น  คำตอบของผมก็คือ  การที่รู้ว่าใครเข้าไปเล่นหุ้นตัวไหนนั้น  อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกหรือเตือนเราว่า  ราคาหุ้นที่เราเห็นนั้น  อาจจะต่างจากมูลค่าพื้นฐานได้มากน้อยแค่ไหน  หุ้นบางตัวนั้น  ผมคิดว่าราคาอาจจะสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานได้หลายเท่า  กลายเป็นหุ้น  อภินิหาร  ได้  เพียงเพราะคนที่เข้าไปเล่นนั้นกล้าทำและทำได้  ในกรณีแบบนี้เราอาจจะต้องหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเล่นถ้าไม่ต้องการ  หายนะ
เครดิต http://www.thaivi.org/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%99/

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

8 สูตรรวยแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์

8 สูตรรวยแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์

วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยกันถึงสูตรแห่งความสำเร็จของมหาเศรษฐีกันอีกซักทีนะครับ เป็นเรื่องราวของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก ร่ำรวยกว่า 58,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเว็บไซต์ของโบรกเกอร์แห่งหนึ่งนำมาลงไว้เพื่อให้ข้อคิดและล่อใจนักลงทุน เพราะวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นราชาแห่งตลาดหุ้นและได้รับฉายาเป็นผู้หยั่งรู้ตัวจริง หุ้นบริษัทที่เขาซื้อไว้ไม่มีใครคิดว่าจะมีโอกาสเติบโต แต่หลายปีต่อมากลับทำกำไรมากกว่าเดิมนับสิบเท่า

กว่าที่จะก้าวขึ้นมาถึงระดับนี้ได้ บัฟเฟตต์ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย เขามี 8 สูตรในการลงทุน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งถึงแม้ใครไม่ได้เล่นหุ้นก็สามารถเอาไปปรับใช้กับการทำงานได้ มาดูกันครับว่าสูตรของเขามีอะไรบ้าง

1.ทุกความสำเร็จต้องใช้เวลา ความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว บัฟเฟตต์จึงไม่ค่อยซื้อหุ้นตัวในกระแสที่มาเร็วไปเร็ว แต่ซื้อหุ้นที่อาจไม่เปิดขายอีกเลยจนกว่าจะถึง 5 ปีถัดไป

2.รู้ให้ลึกก่อนลุย หาข้อมูลทุกครั้งก่อนลงสนามจริง ไม่ใช่ว่ารวยแล้วก็ใช้เงินซื้อหุ้นมั่วๆ ทุกครั้งที่จะทำอะไรต้องคิดอย่างถี่ถ้วนเสมอและศึกษาเป็นอย่างดี

3.เมื่อคนอื่นปอดแหกนี่ล่ะจังหวะทองของเรา โอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่ ถ้ารู้จักไขว่คว้าและกล้าหาญที่จะลงทุน ก็สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้

4.ลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ร่มเงาไม้ที่ใช้บังแดดวันนี้ได้มาจากคนปลูกต้นไม้ไว้เมื่อหลายปีก่อน ดังนั้นถ้าคิดจะทำอะไรก็จงทำตั้งแต่วันนี้ แม้ยังไม่เห็นผลทันและทำให้เราท้อใจบ้าง แต่ถ้าไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน ผลลัพธ์ย่อมออกมาเช่นเดียวกับต้นไม้ที่แผ่ร่มเงา

5.ทำในสิ่งที่รู้ แม้การลองอะไรแปลกใหม่จะไม่ผิด และทำให้ได้เปิดโลก แต่บัฟเฟตต์มักลงทุนในสิ่งที่ศึกษามาอย่างดีหรือสิ่งที่คุ้นเคย เพราะเมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จะทำผลงานออกมาดี คนเราไม่จำเป็นต้องตามกระแสเสมอไป ต้องมีแนวทางของตัวเองแล้วจะโดดเด่นเหนือใคร

6.จงตั้งเป้าหมายแล้วพิชิตมันให้ได้ ฝึกตัวเองให้แกร่งขึ้นและทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ ถ้าจะให้ดีควรพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เก่งกาจกว่า แม้จะทำให้เราดูโง่ไปบ้างในบางครั้งคราว แต่ก็จะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากคนเหล่านี้ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะเทียบเท่าหรือแซงคนเก่งๆพวกนี้ได้

7.อย่าอู้และต้องมีวินัย เมื่อคนเราเริ่มเก่งขึ้นหรือมีเรื่องอื่นมารบกวน มักจะทำให้ขาดวินัยได้ เช่น ซื้อหุ้นโดยวิเคราะห์ข้อมูลไม่ละเอียดเหมือนเคย หรือทำอะไรไม่รอบคอบเท่าแต่ก่อนเพราะขี้เกียจ นั่นแหละอาจนำหายนะมาได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรควรมีวินัยและสม่ำเสมอ จะทำให้เราเฉียบแหลมอยู่ตลอดเวลา

8.ใจรัก หากไม่มีใจรักในสิ่งที่ทำ สุดท้ายสิ่งนั้นจะหายไป เพราะไม่มีใจจะไปฝ่าฟัน ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น หรือการตามล่าความฝันในรูปแบบอื่นของชีวิต หากมีใจรักก็พร้อมจะทุ่มเทให้มันแบบสุดชีวิตเสมอ และรางวัลของคนที่ทุ่มเทจนถึงที่สุดก็คือ “ความสำเร็จของชีวิต”

นี่แหละสูตรรวยของมหาเศรษฐีอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่ถึงแม้ท่านผู้อ่านได้สูตรเด็ดเคล็ดลับวิธีการใช้เงินและวิธีลงทุนไปแล้ว หากไม่ขยันขันแข็ง ไม่มีน้ำอดน้ำทน ก็ไม่มีทางรวยหรอกนะครับ.

ลมกรด
http://www.thairath.co.th/content/464684

20 หลักง่ายๆในการลงทุน

20 หลักง่ายๆในการลงทุน
1. ลงทุนในธุรกิจที่มีความเข้าใจดี ผมเคยเห็นคนลงทุนในหุ้นที่ตัวเองไม่มีความรู้ใดๆเลยวันๆได้แต่หวังว่าราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ ลองถามตัวเองดูครับ บริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร สัดส่วนรายได้มาจากไหน แข็งแกร่งแค่ไหนในตลาด ใครเป็นลูกค้า ใครเป็นคู่แข่ง แล้วอนาคตธุรกิจนี้จะเป็นยังไง 10 คน ตอบได้ 10 แบบ จงเชื่อในการวิเคราะห์ของคุณครับ
2. หุ้นคือธุรกิจจริง ที่มีคนทำงาน มีสินค้า มีบริการ มีตัวตนจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขเขียวแดงกระพริบขึ้นลงเท่านั้นดังนั้นการเลือกหุ้นคุณต้องรู้ ด้วยว่าหุ้นนั้นบริษัทนั้นเค้าทำงานยังไง พื้นฐานเป็นยังไง
3. การลงทุนมีความเสี่ยงเลี่ยงไม่ได้ แต่จัดการได้ ความเสี่ยงคือความไม่รู้ พยายามหาคำตอบให้ได้มากที่สุดก่อนจะลงทุนใดๆ ถ้าคุณคิดว่าเสี่ยงมากได้มาก ผมว่าอาจจะไม่ใช่ เสี่ยงน้อยถึงได้มากต่างหาก
4.ออมก่อนรวยกว่าและออมเยอะกว่ารวยเร็วกว่าเงินลงทุนจะเริ่มทำเงินได้ มากๆต่อเมื่อต้องใช้เวลา และหากใช้เงินก้อนใหญ่มากกว่าก็มีสิทธ์ทำให้เงินงอกเงยได้เร็วกว่า
5. จัดการความโลภและความกลัวให้เหมาะสม วอเรน บัฟเฟตนักลงทุนอันดับ 1 ของโลกนั้นกล่าวว่า “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว และจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ”
6. อย่าหยุดลงทุน การลงทุนในระยะยาวจะให้ผลลัพทธ์ที่ดีมากๆ ออมเงินจากเงินเดือนทุกๆเดือนให้เป็นนิสัย ลงทุนในหุ้นดีๆและปล่อยให้อยู่นานๆ
7. อย่าซื้อๆ ขายๆ ค่าคอมมิสชั่นในการซื้อ-ขายหุ้นแต่ละครั้งคือประมาณ 0.25% ถ้าคุณซื้อขายทุกวัน (ซื้อ 1 ครั้ง ขาย 1 ครั้ง) คุณจะเสียค่าคอมมิสชั่น 0.50% ต่อ 1 วัน และถ้าคุณซื้อขายปีละ 200 วัน คุณจะเสียค่าคอมมิสชั่น 100% ถ้าคุณเริ่มด้วยเงิน 1 ล้านบาท ในหนึ่งปีคุณจะเสียค่าคอม 1 ล้านบาท (โดยที่ยังไม่รู้ด้วยว่าซื้อขายแต่ละครั้งกำไรหรือไม่)
8. ถ้าถือหุ้นตัวนั้นยาวๆแล้วเครียด นอนไม่หลับ อย่าถือหุ้นๆนั้น
9. อย่าถามหุ้นจากคนอื่น อย่ารอให้คนอื่นป้อนอาหารให้เพราะวันนึงเค้าเอาอาหารที่เน่าบูดมาให้กินคุณก็จะกินไปโดยไม่รู้ตัว หรือวันนึงเค้าไม่เอาอาหารมาป้อนให้อีกแล้วคุณจะอดตาย แต่จงเรียนรู้วิธีที่จะทำอาหารเองคุณจะไม่อดตาย
10. กระจายความเสี่ยงดี แต่กระจายให้เหมาะสม ไม่ต้องชนะทุกครั้งในการรบ ขอแค่ไม่กี่ครั้งที่ชนะการรบแล้วคุณชนะสงครามก็พอ ถ้าคุณมีหุ้นไม่กี่ตัวในพอร์ตแต่ทำกำไรได้อย่างมากมาย ดีกว่าคุณมีหุ้นหลายสิบตัว ที่กำไรตัวละไม่กี่ %
11. มูลค่ากับราคาคือคนละเรื่องอย่าผสมกัน ผมเจอบ่อยมาก ราคาลงมาเยอะแล้วซื้อได้แล้ว ทุกครั้งให้ลองประเมินหุ้นประเมินธุรกิจก่อนการซื้อทุกครั้ง อย่าลืมนะครับว่าขนมปังที่หมดอายุแล้วในร้านก็ขายครึ่งราคา
12. อย่าไปรักหุ้น อย่าเอาอารมณ์เข้าไปเกี่ยวในการเลือกหุ้น เลือกหุ้นที่เหมาะสมกับคุณ เหมาะกับจริต เหมาะกับสิ่งที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าดี
13. ยืมเงินคนอื่นมาลงทุนเป็นไอเดียที่แย่มาก มันควรมาจากเงินออมเพราะในวันที่แย่สุดถ้าการลงทุนของเราไม่เป็นใจเราจะไม่ติดหนี้ใคร
14. มีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัยไว้เสมอ ถ้าเมื่อไรคุณซื้อหุ้นที่ต่ำกว่าราคามูลค่ามากๆ ในวันแย่สุดมันก็จะยังไม่แย่จนเกินไป
15. ลงทุนระยะยาว ปลูกต้นไม้หรือเลี้ยงลูกก็ไม่ได้โตในวันเดียว คุณอาจเคยเห็นคนนั่งใต้เงาต้นไม้ใหญ่ที่บังแดดได้ จนคุณอิจฉาเพราะคุณนั่งตากแดดอยู่ อย่าลืมว่าเค้าอาจจะปลูกมันไว้นานแล้ว
16. แม้แต่คนเก่งที่สุดก็ทำเรื่องโง่ที่สุดได้ในตลาดหุ้น การใช้อารมณ์ในการลงทุนไม่ได้ช่วยอะไร ใฃ้เหตุผลประกอบให้มากที่สุด
17. อดีตมีไว้ประเมินประกอบ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอนาคตมากนัก สิ่งที่บริษัทหนึ่งทำไว้ได้ดีในอดีตไม่ได้การันตีอนาคตว่าจะดีต่อไปเสมอไป
18. เรียนรู้จากบทเรียนที่ทำพลาดว่าจะไม่ต้องไม่พลาดแบบเดิมอีก และเรียนรู้จากบทเรียนที่ทำสำเร็จ ลองดูเหตุผลว่าทำไมเราถึงสำเร็จได้ อย่าลืมว่าคนไม่พลาดคือคนที่นั่งเฉยๆตำหนิคนอื่นว่าทำไมทำแบบนี้แบบนั้น
19. เรียนรู้สถานะของหุ้นของเราง่ายๆ แค่เดินไปดู ลองซื้อมาใช้ ลองฟังจากคนรอบๆข้าง ฟังจากผู้บริโภค
20. ลงทุนให้มีความสุข อย่าลืมว่าต่อให้คุณมีเงินแค่ไหน หากคุณไม่มีความสุข เงินมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
ทั้งหมดนี่เป็นหลักการง่ายๆในการลงทุน คุณไม่จำเป็นต้องนั่งมองจอคอมทั้งวัน คอยหาข่าวลือ ค่อยโทรถามโบรคเกอร์ถึงข่าวลือต่างๆ คุณใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงอาจจะเป็นแค่วันเสาร์อาทิตย์ว่าคิดวิเคราะห์ต่างๆ คุณอาจจะไม่ต้องลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวของตัวเอง คุณอาจจะมีรายได้ที่มากขึ้นอีกทางกับการลงทุน คุณไม่ต้องบริหารงานเองทั้งหมดหากคุณเลือกบริษัทที่ดีที่คนมีฝีมือบริหารบริษัทนั้นๆอยู่ การลงทุนช่วยให้มนุษย์เงินเดือนหรือคนทำธุรกิจส่วนตัวประสบความสำเร็จทางด้านการเงินได้อีกทาง ขอให้โชคดีในการลงทุนครับและการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงนะครับ
สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าหุ้น
‪#‎สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าหุ้น‬ ‪#‎การลงทุนในหุ้น‬ ‪#‎หลักการลงทุนในหุ้น‬
------------------------------------------------------------------------------
ติดตามอ่านเรื่องดีๆเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุนต่อได้ที่ สิ่งที่เล็กๆที่เรียกว่าหุ้น ได้ที่นี่เลยครับ http://goo.gl/VtZwae

Better Trade on Tour @พิษณุโลก_11/05/2013_2/2