วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ว่าด้วยเรือ่ง โอเวอร์เทรด กับ MM

http://pantip.com/topic/30912303
https://sites.google.com/site/donkeytoni/trading-skills/money-management
ปัญหาการ OVER TRADE จากการไม่คำนวณความเสี่ยงที่รับได้
Credit : FB Take Risk Take control

สำหรับหลายคนที่ใช้ Technical Analysis ในการเทรดหุ้นแล้วเทรดแนว Trend Follower เข้าใจว่าต้องมีจุด stop loss แต่พอถึงจุดที่ต้อง stop loss กลับทำไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าต้องขายออกไปก่อน แต่ก็ไม่สามารถ stop loss ได้ อาการแบบนี้ชัวร์เลยคืออาการของการ OVER TRADE

อยากจะลองอธิบายความรู้สึกให้ฟังว่าเป็นกันอย่างไร
สมมุติคุณมีเงิน 1,000,000 บาท แล้วคุณซื้อหุ้น SIRI 1 ตัวที่ราคา 5.4 บาท อัดเต็มพอร์ทเลย
จะซื้อหุ้นได้ประมาณ 185,185 หุ้นแต่ตัวคุณรับความเสี่ยงที่จะตัดขาดทุนได้เพียง 5% = 50,000 บาท

สมมุติเรามองราคา NEW LOW ที่ 4.96 เป็นจุด STOPLOSS ณ ราคานี้จะเกิดความเสียหายขาดทุนไป 81,481 บาท เมื่อเกินจุดที่รับจะรับได้ไปแล้ว ก็จะมีอาการภาวนาให้มันเด้ง โอมจงเด้ง จงเด้ง แต่เมื่อมันไม่เด้งคุณก็ stop loss ไม่ลง ทุกคนจะมีจุดนึง ที่สามารถตัดใจโยนเงินทิ้งได้แบบไม่รู้สึกเสียดาย แต่เมื่อมันเลยจุดที่คุณจะตัดใจกับเงินก้อนนี้ได้จะมีความรู้สึกหน่วงหน่วงแต่จ๊ดจี๊ด ลุ้นลุ้นให้ราคากลับมาจุดเดิม เมื่อคุณไม่สามารถตัดใจกับเงินก้อนนี้ที่จะเสียไป เพราะมันมากเกินไปก็จะสะกดจิตตัวเองทันทีว่าไม่ขายไม่ขาดทุน และก็จะไปตามหาเหตุผลมากมายมา SUPPORT ว่ามันจะกลับขึ้นไปได้  ถ้ามันกลับขึ้นมาได้ ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ถ้าไม่ใช่หล่ะเราก็จะขาดทุนลงไปเรื่อยๆ และก็ท่องไว้ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่ขายไม่ขาดทุน

ถ้าหากลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ดูกันบ้าง ลองคิดตามดูนะครับ

"ถ้าไม่ขายในวันนี้แล้วราคาไม่กลับมาจุดต้นทุนเรา เราจะเสียโอกาสอะไรไปบ้าง"

"แต่เมื่อเราขายออกไปแล้ว ราคามันเด้งกลับมาที่เดิม เราก็ยังมีเงินสดอยู่เราก็สามารถซื้อมันใหม่ได้ถ้ามันไม่ใช่สภาวะตลาดขาลงอย่างที่เราคิด"

อาการ OVER TRADE นี้มีวิธีแก้ไขได้ คือ ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Money Management ด้วยวิธีการหา POSITION SIZING



เราลองมาลองดูตัวอย่างคำนวนกันดูเลย

1 ความเสี่ยงที่เราจะตัดใจหายหุ้นได้ สมมิตว่าเป็น 50,000 บาท
2 ราคาที่เราซื้อคือ 5.4 บาท
3 ราคาที่จุดที่เราจะ STOP LOSS คือ 4.96

P = C / R

C = 50,000

R = 5.4-4.96 = 0.44

P = 50,000 / 0.44 = 113,636

เราจะซือหุ้นที่ 113,636 หุ้น
ใช้เงินซื้อหุ้นไป 613,635 บาท
โดยที่คุมความเสียหายไว้ที่ 50,000 บาท เมื่อเรา stop loss ที่ราคา 4.96

เมื่อราคาหลุด 4.96 เราก็จะสามารถ stop loss ได้แบบไม่เสียดาย อาการ OVER TRADE ก็จะไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องหาเจอ คือจุดที่รับความเสี่ยงได้จริงจริงคือเท่าไหร่ เมื่อเราว่าจุดไหนทคือจุดที่เรารับได้ เราก็จะควบคุมความเสี่ยงได้

อย่าลืม Take Risk Take control

_______________________________________
 Money Management เป็นเรื่องสำคัญมากในการเทรด ระบบเทรดที่ต่างกัน จุดมุ่งหมายหรือวิธีการเทรดที่ต่างกัน สินทรัพย์ที่ต่างกัน รวมถึง โบรกเกอร์ที่ต่างกัน ล้วนมีผลต่อการปรับแต่ง Money management ให้เหมาะสมทั้งนั้น ระบบหรือวิธีการเทรดที่ดีควรมีการพิจารณาถึง Money management เข้าไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบด้วย

    เราสามารถพิจารณาเรืองของ Money management ในเบื้องต้นจาก 2 ประเด็นใหญ่ๆ
  1. Risk management ในการเข้าออกแต่ละออร์เดอร์  ในการเปิด position หรือ เข้าออร์เดอร์แต่ละครั้งนั้น เราควรรู้ว่า ความเสี่ยงของเราอยู่ที่เท่าไร ถ้าเกิดผิดทาง ความเสียหายสูงสุดที่เราจะเสียใน position หรือ ออร์เดอร์นั้นๆ เป็นเท่าไร เราใช้เครืองมืออะไรในการควบคุมว่าความเสียหายจะไม่เกินไปกว่าที่เราคิดหรือกำหนดไว้ เครืองมือหลักๆ ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กัน คือ stop loss เทรดเดอร์บางคนอาจไม่ใช้ stop loss แต่จะหาวิธีการอย่างอื่นมาควบคุมความเสี่ยง เช่น การทำ hedging หรือ การวางเงินเยอะๆ และเลือก position sizing ที่เหมาะสม ว่าพอร์ตของเราสามารถรองรับความเสี่ยงสูงๆได้
  2. Position Sizing เป็นการประเมินจากขนาดพอร์ตของเรา และความเสี่ยงของแต่ละ position หรือออร์เดอร์ที่เราเปิดรวมๆกันทั้งหมด ว่าความเสียหายโดยรวมเป็นเท่าไร ตรงนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าจาก Risk management ที่เราใช้อยู่ เราจะสามารถเปิด position หรือ เปิดออร์เดอร์พร้อมๆกันได้มากน้อยเท่าไร ถ้าเราเปิด position หรือ ออร์เดอร์มากเกินกว่าที่เรากำหนดใน Position sizing ของเรา การกระทำนี้เราเรียกว่าการ OVER TRADE ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดการ over trade ได้ง่ายๆ คือ การทำ margin trading หรือ การเทรดในสินทรัพย์ที่มี leverage สูงๆ ยิ่ง leverage สูงเท่าไร เรายิ่งต้องระวังเรื่อง Position sizing ให้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น leverage จึงเสมือนเป็นดาบ 2 คม สำหรับ เทรดเดอร์ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจใน Money management
    เราจะเห็นว่า Money management เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเงินหน้าตัก ถ้าเรามองตลาดถูก 100% เรื่องของ Money management คงไม่มีความจำเป็นเลย แต่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งแน่นอน 100% นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อนั้น Money management จะเข้ามามีผลทันที ถึงความแม่นยำเรามีถึง 99% แต่ถ้า 1% ที่เราพลาดแล้วเราเสียหายมากกว่า 99% ที่เราได้กำไรมา แบบนี้เรียกว่าไม่มี Money management และแน่นอนว่า พอร์ตของเราคงไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ไม่ว่าความแม่นยำเราจะ 99% หรือ 30% Money management จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเท่าๆกันในทั้ง 2 กรณี ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราต้องวางลงไปในแต่ละกรณีให้เหมาะสมกับวิธีการเทรด สภาพแวดล้อมการเทรด และเป้าหมายการเทรดของเรา

    Money management เป็นเรื่องของการวางแผนการเทรดที่รอบคอบ ที่จะทำให้การเติบโตของพอร์ตของเราเป็นไปด้วยดี เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นกับว่าจะได้กำไรกี่ครั้ง ได้กำไรเท่าไร เพราะนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เป็นเรื่องของตลาด แต่เราจะมองในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ นั้นก็คือความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเราเจอการเสียหายขาดทุนต่อเนื่องหลายๆครั้ง (การเกิด draw down ในการเทรด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอ ) เราจะบริหารจัดการอย่างไร หรือดีกว่านั้น เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไรและทำอย่างไรเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

    จากประสบการณ์ของผมที่รู้จักเทรดเดอร์หลายๆคน เทรดเดอร์ที่เทรดได้กำไรเพียง 30% ของจำนวนครั้งที่เทรด แต่มี Money management ที่ดี อาจมีพอร์ตที่เติบโตต่อเนื่องดีกว่า เทรดเดอร์ที่ เทรดได้กำไร 70-80% ของจำนวนครั้งที่เทรดก็เป็นได้ เรืองของโอกาสชนะ หรือ Winning Probability ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณากันให้ดีๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการเก็งกำไรมาก่อน (อาจเคยลงทุนมาบ้าง) มักจะถูกหลอกได้ง่ายๆ ด้วย Winning Probability สูงๆ หรือไม่ก็ Reward-to-Risk สูงๆ (กำไรสูง ความเสี่ยงต่ำ) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยธรรมชาติของการเก็งกำไรแล้ว 2 อย่างนี้มักอยู่คนละฝั่งกัน เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ จะมองทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เรียกว่า Profit Expectancy เพราะจะให้ทั้งสองอย่างสูงด้วยกันทั้งคู่นั้น เป็นไปได้ยากมาก

เทคนิคการหาหุ้น 10เด้ง!!! โดย คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ตอนที่2-2

เทคนิคการหาหุ้น 10เด้ง!!! โดย คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ตอนที่1-2

รวมหนังสือหุ้น ความรู้เรื่องการลงทุน ปออันปัน

 http://hoonebook.blogspot.com/2014/12/Por-Un-Pun.html
เคล็ดวิชาปออันปัน
หนังสือเคล็ดวิชาปออันปัน จำนวน 145 หน้า


คำนำผู้เรียบเรียง

อีบุ้คเล่มนี้ผู้เรียบเรียงจัดทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายฟรีแก่ผู้ที่สนใจการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า เป็นหนังสือการเก็งกำไรที่ให้ความสำคัญกับกราฟเทคนิคคอลเป็นหลัก เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความแนวทางการเก็งกำไรในหุ้นปั้น(ตั้งใจเขียนแบบนี้)เป็นหลัก

คุณ"HALOGEN"แห่งห้องปออันปัน

คุณ HOLOGEN เป็นนักเก็งกำไรท่านหนึ่ง ที่มีเทคนิคและแนวทางในการเก็งกำไรหุ้นปั้นอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังแบ่งปันความรู้และเทคนิคของตัวเองให้กับนักเก็งกำไรในเวปบอร์ดแห่งหนึ่งอย่างเป็นประจำ ผู้เรียบเรียงได้ขออนุญาตคุณ HALOGEN ก่อนที่จะจัดทำหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณคุณ HALOGEN ที่ทำให้ผมเป็นคนนึงที่อยู่รอดในตลาดเก็งกำไรแห่งนี้ได้

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
ลุงเบน
TAKE PROFIT 
- See more at: http://hoonebook.blogspot.com/2014/12/Por-Un-Pun.html#sthash.nmkDEr93.dpuf

ขาดทุนหุ้นซ้ำๆ แก้ไขอย่างไรดี

ขาดทุนหุ้นซ้ำๆ แก้ไขอย่างไรดี
http://pantip.com/topic/33238769
ผมเองก็ประสพเหตุการณ์ขาดทุนหุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นเดียวกับทุกคน
ครานี้เงินจะหมดตูดจริงๆ หากไม่เร่งแก้ไข คงได้เดินออกจากตลาดทุนไปเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน
นั่งคิด นอนคิด หลายตลบ หลายๆวัน จะแก้ไขยังไงดี คิดแล้วคิดอีก บอกย้ำกับตัวเองว่า ต้องเร่งแก้ไขแล้ว
มาคิดออกกับเรื่องใกล้ตัวนี่แหละว่า ปกติตัวเองก็บันทึกการซื้อขายลงในไฟล์ excel ทุกรายการอยู่แล้ว
เลยมานั่งดูรายการที่บันทึกเองย้อนหลังไป 2-3 เดือนว่า....
ตัวไหนทำไมถึงได้กำไร ตัวไหนถึงขาดทุน แล้วตอนนั้นเราเข้าซื้อ เพราะอะไร และขายออกเพราะอะไร
และมานั่ง list ออกมา แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

เริ่มที่กลุ่มแรกที่เข้าซื้อแล้วขาดทุน

สรุปออกมาจะพบว่า ตัวเองมีพฤติกรรมการลงทุนซ้ำๆ ที่ทำให้ขาดทุน ดังนี้ครับ
1.ซื้อแล้วลง แล้วดันซื้อถัวอีก
2.ราคาหล่นมากกว่าที่คิดไว้ แล้วไม่คัท (ไม่มีวินัย)
3.หล่นแล้วไม่คัท
4.เข้าจังหวะถูกต้องแล้ว แต่รีบขาย (ควรขายเมื่อมีสัญญาณขายออกมาเท่านั้น)
5.รีบเข้าแท่งแดงยาวแรก
6.ผิดซ้ำอีก...เข้าแล้วหล่น ยังจะเข้าอีกไม้
7.ซื้อแล้วขึ้น แต่พอหล่นมาต่ำทุน ไม่คัท

ประเด็นหลักของผมคือ ไม่ยอมคัท ทำให้ขาดทุนหนักขึ้น
เมื่อทบทวนพฤติกรรมตัวเองว่า ทำไมไม่ยอมคัท
พบว่า พอมันหล่นเกินกว่าที่เราจะยอมรับขาดทุนได้ ทำให้ไม่กล้าคัท ส่งผลให้ยิ่งถือยิ่งขาดทุนเข้าไปใหญ่

วิธีแก้ไข....เลยมาตั้งกฎกติกาว่า -3 ช่องคัท (ตอนนี้ผมยอมรับขาดทุนได้เท่านี้ แต่ละคนยอมรับขาดทุนได้ไม่เท่ากัน ลองปรับกันเองนะครับ) แล้วก็ต้องทำตามวินัยอย่างเคร่งครัด

แต่ปัญหายังไม่จบ -3 ช่องคัทก็จริง เมื่อหุ้นลบมากกว่า 3 ช่อง (อาจจะ 5-10 ช่อง) แล้วกลับมาดีดคืน เราก็ไม่กล้าตาม เพราะมันเพิ่งจะลงมามาดๆ กลัวขาดทุนอีก ที่ไหนได้วิ่งหน้าตั้งไปเลย

คราวนี้เราก็มาแก้ปัญหาที่จุดเข้า เข้าตรงไหนที่เข้าแล้ว ต้องหล่นไม่เกิน 3 ช่อง(ตามกฎกติกาของเราเองว่า -3 ช่อง คัท)
ก็มาพบว่า ตรงที่เริ่มไม่มีแรงขาย(วอลุ่มลดลงมาก), เริ่มไม่มี new low มา 2-3 วัน เมื่อเห็นอย่างนี้ก็เข้าซิครับ
แล้วก็ รอ ร๊อ รอ อย่างเดียว เมื่อไหร่เจ้าจะลากขึ้น แต่ถ้าเกิดหล่นมี new low อีก ก็กติกาเดิม -3 ช่องคัท
เมื่อผมทำอย่างนี้พบว่า ลดการขาดทุนไปอย่างมาก ถึงโดนก็โดนไม่มาก และส่งผลให้พอร์ตมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น

กลุ่มหลังที่เข้าซื้อแล้วกำไร




สรุปพบพฤติกรรมซ้ำๆ ในการลงทุนแล้วกำไร ดังนี้
1.เข้าซื้อเมื่อไม่มีแรงขาย ไม่มี new low
2.ย่อมาแล้วหลายวัน ไม่หลุดตรงนี้ซะที
3.ซื้อหุ้นกำลังขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งซื้อ (แต่ถ้าหล่น -3 ช่อง ณ จุดซื้อ ก็คัทตามกฎ)
จุดนี้นี่เองที่ทำแล้วได้กำไร เราก็หมั่นทบทวนตัวเอง ให้ทำพฤติกรรมซ้ำๆได้ เพราะเข้าแล้วได้กำไร

ที่สำคัญคือ ทบทวนจุดผิดพลาดของตนเองไปเรื่อยๆ แก้ไขไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง
เน้นอีกอย่าง อย่าโกหกตัวเอง ไม่งั้นจะแก้ปัญหาไม่สำเร็จ

สุดท้ายนี้ ผมก็มาเขียนกฎการลงทุน แปะติดไว้ข้างจอคอมฯ อ่านทบทวน เช้า-บ่ายก่อนตลาดเปิด เพื่อให้มันฝังรากลึกลงไปในจิตใจ เพื่อที่เราจะได้มีพฤติกรรมที่ถูกต้อง หลี่กเลี่ยงจุดพลาดเดิมๆ มีดังนี้ครับ
-อย่าขาดทุน เล่นหุ้นในเกมส์ที่ถนัดของเรา
-เล่นหุ้นที่หมดแรงขายแล้ว+ไม่มี new low 2-3 วัน+เริ่มมีสัญญาณซื้อ
-นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คิดถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากกว่ากำไร
-เข้าจุด save ตั้งเป้าเลยว่า ยอมหลุดกี่ช่องคัท ยอมขาดทุนเท่านั้นพอ
-เวลาจะซื้อหุ้น จุดเข้าต้องได้เปรียบ เป็นด่านแรกที่สำคัญมาก
-ให้ละ โลภ โกรธ หลง เพราะมันจะปิดบังความคิดที่ถูกต้อง

ปล.ผมตามอ่านพันทิปมาตั้งแต่ปลายปี 54-ปัจจุบัน ก็เก็บเกี่ยวความรู้จากหลายๆท่านที่มีเจตนาดีมาโพสความรู้เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนหุ้น ผมขอยกเครดิตให้ทุกๆท่านนะครับ และคราวนี้ผมขออนุญาตแบ่งปันในมุมมองของผมบ้าง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

http://pantip.com/topic/33238769

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คำถามที่ คนไม่มีพื้นฐานเรื่องหุ้นอยากถาม แต่อาจจะไม่กล้าถาม เลยไม่ได้เล่นหุ้นสักที

คำถามที่ คนไม่มีพื้นฐานเรื่องหุ้นอยากถาม แต่อาจจะไม่กล้าถาม เลยไม่ได้เล่นหุ้นสักที
กระทู้นี้  จะเป็นกระทู้ที่รวบรวมคำถาม ที่อาจจะฟังดูไร้สาระที่สุด ในมุมมองของคนที่เคยลงทุนในหุ้นมาแล้ว
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยมีความรู้ หรือไม่เคยศึกษาเรื่องหุ้นเลย  มีแต่ ได้ยินคนโน้น คนนี้ พูดถึงการเล่นหุ้น
และก็รู้สึกสนใจ  แต่ลึกๆแล้ว รู้ว่า จับต้นชนปลายอะไรไม่ค่อยถูก  จะถามก็ไม่กล้า เพราะรู้สึกว่า ตัวเองไม่รู้พื้นฐานอะไรสักอย่างเกี่ยวกับหุ้นเลย  
ถามมากๆ เข้า ก็กลัวเพื่อนจะหาว่าโง่  ได้แต่เก็บคำถาม งงงวยนั้นไว้คนเดียว  และคิดว่า วันหนึ่งค่อยมาศึกษา

และก็เป็นอย่างที่คิด ผ่านมา 3 ปี  ก็ยังไม่ได้ไปศึกษาสักที  พอได้ยินคนพูดมาที ก็ฮึดอยากศึกษาขึ้นมาที
พอเผลอ ก็เลิกศึกษาอีกละ  ผมเลยลองรวบรวมคำถามที่คิดว่า คนที่ได้ยินคำว่า เล่นหุ้น  ปุ๊ป   จะเกิดคำถามขึ้นในใจ
แต่อาจไม่กล้าถามใครออกไป    “จงแอบอ่าน แอบแชร์  แล้วเราจะหายโง่ไปด้วยกันครับ”

หมายเหตุ :  ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอาจจะดิบๆ ไปสักหน่อย  และอาจไม่ได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ 100%
แต่คิดว่า น่าจะง่ายต่อการทำความเข้าใจ  ส่วนเพื่อนๆคนไหนที่เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว  สามารถช่วยกันแก้ไข
เพิ่มเติมส่วนที่ตกหล่น หรือส่วนที่ผมพลาดไป  จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ขอบคุณล่วงหน้าครับ

หุ้นคืออะไร ?
ง่ายๆ เลย  หุ้นคือ สิทธิการเป็นเจ้าของ  เพราะฉะนั้น ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทไหนมา  นั่นคือเราได้เป็นเจ้าของบริษัทนั้นแล้ว
ตามสัดส่วนที่เราซื้อหุ้นมา  ถ้า ซื้อหุ้นมามาก  ก็ได้สิทธิในการเป็นเจ้าของมาก   ถ้าซื้อหุ้นมาน้อย  ก็ได้สิทธิการเป็นเจ้าของน้อย  
และ ถ้าบริษัทที่เราซื้อหุ้นมา  กิจการเจริญรุ่งเรือง เติบโต  เราก็รวยไปด้วย
แต่ถ้ากิจการมันขาดทุน   เราก็เจ๊งไปกับมันด้วย

จะซื้อหุ้น ต้องใช้อะไรซื้อ ?
ต้องใช้เงินในการซื้อหุ้น
ถ้าเราใช้เงินซื้อหุ้นบริษัทใดๆไปเยอะ  ก็เหมือนว่าเราไปร่วมลงทุนกับบริษัทนั้นๆเยอะ
เวลาบริษัทมีกำไร เราก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะ  แต่ถ้าเวลาบริษัทขาดทุน  เราก็จะเสียเงินเยอะเช่นกัน

คำว่า เล่นหุ้น คืออะไร?
คำว่า เล่นหุ้น จะหมายถึง การซื้อหุ้น และ  การขายหุ้น   แต่ด้วยการที่หุ้นมันมีหลายตัวให้เลือกซื้อ  มันจะมีการซื้อตัวโน้น ขายตัวนี้
มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเล่นกับมันอยู่   ตามจริงแล้ว ควรจะใช้คำว่า "การลงทุนในหุ้น"  จะดูถูกต้องกว่า
เพราะการที่เราซื้อหุ้นมา  มันคือการซื้อสิทธิการเป็นเจ้าของของบริษัทภายใต้หุ้นตัวนั้นอยู่ เหมือนเราไปร่วมลงทุนกับบริษัทนั้น
ถ้าวันใด เราขายหุ้นนั้นทิ้ง ก็เหมือนเราเลิกลงทุนกับบริษัทนั้นแล้ว

ตลาดหุ้น คืออะไร ?
ตลาดหุ้น คือ ตลาดที่มีไว้เพื่อซื้อขายหุ้นของบริษัทต่างๆ   อยากซื้อหุ้นของบริษัทไหน ก็ต้องมาซื้อที่นี่
ซึ่งของประเทศไทย  เรามีชื่อเรียกแบบเป็นทางการว่า  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "The Stock Exchange of Thailand  ย่อสั้นๆว่า SET
เพราะฉะนั้น เวลาดูข่าว เห็นเค้าพูดถึง SET กัน   นั่นคือ พูดถึงตลาดหุ้นของประเทศไทยของเรานั่นเอง

มีตลาดหุ้นไว้ทำไม ?
เรามีตลาดหุ้น ไว้เพื่อระดมทุนให้กับบริษัทใดๆ  เช่น สมมุติเราเปิดร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง  วันดีคืนดี อยากจะขยายธุรกิจ
เปิดร้านกาแฟเพิ่มอีกสัก 10 ร้าน  แต่เรามีเงินไม่พอ  ครั้นจะไปกู้ธนาคาร  ธนาคารก็เคี่ยว ถามโน้นถามนี่เยอะ คิดดอกเบี้ยก็แพง
และถ้าเราลงทุนขยายกิจการอยู่คนเดียว  ถ้ามันไปได้ด้วยดี ก็ดีไป รวยคนเดียว ชิวๆ
แต่ถ้ามันเกิดไม่เป็นแบบที่เราคิด เราก็เป็นหนี้หัวโต อ้วกแตกอยู่คนเดียว

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตลาดหุ้นขึ้นมา  เพื่อที่เราจะสามารถนำเอาร้านกาแฟของเราไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น
และขายหุ้นร้านกาแฟของเรา  ให้คนอื่นที่สนใจในแผนงานของเรา  มาร่วมเป็นเจ้าของกับเรา  
เราก็จะได้เงินจากคนที่มาขอร่วมเป็นเจ้าของ  นำเงินนั้นไปขยายกิจการได้
ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงของเราเอง  เพราะมีคนมาร่วมหัวจมท้ายด้วย

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ สีเขียว สีแดง วิ่งๆบนหน้าจอ ทีวีด้านล่างคืออะไร  ?
ตัวอักษรพวกนี้ คือ ชื่อตัวย่อของหุ้น  เช่น หุ้นของ ธนาคารกรุงเทพ  จะมาเขียน เต็มๆ มันก็ยาว
เค้าเลยย่อเป็นชื่อหุ้นว่า  BBL  
จำไว้เลยว่า ภายใต้ตัวอังษรภาษาอังกฤษพวกนี้ มีเบื้องหลังเป็นบริษัท

ส่วนสี เขียวๆ แดงๆ นี่คือ สีที่ทำให้เราดูการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้ง่ายขึ้น
สีเขียว คือ หุ้นตัวนั้น มีราคาแพงขึ้น เมื่อเทียบกับ ราคาเมื่อวาน หรือที่เรียกว่า หุ้นขึ้น
(คนที่ซื้อหุ้นไว้จะดีใจ เหมือนซื้อของมา แล้วเอาไปขายต่อได้แพงขึ้น)
สีแดง คือ หุ้นตัวนั้น มีราคาถูกลง  เมื่อเทียบกับราคาเมื่อวาน  หรือที่เรียกว่า หุ้นลง
(คนที่ซื้อหุ้นไว้จะเสียใจ เหมือนซื้อของมา แล้วเอาไปขายต่อได้ถูกลง)
สีเหลือง คือ หุ้นตัวนั้น มีราคาเท่าเดิม เมื่อเทียบกับราคาเมื่อวาน

เวลาดูข่าว พูดถึง ดัชนีหุ้น 1600 จุด  บวกขึ้นมา 40 จุด หรือบางวันก็บอกว่า ลบไป 20 จุด มันคืออะไร ?
ด้วยการที่หุ้นในตลาดหุ้นมีเยอะมาก 500 กว่าตัว  เค้าก็เลย เอาราคาของแต่ละตัว มาคำนวนรวมกัน เป็นตัวเลขที่ไว้อ้างอิง เรียกว่า ดัชนี  

เช่นเวลาบอกว่า วันนี้ ดัชนี บวก  จะหมายความว่า  หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมีราคาสูงขึ้น เมื่อเทียบกับราคาเมื่อวาน
ถ้าบอกว่า บวก แล้วตามด้วยตัวเลขเยอะๆ แสดงว่า หุ้นส่วนใหญ่ราคาขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับราคาเมื่อวาน
แต่ถ้าวันไหน ดัชนี ลบ  คือหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาที่ถูกลง เมื่อเทียบกับราคาเมื่อวาน
ถ้าบอกว่า ลบ ตามด้วยตัวเลยน้อยๆ ก็แสดงว่า หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดราคาลดลงจากราคาเมื่อวาน แต่ลดลงไม่มากเท่าไหร่

***หมายเหตุ เวลาดัชนี เป็นบวก ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัว ราคาขึ้นหมดทุกตัวนะ
มันบอกได้แค่ว่า หุ้นส่วนใหญ่ในตลาด มันราคาขึ้น   มันเลยคำนวนดัชนีออกมา แล้วได้เป็นเลขที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับดัชนีของเมื่อวาน
เวลาดัชนี เป็นลบก็เช่นกัน  ไม่ใช่ว่า ราคาหุ้นทุกตัวในตลาดลดลง แค่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมันลง  มันเลยคำนวนออกมาได้เลขดัชนีที่ลดลง***

ทำไมต้องเล่นหุ้น ?
เล่นหุ้น คือการลงทุนหาดอกผลชนิดหนึ่ง  เหมือนเราต้องการดอกเบี้ยจากการนำเงินไปฝากธนาคาร
เพียงแต่ การฝากธนาคาร ได้ผลตอบแทนน้อย เพราะมันไม่ค่อยเสี่ยง  ถ้าธนาคารไม่เจ๊ง
แต่การเล่นหุ้น  มันคือการไปร่วมลงทุนทำธุรกิจกับบริษัทที่เราไปซื้อหุ้น  ผลตอบแทนที่ได้ สามารถสูงกว่าฝากธนาคารหลายเท่า
แต่ถ้าบริษัทที่เราร่วมลงทุนมันเจ๊ง เราก็มีสิทธิที่จะเสียเงินลงทุนทั้งหมด  พูดง่ายๆ ก็คือ การเล่นหุ้น เป็นการลงทุน ที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงมาก
แต่ก็มีความเสี่ยงมากเช่นกัน  คนจึงอยากเล่นหุ้น  เพราะคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนสูงๆ และจะ "รวย"

โบรคเกอร์คืออะไร ?
เวลาเราจะซื้อหุ้นตัวใดก็ตาม  ไม่ใช่ว่า จะเอาเงิน เดินไปที่บริษัทนั้นๆ หรือเดินไปที่ตลาดหลักทรัพย์ แล้วซื้อมาเลย
เราต้องมี  ตัวกลางในการซื้อขายหุ้น  นั่นคือบริษัทโบรคเกอร์  โบรคเกอร์คือตัวกลางในการซื้อขายหุ้นให้เรา
และเค้าก็จะได้ ผลตอบแทนจากเรา คือค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย  รวมถึงบริษัทโบรคเกอร์จะทำหน้าที่ออกบทวิเคราะห์หุ้นตัวต่างๆ
เพื่อเป็นข้อมูลให้ลูกค้าประกอบการตัดสินใจอีกด้วย

จะเล่นหุ้นด้วยตัวเอง ผ่านอินเตอร์เน็ต  ไม่มีโบรคเกอร์ ได้ไหม  ?
ตอบว่า ไม่ได้  ยังไงก็แล้วแต่ เราต้องเป็นสมาชิกโบรคเกอร์ ถึงจะสามารถซื้อขายหุ้นได้

อีกคำหนึ่งที่ต้องรู้ คือ เจ้าหน้าที่การตลาด หรือ เรียกสั้นๆ ว่า มาร์ คืออะไร ?
อย่าสับสนคำศัพท์   โบรคเกอร์  คือบริษัทตัวกลาง    ส่วนมาร์คือ คน  

มาร์ เป็นลูกจ้างในบริษัทโบรคเกอร์  ที่ทำหน้าที่ ติดต่อกับ นักลงทุน  ตั้งแต่การส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น  จนถึงสิทธิประโยชนต่างๆ จากหุ้นที่เราถืออยู่
ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาให้นักลงทุนด้วย    ตรงจุดนี้แหละ ที่จะมีนักลงทุนบอกว่า  ต้องการเล่นหุ้นด้วยตนเอง และซื้อขายหุ้นเองผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องมีมาร์ได้ไหม   ตามจริงแล้ว นักลงทุนทุกคนล้วนมีมาร์ดูแลทั้งสิ้น  เพียงแต่ถ้าเราเล่นเองผ่านอินเตอร์เน็ต มาร์เค้าก็อาจจะไม่ได้โทรมายุ่งวุ่นวายอะไร  แต่ยังไงก็แล้วแต่ จะมีมาร์ดูแลอยู่แล้ว

การซื้อหุ้นมีกี่วิธี ?
มี 2 วิธี  คือ โทรหามาร์ ให้มาช่วยซื้อให้
กับ กดซื้อเองผ่านอินเตอร์เน็ต

*ทั้งสองวิธีนี้ จะได้หุ้นมาครบถ้วนตามที่สั่งเหมือนกัน
เพียงแต่ การโทรให้มาร์ช่วยซื้อให้ จะมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น ที่แพงกว่า การกดซื้อเองผ่านเน็ต
(เพราะมาร์จะต้องแบกรับความเสี่ยง ในกรณีที่คีย์คำสั่งผิด)*

จะเริ่มซื้อหุ้นต้องทำยังไง ?
ขั้นแรก ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นก่อน โดยต้องไปเปิดกับบริษัทโบรคเกอร์¨ ซึ่งในไทยมีบริษัทโบรคเกอร์มากมายหลายเจ้า
ส่วนใหญ่แล้ว บริการพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้น จะเหมือนๆกัน

ซึ่งบัญชีสำหรับการซื้อขายหุ้น จะมีอยู่หลักๆ 3 ประเภท  แต่เอาบัญชีที่ง่ายที่สุด  สำหรับมือใหม่
เดินเข้าไปในโบรคเกอร์แล้วบอกเลย  ว่า ขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบ Cash balance  
ใช้เอกสารประกอบการเปิดบัญชีแค่ สำเนาบัตรประชาชน  และสำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชี (book bank) เท่านั้น

บัญชีนี้ จะมีลักษณะคล้ายๆ บัญชีออมทรัพย์เลย   คือพอเปิดเสร็จ จะได้เป็นบัญชีเปล่าๆ ที่สามารถใช้ในการซื้อขายหุ้นมา
และจะมาพร้อมกับ User name และ Password  เพื่อใช้ในการ log in เข้าหน้าเว็ปไซด์ ของโบรคเกอร์ที่เราเปิดบัญชี  
เพื่อเข้าไป  อ่านข่าว ดูกราฟราคา อ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ รวมถึง ส่งคำสั่ง ซื้อขายหุ้น  
ซึ่งถ้าจะเริ่มซื้อหุ้นตอนไหน  เราต้องโอนเงินเข้าไปในบัญชีซื้อขายหุ้นของเราก่อน โอนมาเท่าไหร่ จะซื้อขายหุ้นได้ตามจำนวนนั้น
ถ้าไม่โอนมา มันก็จะเป็นแค่บัญชีเปล่าๆ ที่ไว้ดูข้อมูลหุ้น  แต่ไม่มีตังซื้อหุ้น

พอเรามีการขายหุ้น ได้กำไร หรือขาดทุน  เงินคงเหลือจะค้างอยู่ใน บัญชีหุ้นของเรา
ถ้าอยากจะนำเงินออกมา ก็สามารถกดถอนตังได้ทางหน้าเว็ปไซด์ของโบรคเกอร์
และเงินก็จะวิ่งเข้า สมุดบัญชี ที่ให้ไว้ตอนเปิดบัญชีนั่นเอง

โปรแกรมซื้อขายหุ้น ดูยังไง ?
โปรแกรมซื้อขายหุ้นที่ นิยมใช้กันคือ Streaming สามารถ ใช้ได้ทั้งในมือถือ และ คอมพิวเตอร์
โปรแกรมนี้แหละ ที่จะใช้ในการซื้อขายหุ้น  ตลอดจนดูราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้น
รวมถึงการดู ยอดเงินคงเหลือในบัญชีหุ้นของเรา และดูว่ามีหุ้นอะไรอยู่ในพอตเราบ้าง ตอนนี้กำไร และขาดทุนเท่าไหร่

แล้วซื้อหุ้นยังไง ?
อย่างที่บอกไป  วิธีแรก คือการโทรหามาร์  บอกเลขบัญชี และชื่อของตัวเอง
จากนั้น บอกชื่อหุ้น  ราคาหุ้นที่จะซื้อ  จำนวนไป  ก็จะสามารถซื้อหุ้นได้
แต่ถ้าต้องการซื้อหุ้นด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ต้องเข้าโปรแกรม Streaming
มันจะมีหน้าจอสำหรับซื้อขายหุ้น  ถ้าเราต้องการซื้อหุ้นตัวใด  เราต้องรู้ชื่อหุ้นนั้นๆ  และ จะมันจะมีราคาตลาดบอกไว้ ว่าราคา ตัวละกี่บาท
 
โดยหุ้น เป็นอะไรที่มีสภาพคล่องสูง  จะมีคนเสนอซื้อ และขายอยู่ตลอดเวลา  เราสามารถซื้อได้เลย ตามราคาที่คนเสนอขาย
หรือถ้าเรามีหุ้นอยู่แล้ว  เราก็สามารถขายได้เลย  ตามราคาที่มีคนเสนอซื้อ

ต้องมีเงินเริ่มต้นกี่บาทในการ เปิดพอต  ในการเล่นหุ้น มีขั้นต่ำไหม ?
ไม่มีขั้นต่ำ  มีกี่บาทก็เล่นได้  เพราะหุ้นมีราคาตั้งแต่ หลักสตางค์ ไปจนถึงหลัก พัน
มีเงินน้อย ก็ซื้อได้น้อยตัว  เวลาได้กำไรก็ได้น้อย เวลาขาดทุน ก็ขาดทุนน้อยแค่นั้นเอง

เล่นหุ้น จะได้เงินเมื่อไหร่ ?

การที่เราเข้าซื้อหุ้นมาแล้ว เราจะเหมือนว่าเราได้ ลงทุนในบริษัทนั้นแล้ว  เราจะได้กำไร ก็ต่อเมื่อ
1.  เราขายหุ้นนั้นไป ในราคาที่แพงกว่า ตอนเราซื้อมา  ถ้าขายได้ถูกกว่าที่เราซื้อมา เราก็จะขาดทุน
(ถ้าหุ้นที่เราซื้อมา มีราคาสูงขึ้นกว่า ต้นทุนที่เราซื้อ แต่เรายังไม่ขายหุ้น  มันก็จะเพียงแค่โชว์ว่าเรามีกำไรเท่าไหร่ให้เราเห็นเฉยๆ
จะได้กำไรจริงๆ ก็จะได้เมื่อขายหุ้นออกไปแล้วเท่านั้น)
2. ถ้าเรายังถือหุ้นตัวนั้นอยู่ และบริษัทมีกำไร  ปีนึง ก็จะมีการจ่ายปันผล  เราก็จะได้ส่วนแบ่งกำไรตรงนี้ ตามตามสัดส่วนหุ้นที่เราถืออยู่

ต่อ>>>>>>>>>
เล่นหุ้น เสี่ยงมั๊ย ?
เล่นหุ้น คือการไปร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ  ซึ่งถ้าเราไม่มีความรู้ในธุรกิจที่เราลงทุนแล้ว ก็จะเรียกว่า เสี่ยงมาก
ไม่ต่างอะไรกับการแทง น้ำเต้าปูปลาเลย   แต่ความเสี่ยงสามารถควบคุมได้
ถ้าเราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์หุ้นที่เราลงทุนได้

การเล่นหุ้น มีกี่แบบ  และวิเคราะห์หุ้นยังไง ?
การเล่นหุ้นเนี่ย มันแบ่งง่ายๆ เป็น 2 แบบด้วยกัน
1. การเล่นหุ้นแบบ.....ลงทุน
2. การเล่นหุ้นแบบ.....เก็งกำไร
คนเรา พอพูดถึง เรื่องเล่นหุ้น  จะคิดภาพไปเลยว่า ยิ้มต้องอยู่หน้าจอทั้งวัน ดูกราฟ ตัวเลขวิ่งๆ
ซื้อๆ ขายๆ หุ้นอย่างรวดเร็ว   ซึ่งตามจริง ภาพแบบนั้น มันแค่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
มันเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร (แบบที่ 2) ที่เค้าจะอาศัยการขึ้นลง ของราคาหุ้น
สร้างผลกำไร  บางคนก็เก็งกำไรกันระยะสั้น เป็นรายนาที    บ้างก็รายวัน (ซื้อๆ ขายๆ ภายในวัน)
บางคนก็อาจจะ ยาวเป็นเดือนก็มีเหมือนกัน  

ยิ่งเล่นสั้นมากๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมาก
โดยส่วนตัวผมว่า การเล่นหุ้นสายนี้ ค่อนข้างยาก
เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนราคาของหุ้นในระยะสั้น เป็นเรื่องของข่าวสาร อารมณ์ของตลาด
และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่คาดเดาได้ยากมากๆ แต่มือใหม่ที่เข้ามาเล่น กลับคิดว่า วิธีนี้ยิ้มง่าย และรวยเร็ว
ส่งผลให้ขาดทุนในที่สุด

แต่มันก็มีนะ คนที่เค้าประสบความสำเร็วจากการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร
เค้าต้องเป็นคนที่ มีวินัย  ต้องรู้จักการควบคุมความเสี่ยง จะเดิมพันก็ต่อเมื่อเค้ารู้สึกว่าเค้าได้เปรียบ
และในบางจังหวะ ที่เค้าคาดการณ์ผิดพลาด  เค้าจะมีวินัยในการยอมขาดทุน แล้วหนีออกมา
ซึ่งถ้าใครชอบ แนวนี้  ต้องหัดวิเคราะห์ ศึกษา ที่ในวงการเค้าจะเรียกว่า  "ปัจจัยทางเทคนิค"
จะเป็นพวกการศึกการเคลื่อนไหวของ กราฟราคาหุ้น  ความสัมพันธ์ของปริมาณการซื้อขายต่างๆ
ลองไปหาหนังสืออ่านดู..........

กราฟๆ ที่เห็นคนเค้าดูกัน คืออะไร แล้วจะดูได้จากที่ไหน ?
มันคือการวิเคราะห์หุ้นแบบหนึ่ง ตามที่บอกไป เรียกว่า การวิเคราะห์หุ้นแบบใช้ปัจจัยทางเทคนิค
ซึ่งเดี๋ยวนี้ลอง google หา  ก็จะมีโปรแกรมกราฟให้ใช้มากมาย  แต่ถ้าชัวร์ๆ ก็เวลาเปิดพอตหุ้นกับโบรคเกอร์
เค้าจะมีบริการโปรแกรมกราฟให้เราใช้อยู่แล้ว

ส่วนการเล่นหุ้นอีกวิธี   เรียกว่า การเล่นหุ้นแบบลงทุน  วิธีนี้ จะเหมือนกับเราเอาเงินไปร่วมลงทุนกับเค้าเลย
แบบร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน ระยะเวลาปานกลาง ถึง ยาวๆ เลย
ถ้าบริษัทมันมีกำไร  เราก็ได้ผลประโยชน์ไปด้วย  ถ้าบริษัทขาดทุน  เราก็เจ๊งไปกับเค้าด้วย
เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในวิธีนี้ คือ ผลกำไรของบริษัทที่เราร่วมลงทุน
ส่งผลให้  การเล่นหุ้นในวิธีนี้ มันจะต้องใช้เวลา  เพราะผลกำไรของบริษัทมันไม่สามารถแสดงออกมาได้
ภายใน หนึ่งวัน หรือ สองวัน ส่วนใหญ่จะใช้เวลากันเป็นปี  ภาพการเล่นหุ้นด้วยวิธีนี้ ก็จะเปลี่ยนไป
เราไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าหน้าจอ ดูราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงทุกวันอีกต่อไป  ภาพมันจะกลายเป็น
การนั่งวิเคราะห์ธุรกิจ การอ่านงบการเงิน   การวิเคราะห์การเติบโตของบริษัท  
รวมไปถึงการลองไปใช้บริการของบริษัทที่เราลงทุน อะไรทำนองนี้   ซึ่งแนวทางนี้
สามารถศึกษาได้จาก "การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน"
มีหนังสือให้อ่านเช่นกัน.............

มันตอบไม่ได้นะ ว่า วิธีไหนดีกว่ากัน  ไม่ว่าทางไหน มันสามารถประสบความสำเร็จได้เสมอ
และมันก็สามารถหมดตัวได้เหมือนกัน   มันอยู่ที่คุณ จะศึกษา และทุ่มเท กับมันเพียงใด
"ไม่มีรวยเร็ว และอะไรที่ได้มาง่ายๆ ในถนนสายนี้"

นึกคำถามไม่ออกแล้ว  ยังไงมีคำถามก็พิมพ์ทิ้งไว้กันได้เลยครับ
อันไหนตอบได้ ก็จะมาตอบให้ครับ

จบแล้ว

ออกตัวก่อนว่า ผมทำงานในบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง  ผมมีรายได้จากการที่ลูกค้า ซื้อขายหุ้นนี่แหละ
แต่ที่ผมมาเขียนนี่ ก็ไม่ได้จะมาหวังผลประโยชน์อะไร  เพราะมือใหม่ๆ เนี่ย
เทรดหมื่นนึง ผมจะได้ ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 2 บาทถ้วนเห็นจะได้   ฮ่าๆๆ ยังไม่คุ้มค่าไฟเลย
แต่ที่มาเขียนก็อยากให้คนที่สนใจ กับคำว่าเล่นหุ้นอยู่  ได้พอมีอะไรพื้นฐานติดไปบ้าง ก่อนจะไปหาหนังสืออะไรอ่าน ต่อยอดต่อไป

ส่วนใครที่ยังไม่เคยศึกษาด้านการลงทุนในหุ้นเลย  แล้วอยู่ดีดี จะมาซื้อหุ้นเลย
ผมก็ขอบอกให้คุณกลับไปศึกษาก่อน หาหนังสืออ่าน
เพราะการเข้ามาเล่นหุ้นแบบไม่รู้อะไร  มักจะกลับออกไปแบบไม่เหลืออะไร

ส่วนใครจะมาขอหุ้นเด็ด หุ้นดี  ผมก็ไม่มีเหมือนกัน
คิดหลักง่ายๆ ถ้าผมมีหุ้นเด็ด  ผมก็เล่นเองอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำงานแล้ว  
ที่มีให้ได้ก็น่าจะเป็น แนวคิดการมองตลาดหุ้นไม่ให้เหมือนการพนัน
คอยเตือนให้มีสติ  ส่วนการตัดสินใจทุกอย่าง ก็เป็นของ ทุกคนเองเท่านั้น เพราะเงินใครก็เงินมัน

ผมไม่ได้คาดหวังว่า จะมีคนมา เทรด ซื้อขายหุ้นเยอะๆ แล้วธุรกิจที่ผมอยู่จะรุ่งเรือง
ผมเห็นมาแล้ว พวกมาเทรดเยอะๆ แต่เทรดแบบการพนัน สุดท้ายก็เลิกเล่นไป
ผมอยากให้เมื่อใหม่ทุกคนมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้น  เล่นหุ้น แบบลงทุนจริงๆ
และอยู่รอดในถนนสายนี้กับมันไปนานๆ
เพราะถ้าคุณอยู่รอดกับมันได้นานเท่าไหร่  คุณก็จะรวยเท่านั้น

ขอให้ทุกคนโชคดี
ใครมีอะไรเพิ่มเติม ก็ตามมาคุยกันได้ในเฟสบุคนะครับ
https://www.facebook.com/dropdead.kame

ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ
http://pantip.com/topic/33154825

คลิปหลุด!! ตอนที่ 9 งาน S2M Meeting&Party 2012 "Investor NIght"